LNCrawler

ตอนที่ 119

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 119

เสียงของเซี่ยฉางอันดังไล่หลัง แต่เจ้าหินแตะพื้นด้านนอกไปแล้ว

ร่างใหญ่โตพุ่งชนหมาป่าลายเพลิงที่กำลังกระโจนเข้ามาจนปลิวออกไป ก่อนวิ่งตรงไปหาศิษย์สำนักชิงเฟิงซึ่งนอนอยู่กลางวงล้อม

จูลี่นั่งอยู่บนหลังมัน มือหนึ่งกอดไหสุรา อีกมือจับเกราะหลังเจ้าหินไว้แน่น

ทันทีที่นางเข้าสู่ใจกลางฝูงอสูร สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น

อสูรทั้งหมดโดยรอบชะงักพร้อมกัน

หมาป่าลายเพลิงที่กำลังแยกเขี้ยวรีบหุบปาก วัวเกราะดำหยุดกีบเท้ากลางอากาศ แม้แต่อสูรระดับผสานแก่นหลายตัวก็ลดลำตัวต่ำลงโดยไม่รู้ตัว

เสียงคำรามทั่วบริเวณเงียบลงอย่างฉับพลัน

อสูรซึ่งอยู่ใกล้จูลี่ที่สุดเริ่มถอยหลัง

หนึ่งก้าว

สองก้าว

บางตัวสั่นจนขาทั้งสี่แทบทรุดลงกับพื้น

จูลี่ทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว “ไม่เข้ามาแล้วหรือ”

ไม่มีผู้ใดตอบนางได้

คนบนกำแพงต่างมองภาพเบื้องล่างอย่างตกตะลึง แม้แต่เซี่ยฉางอันยังชะงักไปชั่วครู่

เขาไม่รู้สึกถึงพลังปราณจากร่างจูลี่เลยสักนิด แต่ปฏิกิริยาของฝูงอสูรไม่อาจปลอมแปลงได้

พวกมันกำลังหวาดกลัว

ไม่ใช่กลัวอสูรเกราะศิลา แต่กลัวเด็กหญิงบนหลังของมัน

ทว่าความเงียบคงอยู่เพียงไม่กี่ลมหายใจ

ดวงตาของหมาป่าลายเพลิงตัวหนึ่งพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม เส้นเลือดดำปูดขึ้นตามลำคอ มันสะบัดศีรษะอย่างรุนแรง ก่อนส่งเสียงคำรามแล้วกระโจนเข้าใส่จูลี่

อสูรตัวอื่นเริ่มคลุ้มคลั่งตามกัน

ความหวาดกลัวถูกบางสิ่งกดทับลงอย่างรวดเร็ว

“ระวัง!!!!” ศิษย์บนกำแพงตะโกนด้วยความตกใจสุดขีด จินตาการภาพเด็กหญิงถูกตะปบทีเดียวกลายเป็นเศษเนื้อ

ทว่าภาพที่คิดกลับไม่เกิดขึ้น

จู่ ๆ ในมือของเด็กหญิงก็มีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมา 

ไม่ใช่กระบี่ ไม่ใช่ยันต์ และไม่ใช่สมบัติวิเศษอะไรเลย

แต่เป็นมีดแล่ปลาเล่มหนึ่ง

ใบมีดธรรมดายาวไม่ถึงสองฉื่อ ด้ามไม้ยังมีรอยไหม้จากการวางใกล้เตาไฟอยู่เล็กน้อย ที่นางเพิ่งหยิบออกมาจากแหวนเก็บของ ที่สำคัญนี่ไม่ใช่มีดของนางแต่เป็นมีดของโมเจีย

จูลี่จับขาหลังของเจ้าหินไว้ ก่อนโน้มตัวหลบกรงเล็บของหมาป่าลายเพลิง จากนั้น……

ป้าบ!!!!

