LNCrawler

ตอนที่ 11

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 11

เมื่อก้อนงูยักษ์เกล็ดมรกตเดินเตาะแตะมาถึงหอภารกิจ ศิษย์พี่ผู้ดูแลคลังแต้มที่กำลังนั่งตรวจสมุดบัญชีอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว พู่กันในมือร่วงหล่นลงพื้น จ้องมองก้อนงูสีเขียวเข้มที่มีขาคู่จ้อยโผล่ออกมาด้วยความตกตะลึง

“ถึงแล้ว” ศิษย์พี่สายนอกผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูบอก พร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนแถวนั้น

“ขอบคุณเจ้าค่ะศิษย์พี่โจว” จูลี่อยากจะโค้งคำนับแต่ติดงู “แล้วก็เจ้านะ ออกไปได้แล้ว”

สิ้นคำสั่ง ม้วนงูหลามยักษ์ที่เคยพันรอบตัวจูลี่ก็ค่อย ๆ คลายตัวออกอย่างว่าง่าย มันเลื้อยปราดลงไปนอนขดแน่นิ่งทำตาปริบ ๆ อยู่บนพื้นลาน 

เผยให้เห็นร่างป้อมของเด็กหญิงเจ็ดขวบในชุดโคร่งที่ยืนปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อผ้าหน้าตาเฉย ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

สายตาแทบจะทุกคู่ที่อยู่บริเวณนั้นมองจูลี่ที มองงูยักษ์ที 

นี่งูหรือแมว?

แม้เจ้าตัวนี้จะล่าไม่ยาก แต่ขนาดที่ถึงขั้นทำให้มันฟังคำสั่งแล้วมานอนมอบนิ่งอย่างไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่เคยมีมาก่อน

ทุกคนอึ้ง

จูลี่เดินไปมองหน้าอาจารย์ผู้ควบคุมหอภารกิจ ก่อนจะค่อยเอียงคอช้า ๆ

“เจ้าตัวนี้แลกได้กี่แต้มเจ้าคะ?” พูดแล้วเด็กหญิงก็หยิบป้ายไม้ ก่อนจะใช้ทั้งสองมือยืนให้อย่างนอบน้อม

“เอ่อ…นี่คือ” ไม่ใช่ว่าไม่อยากรับ แต่คือสภาพมันสมบูรณ์เกินไป ถึงขั้นยังไม่ตายด้วยซ้ำ 

“งูหลามเกล็ดมรกตอัคคี สัตว์อสูรแรกตื่นขั้นกลาง สภาพสมบูรณ์แบบไร้บาดแผล แถมยังเป็น ๆ อยู่... ปกติหากเด็ดหัวมาจะได้สามสิบแต้ม แต่เพราะมันยังมีชีวิตและเกล็ดไม่เสียหาย ข้าให้เจ้าเจ็ดสิบแต้ม”

จูลี่ย่นคิ้วทันที นึกถึงจำนวนแต้มที่โมเจียเคยบอกมาแล้วรู้สึกไม่สมเหตุสมผลอยู่มาก “หมูเขี้ยวน้ำเงินได้กี่แต้มเจ้าคะ”

“หมูเขี้ยวน้ำเงินได้ห้าสิบถึงหกสิบแต้มแล้วแต่สภาพ”

“แล้วเลือดมันละเจ้าคะ?”

“เลือดมันได้ห้าแต้ม”

“แล้วเขี้ยวมันละเจ้าคะ?”

“เขี้ยวมันได้ยี่สิบแต้ม”

“รวมกันก็แปดสิบห้า ทำไมหมูเขี้ยวน้ำเงินได้เยอะกว่าละเจ้าคะ?” 

“ผิดแล้วนังหนู หมูเขี้ยวน้ำเงินใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน แต่งูหลามยักษ์ใช้ประโยชน์ได้แค่หนังของมันเท่านั้น” อาจารย์ผู้ดูแลตอบคำถามอย่างใจเย็น

จูลี่ยังคงไม่เข้าใจ จึงยังยืนหน้าเอ๋ออยู่ที่เดิม

เห็นเด็กหญิงยังคงขมวดคิ้ว อาจารย์จึงอธิบายเพิ่ม “หมูเขี้ยวน้ำเงินเป็นสัตว์มีพิษ เขี้ยวของมันเป็นส่วนผสมของยาแก้พิษ ผู้คนต้องการมาก เลือดของมันก็เอาไปปรุงโอสถทะลวงเส้นปราณได้ และคนก็นิยมกินเนื้อของมันด้วย แต่งูหลามมรกตอัคคีนี้ นอกจากหนังของมัน ส่วนอื่น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่”

