ตอนที่ 116
ตอนที่ 116
สามวันต่อมา ระฆังรวมพลของสำนักชิงเฟิงดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
ศิษย์หลายร้อยคนมารวมตัวกันที่ลานหน้าประตูสำนัก กลุ่มศิษย์กระบี่ยืนอยู่ด้านหน้า ถัดมาเป็นศิษย์ค่ายกล ฝ่ายโอสถ และฝ่ายเสบียง ผู้อาวุโสที่ร่วมเดินทางยืนประจำอยู่ตามขอบลาน
เรือเหาะขนาดใหญ่สามลำลอยอยู่เหนือพื้น อักขระบนตัวเรือส่องแสงเป็นระยะ เสบียง ค่ายกล และโอสถทั้งหมดถูกเก็บไว้ในคลังมิติของเรือเรียบร้อยแล้ว
เซี่ยฉางอันยืนอยู่บนขั้นบันได ตรวจรายชื่อในแผ่นหยกทีละกลุ่ม
“ยอดเขากระบี่ครบ”
“ยอดเขาค่ายกลครบ”
“ฝ่ายโอสถครบ”
“ฝ่ายเสบียงครบ”
จูลี่ยืนอยู่ท้ายกลุ่มศิษย์สายตรง ในอ้อมแขนมีเพียงไหสุรา ข้างเอวแขวนถุงเก็บอสูร ส่วนอาหาร หม้อ เครื่องปรุง และของใช้อื่น ๆ ถูกเก็บอยู่ในแหวนเก็บของทั้งหมด
นิ้วน้อย ๆ เต็มไปด้วยแหวนเก็บของระดับต่ำ ส่วนแหวนเก็บของระดับสูงอยู่ภายในแหวนมิติ ให้พ่อบ้านอู่ใช้ผลไม้ไปหมัก
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าภายในแหวนสีดำอีกวงหนึ่ง นอกจากอาหารกับสุราจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีจวนขนาดใหญ่ พ่อบ้านอู่กับพวก ยังมีหญิงสาวอีกนางหนึ่งที่เพิ่งถูกโยนเข้าไปก่อนเริ่มรวมพล
เซี่ยฉางอันเดินมาตรวจความเรียบร้อยตรงหน้านาง
“เตรียมของครบแล้วหรือ”
“ครบแล้วเจ้าค่ะ”
“อาหารเล่า”
จูลี่ยกมือให้ดูแหวนเก็บของสามวงบนนิ้ว
“เต็มทั้งหมดเจ้าค่ะ”
เซี่ยฉางอันมองแหวนสามวง ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ
“อาหารเต็มสามวง?”
“สองวงครึ่งเจ้าค่ะ”
“อีกครึ่งวงเป็นสิ่งใด”
“หม้อ ฟืน เครื่องปรุง แล้วก็มีดหั่นเนื้อ”
“…” เซี่ยฉางอันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ขนของกองเต็มลานเหมือนจะย้ายบ้าน
เขายังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วนางนำกระโจมพยับเร้นระดับสูงติดตัวไปแล้วด้วยซ้ำ
ไม่นาน สัญญาณออกเดินทางก็ดังขึ้น
เหล่าศิษย์ทยอยขึ้นเรือเหาะตามกลุ่มของตน
เซี่ยฉางอันตรวจคนบนเรืออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าจูลี่ยังอยู่ในสายตาจึงค่อยวางใจ
“เปิดค่ายกล ออกเดินทางได้”
เรือเหาะทั้งสามลำลอยสูงขึ้นช้า ๆ ก่อนพุ่งออกจากสำนักชิงเฟิง มุ่งหน้าไปทางเมืองชิงเหอ
เหล่าศิษย์ที่เหลืออยู่ยืนส่งขบวนจนเรือทั้งสามกลายเป็นจุดดำเล็ก ๆ แล้วหายลับไปในก้อนเมฆ
การออกไปของศิษย์กับผู้อาวุโสจำนวนมากทำให้สำนักเงียบลงทันที
ทว่างานภายในสำนักกลับหนักขึ้นหลายเท่า
ค่ายกลป้องกันสำนักชิงเฟิงแข็งแกร่งอยู่แล้ว ต่อให้ฝูงอสูรเคลื่อนผ่านก็ยากจะบุกเข้ามาได้ จึงไม่มีสิ่งใดน่ากังวลมากนัก
ปัญหาคือโอสถ ยันต์ อาวุธ และเสบียงทั้งหมดต้องถูกส่งไปสนับสนุนแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง
ศิษย์ที่เหลืออยู่จึงต้องรับงานเพิ่มขึ้นคนละหลายส่วน
ภายในหุบเขาโอสถ เตาหลอมหลายสิบใบทำงานตลอดทั้งวัน กลิ่นสมุนไพรลอยปกคลุมพื้นที่แทบทุกแห่ง
หม่าซือเจียวเองก็ไม่ได้พัก
เขาต้องหลอมโอสถรักษา โอสถฟื้นพลัง และโอสถถอนพิษส่งไปยังเมืองชิงเหอ ชายชรานั่งอยู่หน้าเตาหลอมตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย เสื้อคลุมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
กระทั่งโอสถชุดหนึ่งหลอมเสร็จ เขาจึงดับเปลวไฟใต้เตาแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้
“โมเจีย”