หมาป่าลายเพลิงหมุนกลางอากาศสามรอบ ก่อนกระเด็นไปชนวัวเกราะดำอีกตัวจนทั้งคู่กลิ้งหายเข้าไปในฝูง

อสูรอีกสามตัวกรูกันเข้ามาพร้อมกัน

ป๊าบ!!!! ป๊าบ!!!! แล้วก็ ป๊าบ!!!!

ทุกครั้งที่เด็กหญิงยกมีดขึ้นฟาด ใบมีดสัมผัสร่างอสูรจะเกิดเสียงดังเหมือนท่อนไม้กระแทกก้อนเนื้อ

ตัวหนึ่งกระเด็นขึ้นฟ้า

อีกตัวไถลไปกับพื้น

อีกตัวสุดท้ายถูกฟาดลงบนหัวจนขาทั้งสี่จมลงไปในดินครึ่งหนึ่ง ฟันร่วงเกือบหมดปาก

ทุกการฟาดไม่มีวิชาอะไรทั้งนั้น เป็นการฟาดแบบดื้อ ๆ ตรง ๆ ไร้กระบวนท่า แต่ว่าเอาถึงตาย

ศิษย์บนกำแพงพากันเงียบกริบ บางคนอ้าปากค้างคางร่วงลงมาเกือบถึงหน้าอกแล้ว

พวกเขาเคยเห็นยอดฝีมือใช้กระบี่สังหารอสูร เคยเห็นยันต์เพลิงเผาฝูงสัตว์ และเคยเห็นค่ายกลบดขยี้ศัตรู

แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดใช้มีดแล่ปลาฟาดอสูรระดับหลอมกายาจนตกตายมาก่อน

นี่แปดขวบแน่นะ หรือบางทีนางอาจะเป็นผู้อาวุโสในสำนักที่ถูกคำสาปให้กลายเป็นเด็ก 

แต่เมื่อนึกถึงท่าทางและการพูดจา ชัดเจนว่าเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งการรัวคำถามเป็นเจ้าหนูทำไมด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีอะไรให้สงสัยอีก

เจ้าหินวิ่งไปถึงศิษย์ที่บาดเจ็บแล้วหมอบลง จูลี่คว้าคอเสื้อชายหนุ่มโยนขึ้นหลังมันอย่างไม่เบามือนัก

“เจ้าหินพาศิษย์พี่กลับไปส่งหน้าประตู”

เจ้าหินเหลียวมามองนาง

“แล้วกลับมารับข้าด้วย”

มันยังลังเล 

“เร็วเข้า เดี๋ยวคนตาย”

เจ้าหินจึงคำรามรับ ก่อนวิ่งฝ่าฝูงอสูรกลับไปทางประตูเมือง

จูลี่ยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง

อสูรโดยรอบกรูกันเข้ามาอีกครั้ง นางจึงถือมีดแล่ปลาเดินตามหลังเจ้าหิน พร้อมฟาดอสูรที่เข้ามาใกล้ออกไปทีละตัว

เมื่อเจ้าหินส่งคนบาดเจ็บถึงหน้าประตู มันก็ย้อนกลับมารับศิษย์อีกสองคนซึ่งติดอยู่ใกล้แกนค่ายกล

จูลี่คอยเปิดทางให้ตลอดเวลา

กระทั่งเซี่ยฉางอันสังหารเจ้าอสูรที่ขวางอยู่ได้ เขาก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า กระบี่เงินกวาดอสูรโดยรอบออกไปจนเกิดพื้นที่ว่างขนาดใหญ่

“กลับเข้าเมือง”

“ยังมีคนอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ”

“….”