ไม่ใช่ว่าเนื้องูกินไม่ได้ แต่ไม่มีใครชอบกินเนื้องู

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” จูลี่โค้งคำนับอย่างมีมารยาท ก่อนจะรับป้ายมา

พอรับป้ายแล้วจูลี่ก็ไปดูตารางของที่สามารถใช้แต้มแลกได้

เสียมเหล็กดำสลักอักขระ: 5 แต้ม

จอบรดน้ำปราณ: 10 แต้ม

ตะกร้าสานลงอาคมกันชื้น: 20 แต้ม

โอสถรวบรวมปราณ 1 เม็ด: 80 แต้ม

โอสถทะลวงชีพจร 1 เม็ด: 250 แต้ม

โอสถชำระไขกระดูกระดับต่ำ 1 เม็ด: 500 แต้ม

หญ้าจิตอสูรตากแห้ง มัดใหญ่: 5 แต้ม

โอสถเลี้ยงอสูรระดับต่ำ 1 เม็ด: 40 แต้ม

“แพงชะมัด...” จูลี่พึมพำเสียงเบา ยาน่าเกลียดพวกนั้นเม็ดหนึ่งแพงกว่าหมูทั้งตัวเสียอีก แล้วอย่างอื่นก็ไม่มีอะไรที่จูลี่สนใจเลย นอกจากถุงเก็บของระดับต่ำที่ต้องใช้สามร้อยแต้ม

จูลี่เปลี่ยนเป้าหมายไปมองที่กระดานภารกิจ หลังจากกวาดตามองไปทั่ว ส่วนใหญ่เป็นภารกิจเก็บเกี่ยว เลี้ยงสัตว์อสูร ซึ่งได้แต้มเยอะจริง แต่ต้องใช้เวลา 

มีภารกิจจำพวกล่าสัตว์อสูรน้อยมาก เพราะศิษย์รับใช้ส่วนใหญ่ไม่ยินดีออกไปเสี่ยง 

จูลี่หันไปมองศิษย์พี่โจว ทว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะจากไปแล้ว นางมองซ้ายมองขวา ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินลงเขาเอาดื้อ ๆ แล้วตรงไปยอดเขาที่พำนักของศิษย์สายนอก

กว่าจะสับขาพาร่างป้อมปีนขึ้นมาถึงมาถึงยอดเขาฉี่ฝาน ก็ทำเอาเด็กน้อยถึงกับเหงื่อตก 

สถานที่โดยรวมแล้วดูดีกว่าหุบเขาโอสถมาก เรือนพักของเหล่าศิษย์สายนอกถูกปลูกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งอย่างดี ดูมั่นคงแข็งแรงทนทาน ผิดกับกระท่อมหลังย่อมของพวกศิษย์รับใช้อย่างลิบลับ

จูลี่อาศัยความตัวเล็ก ค่อย ๆ หลบเลี่ยงสายตาของศิษย์พี่สายนอกทั้งหลาย ที่ตอนนี้ส่วนใหญ่เข้าเรียนอยู่ นางจึงตรงไปยังหอภารกิจของศิษย์สายนอก

หลังกวาดตามองอยู่พักหนึ่งเห็นแต่ล่าสัตว์อสูรตัวใหญ่ กับเก็บสมุนไพรพิษอีกนิดหน่อย แต่ภารกิจเก็บสมุนไพรอะไรพวกนั้นนางทำกับหม่าเหล่าซืออยู่แล้ว แม้ไม่ได้แต้มภารกิจ แต่ได้ทรัพยากรโดยตรงจากหม่าเหล่าซือ

จนกระทั่งนางเห็นป้ายภารกิจเก่า ๆ ที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครสนใจนัก

จับตะขาบเงาโลหิต ขนาดตัวยาวเท่าฝ่ามือ สีแดงฉานเหมือนเลือด วิ่งไวปานสายฟ้าและชอบซ่อนตามซอกหินอับชื้น พิษของมันทำให้เนื้อตายในพริบตา สำนักต้องการตัวเป็น ๆ ไปสกัดยาพิษ ผลตอบแทน ตัวละ 100 แต้ม