ไม่มีเสียงตอบ
หม่าซือเจียวหลับตารออยู่ครู่หนึ่ง
ปกติเพียงเรียกครั้งเดียว โมเจียก็จะนำชามาให้ แม้นางจะทำงานอยู่ด้านหลังก็ไม่เคยปล่อยให้เขารอนาน
“โมเจีย เอาชามาหนึ่งกา”
ภายในเรือนยังคงเงียบสนิท
หม่าซือเจียวลืมตาขึ้น
ศิษย์รับใช้คนอื่น ๆ ที่ถูกเรียกมาให้ช่วยคัดสมุนไพรอยู่หน้าห้องหันมามองหน้ากัน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าโมเจียไปอยู่ที่ใด
“โจวหมิง”
คราวนี้มีเสียงฝีเท้ารีบร้อนดังมาจากด้านนอก
โจวหมิงเดินเข้ามาประสานมือ
“อาจารย์เรียกศิษย์หรือขอรับ”
“โมเจียอยู่ที่ใด”
“ศิษย์ไม่ทราบขอรับ ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นนางเลย”
หม่าซือเจียวขมวดคิ้ว
“ไปหา”
โจวหมิงรับคำ ก่อนพาศิษย์รับใช้หลายคนแยกย้ายกันค้นทั่วหุบเขา
ห้องครัวไม่มี
แปลงสมุนไพรไม่มี
เรือนพักก็ไม่มี
แม้แต่บริเวณที่โมเจียชอบใช้ย่างปลาให้จูลี่ก็ว่างเปล่า
ผ่านไปครึ่งเค่อ โจวหมิงจึงกลับมารายงานด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
“อาจารย์ หาไม่พบขอรับ”
“ป้ายหยกของนางเล่า”
“ศิษย์ตรวจแล้ว ป้ายหยกออกจากเขตสำนักไปตั้งแต่เช้า”
หม่าซือเจียวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที “ออกจากสำนัก?”
“ขอรับ”
“ผู้ใดอนุญาต” เสียงตะโกนของเขาทำให้เปลวไฟในเตาหลอมสั่นไหว
ช่วงเวลานี้สำคัญ การออกนอกสำนักอาจเกิดอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะศิษย์รับใช้ที่มีตบะค่อนข้างต่ำ
โจวหมิงกำลังจะตอบ สายตากลับเหลือบเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ใต้กาน้ำชาบนโต๊ะด้านข้าง
“อาจารย์ ตรงนั้นมีจดหมายขอรับ”
หม่าซือเจียวหันไปมอง กระดาษแผ่นนั้นถูกพับอย่างลวก ๆ ด้านนอกเขียนตัวอักษรบิดเบี้ยวตัวโต ๆ ไว้สามคำ
ถึงตาแก่
เส้นเลือดตรงขมับของหม่าซือเจียวกระตุกทันที
ในสำนักชิงเฟิงมีเพียงคนเดียวที่กล้าเขียนถึงเขาเช่นนี้
ชายชราคว้าจดหมายขึ้นมาเปิด
ตัวอักษรภายในเอียงซ้ายบ้างขวาบ้าง บางคำใหญ่จนเบียดอีกบรรทัด บางคำเล็กจนแทบมองไม่เห็น เห็นได้ชัดว่าเจ้าของลายมือไม่ค่อยได้ฝึกคัดอักษร
ถึงท่านอาจารย์
ศิษย์ต้องจากสำนักไปนาน ฝ่ายเสบียงทำอาหารอร่อยหรือไม่ก็ไม่รู้ หากกินไม่ได้ ศิษย์อาจผอมจนท่านจำไม่ได้ ศิษย์จึงพาศิษย์พี่โมไปด้วย งานของศิษย์พี่โมแค่ชงชาให้ท่าน วันนี้ชงเองก่อนนะเจ้าคะ ถือเสียว่าฝึกพึ่งพาตนเอง
ศิษย์กตัญญู จูลี่
ปล. ไก่อบในห้องครัว ศิษย์นำไปแล้ว ไม่ต้องหา
ภายในห้องเงียบกริบ
โจวหมิงอ่านจดหมายจากด้านข้างจบแล้วค่อย ๆ ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
โมเจียไม่ใช่แค่ชงชา แต่ยังช่วยคัดสมุนไพร ช่วยงานจิปาถะมากมาย ยิ่งในช่วงหลังแทบจะเป็นแขนเป็นขาให้กับชายชราแล้ว
มือของหม่าซือเจียวสั่นเล็กน้อย
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นดำ จากดำกลับมาแดงอีกครั้ง พลังปราณรอบกายปั่นป่วนจนฝากาน้ำชาบนโต๊ะกระเด้งขึ้นลง
เขาอุตส่าห์ฝากจูลี่ไว้กับเซี่ยฉางอัน
กำชับทุกอย่างตั้งแต่ห้ามเข้าใกล้ค่ายกลไปจนถึงห้ามนั่งทับเส้นปราณ
แต่กลับลืมกำชับข้อสำคัญที่สุดไป
ห้ามนางพาคนอื่นติดไปด้วย
หม่าซือเจียวกำจดหมายยับอยู่ในมือ ก่อนแผดเสียงลั่นหุบเขาโอสถ
“จูลี่!!!!!………”
เสียงตะโกนสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขา จนนกจำนวนมากบินหนีออกจากป่าอีกครั้ง
แม้จูลี่จะไม่อยู่ในสำนัก หม่าซือเจียวก็ยังต้องตะโกนเรียกชื่อนางอยู่ดี