LNCrawler

ตอนที่ 117

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 117

เรือเหาะทั้งสามลำใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งวันจึงมาถึงเขตเมืองชิงเหอ

ยามมองจากบนท้องฟ้า กำแพงเมืองทอดยาวอยู่เบื้องล่าง ประตูทั้งสี่ทิศปิดสนิท บนเชิงเทินเต็มไปด้วยทหาร ค่ายกลป้องกันถูกเปิดใช้งาน แสงสีขาวบางเบาปกคลุมกำแพงเมืองทุกด้าน

ไม่กี่วันก่อน เมืองชิงเหอยังคึกคักไปด้วยพ่อค้ากับผู้บำเพ็ญจากทั่วสารทิศ ทว่าวันนี้ถนนกลับเงียบกริบ

ร้านค้าส่วนใหญ่ยังเปิดอยู่ แต่แทบไม่มีผู้ใดออกมาเดินเล่น ผู้คนซื้อเสบียงแล้วรีบกลับบ้าน หน้าต่างของเรือนหลายหลังปิดจนสนิท บางครอบครัวยังนำแผ่นไม้มาตอกเสริมประตูเอาไว้อีกชั้น

เมื่อเรือเหาะของสำนักชิงเฟิงปรากฏเหนือเมือง ทหารบนกำแพงต่างเงยหน้าขึ้นมอง

เสียงแตรดังขึ้นสามครั้ง ค่ายกลเหนือเมืองเปิดช่องทางให้เรือเหาะทั้งสามลำผ่านเข้าไป ก่อนปิดลงอย่างรวดเร็ว

จุดรวมพลตั้งอยู่ใกล้กำแพงด้านเหนือ ลานกว้างซึ่งเคยใช้เป็นตลาดถูกจัดเป็นพื้นที่พักของสำนักเซียน กระโจมจำนวนมากตั้งเรียงกันเป็นระเบียบ ทั้งยังมีผู้บำเพ็ญจากสำนักอื่นเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

เรือเหาะทั้งสามลำค่อย ๆ ลดระดับลง ทันทีที่สะพานเชื่อมถูกวาง เหล่าศิษย์ก็ทยอยลงจากเรือตามกลุ่มของตน

เซี่ยฉางอันยืนอยู่ด้านหน้า ตรวจนับคนอีกครั้งก่อนอนุญาตให้แต่ละกลุ่มแยกย้ายไปทำหน้าที่

“ฝ่ายโอสถไปตั้งจุดรักษาทางตะวันออก”

“ฝ่ายค่ายกลขึ้นไปตรวจแนวป้องกันบนกำแพง”

“ฝ่ายเสบียงนำของไปเก็บในคลังเมือง”

คำสั่งถูกส่งออกไปอย่างต่อเนื่อง

จูลี่เดินลงจากเรือเป็นคนท้าย ๆ ในอ้อมแขนยังคงกอดไหสุรา นางกวาดตามองรอบตัว ก่อนพบว่าทั่วทั้งลานไม่มีร้านขายอาหารแม้แต่ร้านเดียว

“ศิษย์พี่เซี่ย”

เซี่ยฉางอันกำลังตรวจแผ่นหยก เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็เงยหน้าขึ้น

“มีอะไร”

“ร้านอาหารอยู่ที่ใดเจ้าคะ”

“เพิ่งมาถึง เจ้าก็คิดจะไปซื้ออาหารแล้วหรือ”

“ข้าเพียงถามไว้ก่อน”

เซี่ยฉางอันชี้ไปทางถนนด้านหลังลานรวมพล

“มีร้านเปิดอยู่หลายแห่ง แต่ยังออกไปไม่ได้ รอจัดที่พักกับแบ่งหน้าที่ให้เรียบร้อยก่อน”

จูลี่พยักหน้าอย่างว่าง่าย

เซี่ยฉางอันจึงก้มหน้าตรวจแผ่นหยกต่อ

พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เด็กหญิงตรงหน้าก็หายไปแล้ว

สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนทันที

“จูลี่!!!!”

