ตอนที่ 122
ตอนที่ 122
จูลี่มองตามสายตาของเซี่ยฉางอันไปทางทิศตะวันออก
แม้เรือนรับรองจะอยู่ห่างจากกำแพง แต่ยังได้ยินเสียงคำรามต่ำดังต่อเนื่องมาจากด้านนอก ต่างจากก่อนหน้านี้ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงวิ่งและเสียงอสูรพุ่งชนค่ายกล ยามนี้เสียงเหล่านั้นกลับเป็นจังหวะเดียวกันอย่างน่าประหลาด
“พวกมันอาจจะหิวข้าว” เด็กหญิงพูดแล้วก็ยกสุราเทใส่ปากไปทีหนึ่ง แล้วก็หยิบเอาเนื้อแห้งใส่ปากตามไปด้วย
เซี่ยฉางอันใช้หางตามองเด็กหญิงทีหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาไม่ควรพูดอะไรที่มีสาระกับนางเลยจริง ๆ พอเห็นชุดสะอาดในมือจูลี่เลยหักประเด็นเอาดื้อ ๆ
“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วตามข้ามา”
“เจ้าค่ะ”
จูลี่ปิดประตู เปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนโยนชุดเปื้อนเลือดเข้าแหวนเก็บของ แล้วเดินตามเซี่ยฉางอันขึ้นไปบนกำแพงด้านตะวันออก
แม่ทัพผู้รักษาเมืองกับศิษย์สายตรงหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว
เบื้องล่างห่างจากกำแพงออกไปหลายสิบลี้ ฝูงอสูรจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนที่ช้า ๆ
ทว่าแทนที่จะบุกเข้าหาเมือง พวกมันกลับมุ่งหน้าไปยังชายป่าด้านตะวันออก
อสูรระดับแรกกับระดับหลอมกายาอยู่รอบนอก ระดับสร้างแก่นกับผสานแก่นอยู่ตรงกลาง ส่วนเจ้าอสูรหลายตัวรวมอยู่ใกล้ป่าลึก
เมื่อมองจากบนกำแพง ฝูงอสูรเหล่านั้นคล้ายวงแหวนขนาดใหญ่หลายชั้น
สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าคือ พวกมันทั้งหมดหันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ไม่มีการแย่งชิงพื้นที่ ไม่มีการกัดกันเอง กระทั่งอสูรซึ่งตามธรรมชาติเป็นศัตรูกันยังยืนอยู่ใกล้กันอย่างสงบ
“พวกมันไม่ได้รอบุกเมือง” เซี่ยฉางอันกล่าว
แม่ทัพผู้รักษาเมืองพยักหน้า
“ศูนย์กลางของฝูงอสูรอยู่ใกล้หุบเขาเฮยสือขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปตรวจสอบ แต่ยันต์ส่งสารของพวกเขาไม่ได้ส่งมาอีกเลยตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อน” ก่อนหน้านี้จะส่งมาทุกหนึ่งเค่อ
“พวกเขามีกี่คน”
“หกคน ผู้นำอยู่ระดับท่องนภาขั้นต้น ที่เหลืออยู่ระดับหลอมรวมขั้นสูง”
หากหน่วยสอดแนมพบเจ้าอสูร พวกเขาอาจไม่มีโอกาสส่งข่าวกลับมาแม้แต่น้อย
เซี่ยฉางอันมองตำแหน่งหุบเขาบนแผนที่
“ข้าจะพาคนไปตรวจสอบเองขอรับ”
“อันตรายเกินไป” แม่ทัพรีบคัดค้าน “ยามนี้อสูรทั้งหมดกำลังรวมอยู่บริเวณนั้น หากเกิดความผิดพลาด ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับเหนือมนุษย์ก็อาจถูกล้อมได้”
