ตอนที่ 127
ตอนที่ 127
โมเจียรีบวิ่งเข้าไปหา ก่อนจับเด็กหญิงหมุนตรวจดูรอบหนึ่ง “เจ้าเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ” เด็กหญิงกระพริบตาปริบ ๆ
“พลังเมื่อครู่เข้าไปในตัวเจ้าทั้งหมดเลยนะ จะไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ”
“อื่ม”
“เจ็บตรงไหนหรือไม่”
จูลี่ลองขยับแขนขา ก่อนลูบท้องตนเอง
“ไม่เจ็บ รู้สึกอิ่มนิดหน่อย แล้วก็อุ่น ๆ ด้วย”
พ่อบ้านอู่มาถึงตรงหน้า เขาวางสองนิ้วลงบนข้อมือของนาง ก่อนส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบ
เส้นลมปราณของจูลี่ปกติดี ไม่มีพิษตกค้าง ไม่มีพลังคลุ้มคลั่ง
แม้แต่พลังสีดำซึ่งเพิ่งเข้าสู่ร่างไปก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับถูกบางสิ่งกลืนกินจนหมดสิ้นแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” โมเจียถาม
พ่อบ้านอู่ถอนนิ้วกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่มีสิ่งผิดปกติเลยนะ”
โมเจียยังไม่วางใจในทันที แต่นางอยู่กับจูลี่มานาน ย่อมรู้ว่าร่างกายของเด็กหญิงผิดจากคนทั่วไปมากเพียงใด
เมื่อก่อนตอนจูลี่ช่วยงานหม่าซือเจียว นางเคยหยิบสมุนไพรที่มีพิษเข้าปาก ทั้งยังเคยกินโอสถผิดชนิดไปไม่น้อย ของบางอย่างเพียงสัมผัสก็ทำให้ศิษย์ทั่วไปล้มป่วยได้หลายวัน แต่จูลี่กลับกินเข้าไปหน้าตาเฉย หลังจากนั้นยังวิ่งไปหาอาหารต่อได้ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ครั้งหนึ่งโมเจียเคยตกใจจนรีบไปตามหม่าซือเจียวมาดู ชายชราตรวจร่างกายเด็กหญิงอยู่หลายรอบ สุดท้ายกลับไม่พบพิษตกค้างแม้แต่น้อย ราวกับทันทีที่พิษเข้าสู่ร่างก็ถูกบางสิ่งย่อยสลายจนหมด
ต่อมาเมื่อเกิดเรื่องทำนองเดียวกันอีกหลายครั้ง ทุกคนในเรือนพำนักจึงค่อย ๆ เลิกตื่นตระหนก
พลังสีดำเมื่อครู่นี้แม้จะดูน่ากลัว แต่หากนับเป็นพิษชนิดหนึ่ง ร่างกายของจูลี่ก็คงจัดการมันไปแล้วเหมือนทุกครั้ง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โมเจียจึงค่อยผ่อนคลายลง แม้ยังจับมือเด็กหญิงเอาไว้ไม่ยอมปล่อยก็ตาม
“ต่อให้ไม่เป็นอะไร ต่อไปก็อย่ายืนรับพลังประหลาดเช่นนี้อีก หากร่างกายผิดปกติตรงไหนต้องรีบบอกข้าหรือพ่อบ้านอู่ทันที ห้ามปิดบังเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
จูลี่กระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เรื่องบางอย่างเกี่ยวกับร่างกายของนาง แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่เข้าใจ และไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ผู้อื่นต้องเข้ามากังวลไปด้วย
เต่ายักษ์มองจูลี่อยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้กล่าวถึงพลังสีดำที่หายเข้าไปในร่างนาง มันเพียงใช้ปลายเล็บเขี่ยวัตถุสีดำขึ้นมาจากพื้น