เสียงตอบดังมาจากด้านหลัง

“อยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”

เซี่ยฉางอันหันขวับไปมอง พบว่านางเพียงเดินไปยืนตรงหัวมุมลานเพื่อมองป้ายร้านอาหารบนถนนอีกฝั่ง

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเดินไปคว้าคอเสื้อเด็กหญิงกลับมา

“ห้ามคลาดสายตา”

“ข้ายังอยู่ในสายตา”

“ข้ามองไม่เห็นเจ้าเมื่อครู่”

“เช่นนั้นศิษย์พี่ต้องมองให้ดีเจ้าค่ะ”

“…” เซี่ยฉางอันเริ่มรู้สึกแล้วว่าคำกำชับของหม่าซือเจียวไม่ได้เกินความจำเป็น

ไม่นาน เจ้าเมืองชิงเหอกับแม่ทัพผู้รักษาเมืองก็เดินทางมาถึง

ทั้งสองเข้าไปคารวะเหล่าผู้อาวุโส ก่อนเชิญผู้นำของแต่ละสำนักเข้าหารือในกระโจมบัญชาการ

เซี่ยฉางอันต้องเข้าร่วมด้วย

เดิมเขาคิดจะให้จูลี่รออยู่กับกลุ่มศิษย์สายตรง แต่เมื่อนึกถึงคำว่าห้ามคลาดสายตาจึงจำต้องพานางเข้าไปด้วย

กลางกระโจมมีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ด้านบนกางแผนที่เมืองชิงเหอกับป่าโดยรอบ ธงสีดำหลายผืนถูกปักอยู่ตามจุดต่าง ๆ

แม่ทัพผู้รักษาเมืองชี้ไปยังธงด้านเหนือ

“ฝูงอสูรกลุ่มแรกปรากฏตัวเมื่อห้าวันก่อน จำนวนประมาณสองพันตัว ส่วนใหญ่อยู่ในระดับแรกกับระดับหลอมกายา มีอสูรระดับสร้างแก่นปะปนอยู่ไม่ถึงสิบตัว”

เขาเลื่อนนิ้วไปยังทิศตะวันตก

“อีกกลุ่มมีประมาณหนึ่งพันห้าร้อยตัว เคลื่อนที่ช้าและยังอยู่ห่างจากเมืองเกือบสามร้อยลี้”

ผู้อาวุโสจากสำนักกระบี่ถาม

“พบอสูรระดับผสานแก่นหรือสูงกว่านั้นหรือไม่”

“หน่วยสอดแนมยังไม่พบขอรับ”

คนในกระโจมพากันผ่อนคลายลงเล็กน้อย

แม้จำนวนอสูรหลายพันตัวจะไม่น้อย แต่เมืองชิงเหอมีกำแพงแข็งแรง ค่ายกลป้องกันยังสมบูรณ์ ทั้งยังมีกำลังจากสำนักเซียนหลายแห่งมารวมตัวกัน

หากไม่มีอสูรระดับผสานแก่นหรือเจ้าอสูรเป็นผู้นำ สถานการณ์ที่นี่ยังไม่นับว่าหนักหนาเกินรับมือ

หลินเยว่ ผู้อาวุโสซึ่งเป็นตัวแทนสำนักชิงเฟิงพิจารณาแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนออกคำสั่ง

“แบ่งศิษย์ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งประจำกำแพงเหนือ อีกส่วนช่วยป้องกันทิศตะวันตก ฝ่ายค่ายกลเร่งเสริมแนวป้องกันให้เสร็จภายในคืนนี้”

แม่ทัพผู้รักษาเมืองประสานมือ

“ขอบคุณทุกท่านที่มาช่วยเหลือ”

จูลี่ยืนอยู่ข้างเซี่ยฉางอันตลอดเวลา นางก้มมองรูปอสูรซึ่งถูกวาดกำกับไว้บนแผนที่อย่างสนใจ