“ยิ่งเป็นเช่นนี้ยิ่งต้องรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในหุบเขา หากปล่อยไว้จนฝูงอสูรรวมตัวครบ เมืองหลงชวนอาจไม่มีโอกาสตั้งรับอีก”
เซี่ยฉางอันเลือกศิษย์สายตรงสี่คน ศิษย์ค่ายกลสองคน และผู้ปรุงโอสถอีกหนึ่งคนร่วมเดินทาง
เมื่อเลือกคนเสร็จ เขาก็หันไปมองจูลี่
ผู้อื่นมีหน้าที่ชัดเจน มีเพียงเด็กหญิงตรงหน้าที่ไม่รู้วิชากระบี่ ไม่เข้าใจค่ายกล และแยกสมุนไพรทั่วไปได้ไม่กี่ชนิด
เขาคิดว่าทิ้งไว้ในเมืองอาจปลอดภัยกว่า แต่ก็นึกถึงคำกำชับของหม่าซือเจียว ที่ห้ามปล่อยให้จูลี่คลาดสายตา เมื่อนึกถึงว่าเด็กหญิงใช้มีดแล่ปลาฆ่าสัตว์อสูรไปตั้งหลายตัว
เซี่ยฉางอันถอนหายใจ “เจ้าไปกับข้า”
จูลี่กำลังมองอสูรด้านนอกอยู่ เมื่อได้ยินก็พยักหน้าทันที
“เจ้าค่ะ”
“ครั้งนี้ห้ามแยกจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว”
เด็กหญิงก้มมองขายาวของเซี่ยฉางอัน ก่อนมองขาสั้น ๆ ของตนเอง
“ก้าวของศิษย์พี่กับก้าวของข้าไม่เท่ากันนะเจ้าคะ”
“ข้าหมายถึงห้ามไปไกล”
“ไกลเพียงใด”
เซี่ยฉางอันชี้ระยะห่างระหว่างตนกับนาง
“ห้ามเกินหนึ่งจั้ง”
จูลี่คิดถึงตัวเจ้าหิน
“ถ้าเจ้าหินหันข้างก็เกินแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นอย่าให้เกินสองจั้ง”
“ถ้ามันเหยียดหาง”
“จูลี่……” เซี่ยวฉางอันกดเสียงต่ำ เขาไม่ใช่หม่าซือเจียวที่จะตามใจนางไปหมดทุกอย่าง
“สองจั้งก็สองจั้งเจ้าค่ะ”
เซี่ยฉางอันจึงไม่พูดอะไรอีก
ค่ายกลด้านตะวันออกเปิดช่องทางเล็ก ๆ ให้คนทั้งแปดออกไปจากเมือง
จูลี่ปล่อยเจ้าหินออกจากถุงเก็บอสูร
ทันทีที่อสูรเกราะศิลาปรากฏตัว มันก็หันไปมองฝูงอสูรไกลออกไป ก่อนถอยหลังกลับเข้าหาประตูเมืองหนึ่งก้าว
“ไปกัน” จูลี่ตบขาหน้ามัน
เจ้าหินส่งเสียงครางต่ำ ตัวสั่นงันงก มองจากท่าทางแล้วตอนนี้อสูรเกราะศิลาที่น่าเกรงขาม ตอนนี้ท่าทางเหมือนหมาเฝ้าบ้านมากจริง ๆ
“เจ้าเองก็เป็นอสูร จะกลัวอะไร”
เจ้าหินหันมามองนาง มันเป็นอสูรก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากวิ่งเข้าไปกลางฝูงอสูรหลายหมื่นตัวที่พร้อมจะรัวกงเล็บใส่มันเสียเมื่อไหร่
จูลี่หยิบเนื้อแห้งออกมาหนึ่งชิ้น
“กลับมาแล้วให้สองชิ้น”
เจ้าหินอ้าปากรับเนื้อ ก่อนย่อตัวให้นางขึ้นหลังอย่างจำใจ
จริง ๆ มันไม่ได้พิศวาสเนื้อแห้ง แต่มีให้กินก็ไม่เกี่ยง
หน่วยสำรวจไม่ได้มุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางฝูง แต่เดินเลียบพื้นที่หินทางด้านใต้ ตั้งใจอ้อมไปยังหุบเขาเฮยสือจากอีกทาง
เซี่ยฉางอันกับศิษย์ระดับท่องนภาสามารถเหาะเหินได้ แต่เพื่อไม่ให้เป็นเป้าของอสูรบิน ทุกคนจึงเลือกเคลื่อนที่บนพื้น
