ตอนที่ 118
ตอนที่ 118
เรือเหาะลำเล็กของเมืองชิงเหอใช้เวลาอีกเกือบครึ่งวันจึงมาถึงเมืองหลงชวน
ยังไม่ทันเข้าใกล้กำแพงเมือง เสียงอสูรคำรามก็ดังขึ้นจากเบื้องล่างเป็นระยะ
เมืองหลงชวนมีขนาดเล็กกว่าเมืองชิงเหอเกือบครึ่ง กำแพงทางทิศเหนือกับทิศตะวันตกเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ค่ายกลป้องกันเหนือเมืองกะพริบวูบวาบไม่มั่นคง เห็นได้ชัดว่าถูกโจมตีมาแล้วหลายครั้ง
นอกกำแพงมีซากเรือนกับหมู่บ้านร้างกระจายอยู่ตามพื้นที่เพาะปลูก ไกลออกไปเป็นผืนป่าดำทะมึนทอดยาวจนสุดสายตา
ยามนี้ฝูงอสูรจำนวนมากกำลังเคลื่อนออกจากป่า
แม้ยังไม่ถึงสามหมื่นตัวตามรายงาน แต่เพียงมองจากบนท้องฟ้าก็เห็นเงาดำปกคลุมพื้นดินเป็นบริเวณกว้างแล้ว
“เปิดค่ายกลให้เรือผ่าน”
ทหารบนกำแพงตะโกนส่งสัญญาณ
ค่ายกลเหนือเมืองเปิดช่องทางเล็ก ๆ เรือเหาะจึงเร่งความเร็วผ่านเข้าไป ก่อนลดระดับลงบนลานใกล้กำแพงด้านเหนือ
ทันทีที่เรือแตะพื้น ชายวัยกลางคนในชุดเกราะก็เร่งฝีเท้าเข้ามา
“ข้าน้อยหลัวเจิ้ง แม่ทัพผู้รักษาเมืองหลงชวน คารวะทุกท่านจากสำนักชิงเฟิง”
เซี่ยฉางอันก้าวลงจากเรือเป็นคนแรก
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“ฝูงอสูรกลุ่มแรกมาถึงก่อนกำหนดขอรับ พวกมันโจมตีกำแพงทางเหนือมาตั้งแต่ช่วงเช้า แม้จะขับไล่ไปได้รอบหนึ่ง แต่หน่วยสอดแนมรายงานว่ามีฝูงใหม่กำลังตามมา”
หลัวเจิ้งชี้ไปทางค่ายกลเหนือเมือง
“ผู้บำเพ็ญของเมืองกับศิษย์สำนักกระบี่เมฆากำลังรักษาแนวป้องกัน แต่คงต้านได้อีกไม่นาน”
เซี่ยฉางอันกวาดตามองกำแพง ก่อนออกคำสั่งทันที
“ศิษย์ค่ายกลไปตรวจแกนค่ายกล ศิษย์ฝ่ายโอสถตั้งจุดรักษาใกล้ประตูเมือง ที่เหลือตามข้าขึ้นกำแพง”
“ขอรับ” ทุกคนแยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว
จูลี่กำลังจะเรียกเจ้าหินออกมา เซี่ยฉางอันก็หันมากำชับเสียก่อน
“เจ้าอยู่กับข้า”
“เจ้าค่ะ”
“ห้ามลงจากกำแพง”
“เจ้าค่ะ”
“ห้ามลงมือตามใจตนเอง”
จูลี่เหลือบมองฝูงอสูรด้านนอก
“ถ้าพวกมันขึ้นมาบนกำแพงเล่าเจ้าคะ”
“ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที”
“ถ้าศิษย์พี่ไม่มีเวลาบอกเล่า”
เซี่ยฉางอันมองเด็กหญิงนิ่ง ๆ
“เช่นนั้นเจ้าก็วิ่งหนี”
เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก “ข้ามีวิชาวายุเมฆา วิ่งเร็วมากเจ้าค่ะ”
“….” เซี่ยฉางอันอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ วิชาอะไรก็ไม่เป็น เป็นแต่วิชาหนีเอาตัวรอด
แม้เขาจะไม่เคยเห็นด้วยตาตนเอง แต่หม่าซือเจียวบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า นอกจากวิ่งหนี จูลี่ยังทำอย่างอื่นไม่ค่อยเป็น
แต่นี่คือเด็กแปดขวบ เขาก็ไม่ควรคาดหวังอะไรกับเด็กคนหนึ่ง
ทั้งกลุ่มขึ้นไปถึงกำแพงด้านเหนืออย่างรวดเร็ว สิ่งที่เห็นตรงหน้ารุนแรงกว่าตอนมองจากเรือเหาะหลายเท่า
ฝูงอสูรระดับแรกกับระดับหลอมกายาหลายพันตัวกระจายเต็มพื้นที่เบื้องล่าง หมูเขี้ยวโลหิต วัวเกราะดำ หมาป่าลายเพลิง และอสูรอีกหลายชนิดวิ่งปะปนกันอย่างวุ่นวาย
ทว่าแม้ดูสับสน พวกมันทั้งหมดกลับมีเป้าหมายเดียวกันคือพยายามโจมตีเมืองหลงชวน
เสียงกระแทกดังสนั่นทุกครั้งที่ฝูงอสูรพุ่งชนค่ายกล แสงเหนือกำแพงสั่นไหวจนเกิดคลื่นเป็นวงกว้าง เศษหินตามเชิงเทินร่วงกราวลงมา
ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาหลายสิบคนยืนประจำจุดอยู่ก่อนแล้ว กระบี่บินพุ่งออกจากกำแพงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนอสูรที่ล้มลงกลับน้อยกว่าฝูงใหม่ซึ่งกำลังเข้ามาสมทบ
เซี่ยฉางอันชักกระบี่ออกจากฝัก
แม้กระบี่คู่กายเดิมจะหักไประหว่างทะลวงด่าน แต่เจ้าสำนักมอบกระบี่เล่มใหม่ให้เขาใช้ชั่วคราว กระบี่เงินส่งเสียงกังวานทันทีที่สัมผัสพลังปราณระดับเหนือมนุษย์
“ศิษย์สายตรงรับมืออสูรระดับผสานแก่น ศิษย์สายในประจำแนวกำแพง อย่าออกจากขอบเขตค่ายกลโดยลำพัง”
สิ้นเสียงสั่ง กระบี่เงินก็พุ่งออกจากมือ
แสงกระบี่ยาวหลายสิบจั้งกวาดผ่านสนามรบ อสูรระดับหลอมกายาที่อยู่ด้านหน้าถูกซัดกระเด็นไปทั้งแถว ส่วนอสูรระดับผสานแก่นสองตัวซึ่งกำลังโจมตีค่ายกลถูกคมกระบี่ตัดผ่านลำคอในพริบตา
เสียงโห่ร้องดังขึ้นบนกำแพง
การมาถึงของผู้ฝึกตนระดับเหนือมนุษย์ทำให้ขวัญกำลังใจของทุกคนเพิ่มขึ้นทันที
จูลี่ยืนมองอสูรด้านล่างตาไม่กะพริบ “หมูเขี้ยวโลหิตจริงด้วย”
ศิษย์หญิงข้างกายนางหันมามอง “เวลานี้เจ้ายังสนใจเรื่องนั้นอีกหรือ เด็กอย่างเจ้าคิดอะไรเป็นนอกจากกิน กิน กิน แล้วก็กิน”
“อืม เนื้อเยอะดี”
ศิษย์หญิงอ้าปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายตัดสินใจหันกลับไปควบคุมกระบี่บินต่อ
การต่อสู้ดำเนินไปเกือบหนึ่งชั่วยาม
ฝูงอสูรถูกขับออกห่างจากกำแพงได้ชั่วคราว ทว่าก่อนทุกคนจะได้พัก เสียงคำรามหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากชายป่า
อสูรระดับผสานแก่นหลายสิบตัวพุ่งออกมาพร้อมกัน
พวกมันไม่ได้กระจายโจมตีทั่วกำแพง แต่รวมตัวพุ่งเข้าใส่ค่ายกลจุดเดียวอย่างพร้อมเพรียง
“พวกมันกำลังโจมตีแกนค่ายกลแล้ว” ศิษย์ฝ่ายค่ายกลตะโกนเตือน
ตูม!!!
แสงสีขาวเหนือกำแพงยุบลงอย่างรุนแรง
ตูม!!!!
รอยร้าวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นกลางม่านพลัง
“เสริมค่ายกลเดี๋ยวนี้”
ศิษย์สำนักชิงเฟิงกลุ่มหนึ่งรีบลงจากกำแพงไปปกป้องแกนค่ายกลด้านนอก แต่ยังไม่ทันตั้งกระบวนท่า วัวเกราะดำระดับผสานแก่นตัวหนึ่งก็พุ่งฝ่าแนวกระบี่เข้ามา
เขาขนาดใหญ่กวาดศิษย์สามคนกระเด็นออกไป
สองคนตกอยู่ในขอบเขตค่ายกลจึงถูกดึงกลับมาได้ ส่วนอีกคนกระเด็นข้ามม่านพลัง ตกลงกลางฝูงอสูรด้านนอก
“ศิษย์น้องเฉิน”
ศิษย์ผู้นั้นพยายามลุกขึ้น แต่ขาข้างหนึ่งบิดผิดรูป กระบี่ในมือหักไปแล้วครึ่งเล่ม
หมาป่าลายเพลิงหลายตัวหันมาล้อมเขาทันที
เซี่ยฉางอันกำลังรับมืออสูรระดับผสานแก่นสามตัวอยู่กลางอากาศ เมื่อเห็นเหตุการณ์ก็หันกระบี่เปลี่ยนทิศทาง ทว่าเจ้าอสูรตัวหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ในฝูงพลันปล่อยเปลวไฟสีดำเข้าขวาง
เซี่ยฉางอันจำต้องตวัดกระบี่ป้องกัน
ชั่วพริบตาที่เขาถูกขวาง หมาป่าลายเพลิงตัวแรกก็กระโจนเข้าใส่ศิษย์ที่บาดเจ็บแล้ว
เสียงคำรามของอสูรเกราะศิลาพลันดังขึ้นบนกำแพง
จูลี่นั่งอยู่บนหลังเจ้าหินตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทันเห็น
“เจ้าหิน ไปรับคน”
อสูรเกราะศิลากระโดดลงจากกำแพงทันที
เซี่ยฉางอันดวงตาหดแคบ ร้องตะโกนอย่างร้อนใจ
“จูลี่ กลับมา!!!!”