“นี่คือตัวอะไรเจ้าคะ”

แม่ทัพมองเด็กหญิงอย่างพินิจ ไม่เข้าใจเหตุใดสำนักชิงเฟิงจึงส่งเด็กวัยแปดเก้าขวบมาด้วย เด็กที่ยังไม่ทะลวงชีพจรด้วยซ้ำ อยู่ในแนวรบดูจะกลายเป็นภาระเสียมากกว่า 

แต่จูลี่มากับเซี่ยฉางอัน เขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจนัก คนเรามีความจำเป็นไม่เท่ากัน เขาเลื่อนสายตาตามนิ้วเล็ก ๆ 

“หมูเขี้ยวโลหิต”

“กินได้หรือไม่”

ภายในกระโจมเงียบลงเล็กน้อย

“น่าจะกินได้”

จูลี่เลื่อนนิ้วไปยังรูปอสูรอีกตัว

“แล้วนี่เล่า”

“วัวเกราะดำ”

“กินได้หรือไม่”

“กินได้”

ดวงตาของเด็กหญิงค่อย ๆ สว่างขึ้น

เซี่ยฉางอันจับไหล่นางแล้วดึงออกจากแผนที่

“อย่ารบกวนการประชุม”

จูลี่ยอมถอยกลับไปยืนด้านหลัง แต่สายตายังคงจับจ้องธงรูปอสูรบนโต๊ะไม่วาง

จังหวะนั้นเอง เสียงปีกกระพือก็ดังมาจากนอกกระโจม

เหยี่ยวส่งสารตัวหนึ่งบินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ที่ขาของมันผูกกระบอกไม้สีแดงเอาไว้

แม่ทัพผู้รักษาเมืองเห็นสีกระบอก สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

“สารด่วน”

เขารับกระบอกมาเปิด ก่อนคลี่กระดาษด้านในออกอ่าน แต่ยิ่งอ่าน สีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียด

“เกิดเรื่องใดขึ้น” ผู้อาวุโสหลินเยว่ถาม

“เมืองหลงชวนส่งข่าวขอความช่วยเหลือขอรับ”

แม่ทัพวางสารลงบนแผนที่ แล้วชี้ไปยังเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างไปทางทางตะวันออกเฉียงเหนือของชิงเหอ

“เมืองหลงชวนอยู่ห่างจากที่นี่เกือบพันลี้ เดิมพบอสูรเพียงไม่กี่ร้อยตัว แต่เมื่อคืนฝูงอสูรจากหุบเขาสามแห่งกลับรวมตัวกัน จำนวนเพิ่มขึ้นเป็นกว่าสามหมื่นตัว”

“สามหมื่น?”

“ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขอรับ หน่วยสอดแนมพบอสูรระดับผสานแก่นอย่างน้อยห้าร้อยตัว และสงสัยว่าอาจมีอสูรระดับเจ้าอสูรซ่อนอยู่ภายในฝูง”

บรรยากาศภายในกระโจมหนักอึ้งขึ้นทันที

อสูรระดับผสานแก่นหนึ่งตัวมีพลังเทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับท่องนภา ยิ่งหากมีระดับเจ้าอสูรซ่อนอยู่จริง ผู้ที่สามารถต้านทานมันได้ก็มีเพียงผู้ฝึกตนระดับก่อกำเนิดขึ้นไปเท่านั้น

เมืองหลงชวนมีขนาดเล็กกว่าชิงเหอ กำแพงกับค่ายกลป้องกันก็อ่อนแอกว่ามาก หากฝูงอสูรสามหมื่นตัวบุกถึงเมือง ต่อให้ชาวเมืองทั้งหมดร่วมมือกันก็อาจต้านทานได้ไม่ถึงหนึ่งคืน

“สำนักอื่นส่งคนไปหรือยัง” เซี่ยฉางอันถาม

“สำนักกระบี่เมฆากำลังเดินทางไป แต่กำลังของพวกเขาไม่เพียงพอ จึงขอให้เมืองใกล้เคียงส่งผู้บำเพ็ญระดับสูงไปสนับสนุน”