หลังสูญเสียพลังทั้งหมด ผิวของมันก็หม่นลง อักขระซึ่งเคยส่องแสงกลายเป็นเพียงรอยสลักตื้น ๆ ไม่มีแรงกดดันหลงเหลืออยู่อีก
“ของชิ้นนี้ยังเก็บไว้ที่นี่ไม่ได้ ที่นี่พลังปราณหนาแน่นเกินไป มีโอกาสกระตุกให้มันทำงานอีก” เต่ายักษ์กล่าว
จูลี่หันไปมองรากปราณที่เพิ่งถูกต้นไม้ลากเข้ามา ยังมีรากปราณของตระกูลเว่ย
เท่ากับตอนนี้มีแหล่งกำเนิดปราณสองแห่งแล้ว รวมเข้ากับสภาพเดิมของพื้นที่
สถานที่นี้จึงมีพลังปราณหนาแน่นกว่าด้านนอกหลายเท่า ทั้งเวลายังผ่านไปเร็วกว่ามาก หากปล่อยวัตถุสีดำทิ้งไว้ข้างรากปราณ ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่วันมันอาจกลับมาปล่อยหมอกดำออกมาอีก
“ทำลายทิ้งได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ยังไม่ควรทำลาย”
“เหตุใด”
“อักขระหลายชั้นซ้อนกันอยู่ภายใน สุ่มสี่สุ่มห้าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตรวจสอบดี ๆ บางทีอาจจะมีร่องรอยของผู้สร้างมันขึ้นมาก็เป็นได้”
จูลี่พยักหน้าหงึกหงัก “ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน”
เต่ายักษ์ใช้อักขระสีน้ำเงินห่อหุ้มวัตถุสีดำเอาไว้หนึ่งชั้น ป้องกันไม่ให้มันดูดพลังจากบริเวณโดยรอบอีก
“ให้ไปหาคนที่มีความรู้ความเข้าในเกี่ยวกับค่ายกลตรวจสอบเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
จูลี่หยิบแหวนเก็บของระดับสูงออกมาวงหนึ่ง ก่อนเก็บวัตถุสีดำเข้าไปอย่างระมัดระวัง
พ่อบ้านอู่เห็นว่าอันตรายถูกจัดการแล้วจึงค่อยผ่อนคลายลง เขาหันไปมองเต่ายักษ์ซึ่งมีร่างใหญ่พอ ๆ กับทะเลสาบ ก่อนถามอย่างระมัดระวัง
“คุณหนูรู้จักผู้อาวุโสท่านนี้มาก่อนหรือขอรับ”
“อืม”
“รู้จักจากที่ใด”
“ข้างทะเลสาบเจ้าค่ะ”
พ่อบ้านอู่หันไปมองทะเลสาบตรงหน้า คำตอบนี้ช่วยให้เขารู้มากกว่าเดิมตรงไหน? แต่จากท่าทางของเต่ายักษ์ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อจูลี่ พ่อบ้านอู่จึงไม่ถามต่อ
จูลี่เองก็กำลังมองเต่ายักษ์อยู่เช่นกัน
“ผู้อาวุโสเต่า ท่านจะอยู่ที่นี่ต่อหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะพักฟื้น”
“ท่านกินอะไร”
“พลังปราณ”
จูลี่หันไปมองรากปราณซึ่งถูกต้นไม้โบราณพันเอาไว้แน่น ก่อนกำชับอย่างจริงจัง
“ท่านกินได้ แต่อย่ากินหมดนะเจ้าคะ ต้นไม้ลากมาเหนื่อยมาก”
เต่ายักษ์มองรากปราณ แล้วมองต้นไม้โบราณซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
“รากปราณนี้เป็นของเจ้าหรือ”
“เดิมทีไม่ใช่เจ้าค่ะ”
“แล้วตอนนี้?”
จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ต้นไม้เก็บมาแล้วก็ต้องเป็นของต้นไม้สิเจ้าคะ”
เต่ายักษ์หลับตาลงอย่างช้า ๆ มันตัดสินใจไม่ถามว่าต้นไม้ไปเก็บรากปราณของผู้ใดมาอีก
ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้ แต่เพราะคำตอบคงไม่ตรงกับคำถามอยู่ดี
เสียเวลา….
