ตอนที่ 120
ตอนที่ 120
หลังฝูงอสูรถอยห่างจากกำแพง เมืองหลงชวนก็กลับมาเงียบสงบชั่วคราว
ทหารกับผู้บำเพ็ญเร่งขนย้ายผู้บาดเจ็บลงจากกำแพง ฝ่ายค่ายกลช่วยกันซ่อมแซมรอยร้าว ส่วนศิษย์โอสถแทบทุกคนถูกเรียกไปยังจุดรักษา
เซี่ยฉางอันต้องอยู่หารือกับแม่ทัพผู้รักษาเมืองและผู้ปรุงโอสถเรื่องพลังแปลกปลอมในแก่นอสูร จึงพาจูลี่ไปส่งยังเรือนรับรองหลังหนึ่ง
“พักอยู่ที่นี่ก่อน”
“เจ้าค่ะ”
“ห้ามออกนอกเรือน”
“เจ้าค่ะ”
“ห้ามไปเดินเล่นบนกำแพง”
“เจ้าค่ะ”
“และห้ามลงไปนอกเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก”
จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ
“แต่ข้าช่วยคนกลับมาได้นะเจ้าคะ”
“ข้ารู้”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงทำเหมือนข้าก่อเรื่อง”
เซี่ยฉางอันมองมีดแล่ปลาบิ่น ๆ ในมือนาง ก่อนมองคราบเลือดอสูรที่เปื้อนตั้งแต่ชายกระโปรงไปจนถึงแก้ม แล้วยังมีหน้ามาเทเหล้าเข้าปาก
“เพราะตอนที่เจ้าลงไป ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะช่วยคนหรือถูกฝูงอสูรคาบไป”
“ข้าไม่ถูกคาบง่าย ๆ หรอกเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ข้าเพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เอง”
จูลี่คิดว่าคำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผล จึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ศิษย์พี่ไปทำงานเถิด ข้าจะไม่ออกไปไหน”
เซี่ยฉางอันยังไม่วางใจนัก แต่การประชุมกำลังรออยู่ เขาจึงกำชับศิษย์สองคนให้เฝ้าบริเวณด้านนอก ก่อนหมุนตัวจากไป
จูลี่ยืนรอจนเสียงฝีเท้าของเขาหายไป จากนั้นจึงปิดประตูลงกลอน
นางเดินไปเปิดหน้าต่าง มองออกไปทางซ้ายทีขวาที เมื่อแน่ใจว่าศิษย์ที่เฝ้าอยู่ยืนตรงประตูด้านหน้าและมองเข้ามาไม่เห็น จึงปิดหน้าต่างกลับตามเดิม
เด็กหญิงกวาดตามองภายในห้อง
โต๊ะไม่มีกำบัง
หลังตู้แคบเกินไป
ส่วนใต้เตียงทั้งมืดและไม่มีผู้ใดมองเห็น
จูลี่จึงมุดเข้าไปใต้เตียงอย่างไม่ลังเล
นางนอนราบอยู่บนพื้น แตะแหวนสีดำบนนิ้วแล้วส่งจิตเข้าไปตรวจสอบรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าบริเวณลานจวนไม่มีอันตรายจึงหายเข้าไปในแหวนมิติทั้งตัว
ภายในห้องเหลือเพียงฝุ่นใต้เตียงที่ยุบลงเป็นรูปคนตัวเล็กหนึ่งรอย
แสงสีดำสว่างวาบกลางลาน
จูลี่เพิ่งปรากฏตัว เสียงหนึ่งก็ดังมาจากทางเรือนครัว
“จูลี่!!!! ในที่สุดเจ้าก็โผล่หน้ามาเสียที”
โมเจียเดินออกมาพร้อมทัพพีในมือ เมื่อเห็นเด็กหญิงตรงหน้า สีหน้าก็แสดงความโล่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ที่นี่คือที่ใด เจ้าเอาข้ามาทิ้งไว้ตั้งหลายอาทิตย์ เพิ่งคิดจะโผล่หน้ามาหรือ”
“ด้านนอกเพิ่งผ่านไปไม่ถึงวันเลยเจ้าค่ะ”
โมเจียชะงัก “ไม่ถึงวัน?”