ล่าแมงป่องหยกพิษ ขนาดตัวเท่ากำมือ เกล็ดใสสีเขียวดั่งหยก ซ่อนตัวในดินทรายจู่โจมเงียบเชียบ ของที่ต้องการมีเพียงปล้องตรงหางที่เก็บพิษ เท่านั้น ผลตอบแทนหางละ 95 แต้ม

“ตะขาบเงาโลหิตตัวใหญ่ไหม?” เด็กหญิงถามสิ่งมีชีวิตลึกลับที่สถิตในกายตน

“ตัวเท่าฝ่ามือละมั้ง” ฟังจากน้ำเสียงอู้อี้ เจ้าตัวในร่างใกล้จะหลับเต็มที

เมื่อได้จุดประสงค์แล้ว จูลี่ก็ย้อนกลับ อาศัยเงาไม้ เดินลัดเลาะไปตรงริมทาง โดยไม่ได้หลบเลี่ยงอะไร จึงไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นมากนัก

อีกอย่างศิษย์รับใช้ก็เข้ามาทำงานแถวนี้กันเยอะ ไม่ว่าจะกวาดลานกว้าง หรือทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของอาหาร การจะมีเด็กมาวิ่งเล่นสักคนจึงไม่มีใครสนใจ

พอกลับถึงหุบเขาโอสถ จูลี่รู้สึกถึงความหิวอีกครั้ง นางจึงยกสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ความหิวก็ดูเหมือนจะบรรเทาเบาบางไปได้พอสมควร

“ศิษย์น้อง เจ้าจะออกไปอีกแล้วหรือ?” เห็นจูลี่เดินมาโจวหมิงที่เฝ้าประตูหลังของสำนักอยู่ก็อดถามไม่ได้

“เจ้าค่ะศิษย์พี่ รบกวนท่านแล้ว” เด็กหญิงยิ้มกริ่ม และยิ่งสุภาพกับอีกฝ่ายยิ่งขึ้น

“ใกล้มืดแล้ว เจ้าระวังตัวด้วย” แม้ว่าป่าหลังสำนัก จะไม่ใช่เขตอันตราย แต่เด็กออกไปค่ำ ๆ มืด ๆ ก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี

“ไม่เกินสองชั่วยามแน่นอนเจ้าค่ะ ศิษย์พี่อย่าเพิ่งไปไหนนะเจ้าคะ” จูลี่เงยหน้าขึ้นสบตากับโจวหมิงดวงตากลมโตใสแป๋ว นางเม้มริมฝีปากเล็ก ๆ เข้าหากันแล้วดูแล้วคล้ายลูกสุนัขตัวจ้อยกำลังขอความเห็นใจ ท่าทางนุ่มฟูไร้เดียงสาน่าเอ็นดูนั้นกระแทกเข้ากลางอกของโจวหมิงอย่างจัง

“รู้แล้ว ๆ เจ้าเด็กขี้เมา” 

ที่โจวหมิงพูดแบบนี้เพราะตัวจูลี่มีกลิ่นเหล้าอยู่ตลอดเวลา 

ร่างเล็กหายเข้าไปในป่าพร้อมกับถุงผ้าใบใหญ่ที่ว่างเปล่า โจวหมิงหมดหน้าที่เฝ้ายามแล้วแต่ก็ยังนั่งรอจูลี่อยู่ตรงนั้น จนกระทั่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็เห็นร่างเล็ก ๆ ลากบางสิ่งกลับมา

เป็นถุงผ้าใบใหญ่ที่นางเอาไปตอนแรก ตอนนี้ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ยากจะเดาว่าคืออะไร

“เจ้าลากอะไรมา?” โจวหมิงทัก

“ศิษย์พี่โจว ข้าเห็นว่าภารกิจของศิษย์สายนอกมีให้จับตะขาบเจ้าค่ะ ได้ตัวละตั้งหนึ่งร้อยแต้ม แต่ข้าเป็นแค่ศิษย์สายใน ท่านช่วยเอาไปส่งแทนข้าหน่อยได้หรือไม่ ในนี้มีตะขาบร้อยตัวพอดี” รอยยิ้มของเด็กหญิงราวพรอาทิตย์ยามเช้า ทั้งน่ารักและสดใส

แต่ของที่อยู่ข้างในถุงนั่นคือตะขาบพิษ

โจวหมิงถึงกับขนลุกไปทั้งตัว

“เจ้า เจ้า เจ้า” จะพูดก็พูดไม่ออกแล้วทีนี้