ผู้อาวุโสหลินเยว่มองแผนที่ ก่อนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

“สถานการณ์เมืองชิงเหอยังควบคุมได้ ข้าจะอยู่ที่นี่กับผู้อาวุโสอีกสามคนและศิษย์ส่วนใหญ่”

จากนั้นเขาจึงหันไปทางเซี่ยฉางอัน

“เจ้าพาศิษย์สายตรงกับศิษย์สายในระดับท่องนภาขึ้นไปเดินทางไปเมืองหลงชวนก่อน ข้าจะส่งกำลังเสริมตามไปภายหลัง”

“ขอรับ”

เซี่ยฉางอันรับคำโดยไม่ลังเล ก่อนหยิบแผ่นหยกขึ้นมาเลือกรายชื่อผู้ที่จะร่วมเดินทางต่อ

ศิษย์สายตรงแปดคน

ศิษย์สายในระดับท่องนภาสิบสองคน

ผู้ปรุงโอสถสองคน

และศิษย์ค่ายกลอีกสามคน

เมื่อเขียนรายชื่อมาถึงจูลี่ ปลายพู่กันกลับหยุดลง

ผู้อาวุโสหลินเยว่สังเกตเห็นจึงกล่าว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเจ้าสำนักคิดอะไรถึงฝากเด็กคนนี้ติดมาด้วย  นี่สงคราม ไม่ใช่สนามเด็กเล่นเสียหน่อย

“เด็กคนนี้ไม่มีตบะ ทิ้งไว้ที่เมืองชิงเหอก็ได้ ที่นี่ปลอดภัยกว่า”

เซี่ยฉางอันมองจูลี่ จากนั้นก็นึกถึงคำกำชับของหม่าซือเจียว

หากทิ้งนางไว้ที่เมืองชิงเหอ ต่อให้ฝูงอสูรไม่อันตราย นางเองอาจสร้างเรื่องอย่างอื่นขึ้นมาก่อน

“นางต้องไปกับข้าขอรับ”

ผู้อาวุโสหลินเยว่ขมวดคิ้ว “เมืองหลงชวนอันตรายกว่าที่นี่หลายเท่า”

“เป็นคำสั่งของอาจารย์ขอรับ” 

เมื่อได้ยินว่าเป็นคำสั่งของเฟิงอู๋จี้ ผู้อาวุโสจึงไม่คัดค้านอีก

เซี่ยฉางอันเขียนชื่อจูลี่ลงเป็นคนสุดท้าย

เด็กหญิงมองแผนที่ ก่อนถามขึ้น “เมืองหลงชวนมีอสูรมากกว่าที่นี่หรือเจ้าคะ”

“มากกว่าสิบเท่า”

“มีหมูเขี้ยวโลหิตหรือไม่”

“น่าจะมี”

“วัวเกราะดำเล่า”

“ก็อาจมี”

จูลี่พยักหน้าอย่างพอใจ

“เช่นนั้นไปเมืองหลงชวนดีกว่าเจ้าค่ะ”

เซี่ยฉางอันมองเด็กหญิงซึ่งยินดีจะเดินทางไปยังสถานที่อันตรายกว่าเพียงเพราะมีอสูรให้กินมากกว่า ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“พวกเราจะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วยาม ไปเตรียมตัวให้พร้อม”

“ขอรับ” เหล่าศิษย์แยกย้ายออกจากกระโจมทันที

เมื่อถึงเวลา เซี่ยฉางอันจึงนำศิษย์ที่ได้รับเลือกขึ้นเรือเหาะ ก่อนพาจูลี่ออกเดินทางต่อไปยังเมืองหลงชวน

มองแววตาของเด็กหญิงแล้ว เขาไม่แน่ใจว่านางกำลังไปช่วยเมืองหรือไปเลือกวัตถุดิบทำอาหารกันแน่