“หนึ่งวันด้านนอก เท่ากับประมาณหนึ่งเดือนในนี้เจ้าค่ะ”
โมเจียรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่จูลี่ไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกนาง
หลังเข้ามาอยู่ในแหวน โมเจียใช้เวลาปรับตัวเพียงไม่กี่วัน ตอนแรกนางตกใจที่พบชายแปลกหน้าสามคนอยู่ภายใน แต่เมื่อพ่อบ้านอู่แนะนำตัวและบอกว่าพวกเขาเป็นคนของจูลี่ นางก็ค่อยวางใจ
พ่อบ้านอู่มีตบะอยู่ระดับก่อกำเนิด ส่วนชายอีกสองคนอยู่ระดับท่องนภา หากคิดจะเล่นงานนาง แค่ตบทีเดียวศิษย์สายนอกที่ก้าวมาจากศิษย์รับใช้แบบนางคงกลายเป็นเศษเนื้อนานแล้ว
ทั้งพวกเขายังให้คำแนะนำเรื่องการฝึกฝนอยู่หลายครั้ง
โมเจียจึงแทบไม่ต้องทำงานอะไร
ทุกวันนอกจากฝึกตน เดินเล่นในสวน และช่วยดูแลแปลงผักเล็กน้อย สิ่งเดียวที่นางลงมือทำเป็นประจำก็คือเข้าครัว
พ่อบ้านอู่กับพวกใช้ชีวิตอยู่ในนี้มานาน แม้จะล่าสัตว์ ปลูกผัก และหมักสุราเป็น แต่ฝีมือทำอาหารกลับอยู่ในระดับเพียงทำให้สุกเท่านั้น
หลังโมเจียเข้ามาดูแลครัว กับข้าวบนโต๊ะก็อร่อยขึ้นทันตาเห็น กระทั่งชายอีกสองคนเริ่มกลับจวนตรงเวลาทุกมื้อ ไม่ยอมค้างคืนอยู่ในป่าเหมือนเมื่อก่อน
“แล้วเจ้าจะพาข้าออกไปเมื่อใด” โมเจียถาม
“ยังไม่รู้เจ้าค่ะ ด้านนอกมีอสูรคลั่งหลายหมื่นตัวกำลังล้อมเมืองอยู่”
โมเจียมีสีหน้ากังวลขึ้นทันที นางวางทัพพีลงแล้วเดินสำรวจจูลี่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่บาดเจ็บเจ้าค่ะ เลือดบนเสื้อเป็นของอสูร”
เมื่อแน่ใจว่าเด็กหญิงไม่ได้รับบาดเจ็บ โมเจียจึงค่อยวางใจ ก่อนสังเกตเห็นมีดบิ่น ๆ ในมือนาง
“นั่นใช่มีดของข้าหรือไม่”
จูลี่ก้มมองมีดแล่ปลา ก่อนยื่นคืนให้อย่างระมัดระวัง
“ศิษย์พี่โม่ มีดของท่านเจ้าค่ะ”
โมเจียรับมาตรวจดู ใบมีดซึ่งเดิมคมกริบบิ่นไปแทบตลอดทั้งด้าน ปลายมีดยังงอจนแทบใช้การไม่ได้
“เจ้าเอามีดของข้าไปทำอะไรมา”
“ช่วยคนเจ้าค่ะ”
“ช่วยอย่างไรถึงทำให้มีดเป็นเช่นนี้”
“ข้าเอาไปฟาดอสูร”
โมเจียชูมีดขึ้นตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
“นี่มันมีดหั่นผัก มีดแล่ปลา ใครสั่งใครสอนให้เจ้าเอาไปล่าอสูร”
“ตอนนั้นไม่มีอาวุธอื่นเจ้าค่ะ”
โมเจียรู้ดีว่าจูลี่ไม่มีกระบี่ ไม่มียันต์ และไม่เคยฝึกใช้อาวุธชนิดใดอย่างจริงจัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรหยิบเครื่องครัวไปสู้กับฝูงอสูร อาวุธระดับต่ำจะเจาะหนังหนา ๆ ของอสูรได้อย่างไร ขนาดปลากระบี่บินที่ตายแล้วโมเจียยังผ่าหนังมันไม่เข้า
“ไม่มีอาวุธก็ไม่ใช่ว่าเจ้าจะหยิบสิ่งใดไปใช้แทนได้ นี่เป็นเพียงมีดธรรมดา นี่ต่างจากเอาไม้ไปทุบเหล็กตรงไหน?"
“แต่ทุบได้เจ้าค่ะ” จูลี่พูดแล้วก็ก้มหน้ามอง ก่อนจะแตะลงที่แหวนเก็บของบนนิ้ว “ตายด้วย”
ซากหมูเขี้ยวโลหิตสองตัวกับเนื้อวัวเกราะดำกองใหญ่พลันปรากฏขึ้นกลางลาน กลิ่นเลือดสดค่อย ๆ กระจายออกไปทั่วบริเวณ
เนื้อเหล่านี้เป็นส่วนแบ่งจากอสูรที่นางกับเจ้าหินช่วยกันจัดการ แม้ฝ่ายโอสถจะนำซากส่วนใหญ่ไปตรวจสอบ แต่จูลี่ก็เลือกส่วนที่ดูน่ากินเก็บเอาไว้ก่อนแล้ว
โมเจียเห็นวัตถุดิบตรงหน้าก็ลืมเรื่องมีดบิ่นไปชั่วขณะ นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินเข้าไปตรวจดู
“หมูเขี้ยวโลหิตเนื้อค่อนข้างเหนียว ต้องหมักเครื่องเทศก่อน ส่วนขาหลังเอาไปตุ๋นได้ วัวเกราะดำต้องลอกหนังออกก่อน ตบะข้าไม่พอผ่าหนังมันไม่ได้” นี่เป็นข้อเสียข้อใหญ่ของโมเจีย ตบะนางต่ำเตี่ยจนเกินไป เวลาทำอาหารจำต้องมีคนช่วยผ่าเอาแต่เนื้ออกมาให้
และหน้าที่นั้นของเป็นพ่อบ้านอู่
“เดี๋ยวก่อน” พ่อบ้านอู่ยกมือห้าม
จูลี่กับโมเจียมองพ่อบ้านอู่เป็นตาเดียว
ชายชราเดินเข้าไปใกล้ซากหมูเขี้ยวโลหิต ก่อนย่อตัวลงตรวจดูดวงตากับเส้นเลือดบริเวณลำคอ
ดวงตาของอสูรยังคงเป็นสีแดงคล้ำ แม้ตายไปแล้ว แต่เส้นเลือดรอบดวงตากลับไม่ยุบลงตามปกติ
เขาใช้สองนิ้วกดลงบนหน้าอกของมัน พลังปราณระดับก่อกำเนิดไหลเข้าสู่ร่างอสูรอย่างช้า ๆ
ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของพ่อบ้านอู่ก็เปลี่ยนไป
“ถอยออกไปก่อนขอรับ”