“ข้าต้องเปิดทางให้มัน” 

เซี่ยฉางอันมองมีดแล่ปลาในมือนาง ก่อนมองอสูรหลายสิบตัวซึ่งนอนกองอยู่รอบ ๆ

เขาไม่แน่ใจว่าคำว่าเปิดทางของนางกับของคนทั่วไปมีความหมายเหมือนกันหรือไม่

สุดท้ายเซี่ยฉางอันต้องอยู่ช่วยคุ้มกัน จนเจ้าหินนำศิษย์ที่บาดเจ็บทั้งหมดกลับเข้าเมืองได้สำเร็จ

จากการมาของสำนักชิงเฟิง ในที่สุดฝ่ายค่ายกลซ่อมแซมรอยร้าวได้ทันเวลา เมื่อม่านพลังกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ฝูงอสูรจึงค่อย ๆ ถอยห่างออกไป

แต่ไม่มีผู้ใดคิดว่านี่คือชัยชนะ

เพราะนอกเมืองยังมีอสูรอีกหลายหมื่นตัวกำลังเคลื่อนเข้ามา

ภายในจุดรักษา ผู้ปรุงโอสถช่วยกันตรวจอาการของผู้บาดเจ็บ ส่วนเซี่ยฉางอันกับหลัวเจิ้งยืนอยู่ข้างซากอสูรระดับผสานแก่นตัวหนึ่ง

อสูรตัวนี้ถูกนำเข้ามาตรวจสอบก่อนค่ายกลปิด

ผู้ปรุงโอสถวัยกลางคนใช้มีดกรีดผิวหนังตรงหน้าอก ก่อนนำแก่นอสูรออกมาอย่างระมัดระวัง

แก่นอสูรมีรอยเส้นสีดำพาดอยู่หลายสาย พลังภายในปั่นป่วนรุนแรงจนแทบไม่อาจรักษารูปร่างเดิมเอาไว้ได้

“ไม่ปกติ” เขากล่าว

เซี่ยฉางอันถาม “ตรงไหน”

“อสูรตัวนี้ไม่ได้เสียสติเอง มีพลังบางอย่างแทรกอยู่ในแก่นของมัน ทำให้ความคลุ้มคลั่งรุนแรงขึ้น”

หลัวเจิ้งขมวดคิ้ว

“หมายความว่ามีคนควบคุมฝูงอสูรหรือ”

“ยังบอกไม่ได้ แต่พวกมันไม่ได้โจมตีเพราะความหิวอย่างแน่นอน”

ผู้ปรุงโอสถชี้ไปยังแผนที่บนโต๊ะ

“อสูรหลายชนิดในฝูงเป็นศัตรูกันตามธรรมชาติ แต่กลับเคลื่อนที่ร่วมกันโดยไม่แย่งอาณาเขต ทั้งยังไม่สนใจสถานที่อื่นตลอดทาง พวกมันมุ่งตรงมายังเมืองหลงชวนเพียงแห่งเดียวเลย”

เซี่ยฉางอันนึกถึงเหตุการณ์นอกกำแพง

“ก่อนหน้านี้พวกมันหยุดโจมตีพร้อมกัน”

ทุกคนหันไปมองเขา

“ตอนจูลี่เข้าใกล้ ฝูงอสูรเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาชั่วขณะ แต่ไม่นานความคลุ้มคลั่งก็กลับมาครอบงำพวกมันอีกครั้ง”

ผู้ปรุงโอสถคิดเอาเองว่าจูลี่มีของดีคุ้มกันตัว คนที่จะตบสัตว์อสูรระดับผสานแก่นได้ต้องไม่ใช่เด็กไร้ตบะอย่างตาเห็นแน่นอน 

“แสดงว่าสัญชาตญาณของพวกมันยังอยู่ เพียงแต่ถูกพลังอื่นกดทับเอาไว้”

“ตรวจอสูรทุกตัวที่นำเข้ามาได้” เซี่ยฉางอันสั่ง “ดูว่ามีร่องรอยแบบเดียวกันหรือไม่”

“ขอรับ”

เซี่ยฉางอันหันไปมองจูลี่

เด็กหญิงนั่งอยู่ตรงบันไดหน้าจุดรักษา มีดแล่ปลาวางพาดอยู่บนหัวเข่า ใบมีดบิ่นไปหลายแห่งและงอเล็กน้อยตรงปลาย

นางใช้นิ้วลูบรอยบิ่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเงยหน้าน้ำตาคลอเบ้า

“มีดของศิษย์พี่โม่บิ่นหมดแล้ว ต้องโดนดุแน่ ๆ เลย”