จูลี่หันกำชับพ่อบ้านอู่ให้จับตาดูบริเวณทะเลสาบ หากพบหมอกดำหรือความผิดปกติให้รีบบอกนาง จากนั้นจึงออกจากแหวนมิติ
ภายในเรือนรับรอง เด็กหญิงคลานออกจากใต้เตียง ก่อนนำแหวนเก็บของซึ่งใส่วัตถุสีดำไปแขวนไว้ข้างเอว
นางเปิดประตูแล้วเดินออกไป
ศิษย์สำนักชิงเฟิงสองคนยังเฝ้าอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นนางก็รีบเข้ามาขวาง
“ศิษย์พี่ใหญ่กำชับว่าเจ้าออกไปไหนไม่ได้”
“ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าจะไปที่ใด”
“ไปคืนหลักฐาน”
ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนตัดสินใจพานางไปหาเซี่ยฉางอันด้วยตนเอง
ภายในกระโจมบัญชาการ เซี่ยฉางอันกำลังเล่าเรื่องค่ายกลที่หุบเขาเฮยสือให้แม่ทัพผู้รักษาเมืองฟัง
ศิษย์ค่ายกลกางภาพอักขระซึ่งคัดลอกไว้บนโต๊ะ ส่วนคนอื่นกำลังช่วยกันตรวจสอบว่าค่ายกลนี้มาจากสำนักใด
“น่าเสียดายที่แกนกลางหายไป” ศิษย์ค่ายกลกล่าว “หากได้ของจริงมาตรวจสอบ อาจค้นพบที่มาของพลังประหลาดนั่นได้มากกว่านี้”
จังหวะนั้น จูลี่ก็โผล่ศีรษะเข้ามาทางประตู
“ศิษย์พี่เซี่ย”
เซี่ยฉางอันหันไปมองนาง
“ข้าบอกให้เจ้าอยู่ในห้อง”
“ข้ามีของมาคืนเจ้าค่ะ”
“สิ่งใด”
จูลี่เดินเข้าไป ก่อนแตะแหวนเก็บของบนนิ้ว
วัตถุสีดำซึ่งถูกอักขระสีน้ำเงินห่อหุ้มไว้ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
คนในกระโจมลุกขึ้นพร้อมกัน
ศิษย์ค่ายกลทั้งสองจำรูปร่างของมันได้ทันที
“แกนกลางค่ายกลนั่น”
เซี่ยฉางอันมองวัตถุสีดำ ก่อนมองจูลี่
“นี่คือของที่หายไปใต้หุบเขา?”
“เจ้าค่ะ”
“มันไปอยู่ที่ใดมา”
“ติดไปกับรากต้นไม้เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดตอนนี้จึงกลับมาอยู่กับเจ้า”
“ต้นไม้คายออกมาแล้วเจ้าค่ะ”
ภายในกระโจมเงียบลงพร้อมกัน นี่ต้นไม้หรือหมา ถึงคายออกมาได้ด้วย
แม่ทัพผู้รักษาเมืองหันไปมองศิษย์ค่ายกล แต่ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ว่าต้นไม้ชนิดใดสามารถกลืนแกนกลางค่ายกลเข้าไป แล้วคายออกมาโดยมีผนึกระดับสูงห่อหุ้มไว้อย่างเรียบร้อย
เซี่ยฉางอันมองหลักฐานที่หายไปแล้วกลับมา ก่อนมองเด็กหญิงซึ่งยืนกอดไหสุราด้วยสีหน้าไม่เกี่ยวข้อง
สุดท้ายเขาก็พบว่า เรื่องที่แกนกลางค่ายกลหายไปเองอาจยังไม่น่าปวดศีรษะเท่ากับการหาคำตอบเรื่องที่จูลี่เอามันกลับมาได้อย่างไรเสียอีก