ระหว่างทางพบอสูรระดับต่ำกระจายอยู่ไม่น้อย แต่พวกมันล้วนเดินไปทางหุบเขา ไม่สนใจมนุษย์ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง
ยิ่งเข้าใกล้หุบเขา จำนวนอสูรก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
สุดท้ายเส้นทางอ้อมเองก็ถูกฝูงอสูรขวางไว้
ศิษย์กระบี่คนหนึ่งชักอาวุธออกมา
“ศิษย์พี่ใหญ่ จะฝ่าเข้าไปหรือไม่”
เซี่ยฉางอันยังไม่ทันตอบ อสูรเกราะดำตัวหนึ่งก็หันมาทางพวกเขา ดวงตาสีแดงคล้ำจ้องตรงมายังกลุ่มมนุษย์ ก่อนเลื่อนไปหยุดอยู่บนร่างจูลี่
ร่างใหญ่โตของมันพลันแข็งค้าง
ไม่นาน อสูรตัวที่สองก็หันมา
ตามด้วยตัวที่สาม
เสียงคำรามโดยรอบค่อย ๆ เงียบลง อสูรซึ่งขวางทางอยู่เริ่มถอยไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัว
ทางแคบ ๆ ปรากฏขึ้นกลางฝูงอสูร
ศิษย์ทุกคนหันมามองจูลี่พร้อมกัน เด็กหญิงกำลังกอดไหสุราอยู่บนหลังเจ้าหิน สีหน้างุนงงไม่ต่างจากพวกเขา
“พวกมันเปิดทางให้เจ้าหรือ” ศิษย์หญิงคนหนึ่งถาม
“อาจมีมารยาทเจ้าค่ะ”
ไม่มีผู้ใดคิดว่าอสูรคลั่งหลายพันตัวจะมีมารยาทขึ้นมาพร้อมกัน
เซี่ยฉางอันมองอสูรสองข้างทาง
บางตัวลดลำตัวต่ำ บางตัวพยายามถอยไปซ่อนหลังตัวอื่น แม้แต่ระดับผสานแก่นยังไม่กล้าเข้ามาใกล้
“รีบผ่านไป” เขาออกคำสั่ง
ทุกคนเร่งฝีเท้าเข้าไปในช่องว่างทันที
แรกเริ่มฝูงอสูรเพียงถอยหนี แต่ยิ่งลึกเข้าไปในป่า ดวงตาของพวกมันก็ยิ่งแดงเข้มขึ้น
เส้นเลือดสีดำปูดขึ้นตามลำคอ อสูรบางตัวส่งเสียงขู่ทั้งที่ร่างกายยังสั่นด้วยความหวาดกลัว
ระหว่างที่จูลี่ผ่านวัวเกราะดำตัวหนึ่ง มันพลันสะบัดศีรษะอย่างรุนแรง ก่อนพุ่งเข้าใส่เจ้าหิน
เซี่ยฉางอันตวัดนิ้ว แสงกระบี่พุ่งผ่านหน้าผากของมันในพริบตา
ร่างใหญ่ล้มลงข้างทาง ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เสียงคำรามดังขึ้นรอบด้าน
“ไป”
คนทั้งกลุ่มเร่งความเร็ว เจ้าหินเองก็ไม่ต้องให้จูลี่ใช้เนื้อแห้งล่ออีก มันวิ่งสุดกำลังจนพ้นแนวฝูงอสูรในเวลาไม่นาน
เมื่อเข้าเขตหุบเขา เสียงคำรามด้านหลังก็ค่อย ๆ ห่างออกไป
ทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหินสีดำ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่แม้แต่ต้นเดียว มีเพียงหญ้าแห้งกับพุ่มไม้ซึ่งเหี่ยวเฉาจนเหลือแต่กิ่ง
ศิษย์ค่ายกลคนหนึ่งย่อตัวลงแตะพื้น
“พลังปราณใต้ดินเบาบางมาก”
“ที่นี่เคยมีรากปราณหรือไม่” เซี่ยฉางอันถาม
“จากสภาพภูมิประเทศควรมี แต่ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้วขอรับ”
จูลี่ได้ยินคำว่ารากปราณก็รีบยกมืออย่างร้อนตัว “ไม่เกี่ยวกับข้านะเจ้าคะ ข้าเพิ่งมาถึง”
เซี่ยงฉางอันกรอกตาไปมาก่อนจะกระแนะกระแหน๋เด็กหญิงอยู่ในใจ
เด็กน้อยเอ้ย ไม่เคยแสดงท่าทางพิรุจออกมาเลยจริง ๆ