ตอนที่ 128
ตอนที่ 128
ศิษย์ค่ายกลทั้งสองเข้าไปตรวจสอบอักขระสีน้ำเงินซึ่งห่อหุ้มวัตถุสีดำอยู่ ทว่าเพียงส่งพลังปราณเข้าไปก็ถูกผลักกลับทันที
“ผนึกนี้มีระดับสูงมากขอรับ หากฝืนเปิดอาจทำให้หลักฐานเสียหาย”
แม่ทัพถาม “ผู้ใดเป็นคนผนึก”
เซี่ยฉางอันหันไปมองจูลี่
“เจ้ารู้หรือไม่”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ ตอนต้นไม้คายออกมาก็เป็นเช่นนี้แล้ว”
“ต้นไม้ของเจ้าสร้างผนึกได้ด้วยหรือ”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“แล้วผนึกมาจากที่ใด”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
เซี่ยฉางอันยกมือห้ามแม่ทัพซึ่งกำลังจะถามต่อ ถามอีกสิบคำถามคงได้แค่ประโยคเดียว
“ตรวจสิ่งที่ตรวจได้ก่อนเถิด”
ศิษย์ค่ายกลใช้กระจกขยายรอยสลักบนแกนกลางขึ้นกลางอากาศ อักขระหลายสิบตัวปรากฏขึ้น บางส่วนขาดหาย บางส่วนถูกพลังสีดำกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือรูปเดิม
ทั้งสองเปรียบเทียบกับตำราอยู่นาน สีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียด
“เป็นอักขระโบราณขอรับ รูปแบบการเชื่อมพลังเช่นนี้ไม่มีผู้ใดใช้ในยุคปัจจุบันแล้ว”
“ค่ายกลถูกสร้างขึ้นเมื่อใด” เซี่ยฉางอันถาม
“อย่างน้อยหลายร้อยปี วัตถุชิ้นนี้น่าจะถูกฝังอยู่ใต้หุบเขาเฮยสือมานาน เพียงแต่ก่อนหน้านี้ค่ายกลอาจยังไม่ทำงาน”
แม่ทัพผู้รักษาเมืองขมวดคิ้ว “หมายความว่ามีผู้ค้นพบค่ายกลโบราณ แล้วกระตุ้นให้มันตื่นขึ้น?”
“เป็นไปได้ขอรับ แต่ก็เป็นไปได้ที่พลังงานของมันเพียงพอ จนเปิดใช้งานเองขอรับ”
รอยสลักบางส่วนทำหน้าที่ดูดพลังจากรากปราณ อีกส่วนเปลี่ยนพลังให้กลายเป็นหมอก ทว่าส่วนสำคัญเสียหายเกินไป พวกเขาจึงยังไม่รู้ว่าค่ายกลถูกสร้างขึ้นเพื่อสิ่งใดกันแน่
ผู้ปรุงโอสถลองตรวจสอบกลิ่นอายบนแกนกลาง ก่อนกล่าวขึ้น
“พลังประหลาดหายไปหมดแล้วขอรับ”
ก่อนหน้านี้แกนกลางมีพลังมากพอจะทำให้อสูรหลายหมื่นตัวคลุ้มคลั่ง แต่เวลานี้กลับไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย
เซี่ยฉางอันหันไปมองจูลี่อีกครั้ง
เด็กหญิงยืนดื่มสุราอยู่มุมกระโจม พอเห็นเขามองมาก็กะพริบตาตอบอย่างไร้เดียงสา ถามหัวไม่ได้หาง ถามหางไม่ได้หัว เขาก็ไม่รู้จะไปบีบเอาอะไรกับเด็กแปดขวบ
“ศิษย์พี่เซี่ยมองข้าทำไมหรือเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร”
“อยากดื่มสุราหรือเจ้าคะ” จูลี่ยื่นไหสุราอีกใบหนึ่งให้อย่างใจกว้าง แต่ไหประจำกายของนางกลับกอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ไม่ดื่ม”
จูลี่ลดไหสุราลงทันทีก่อนจะเก็บเข้าแหวนมิติอย่างผ่อนคลาย
“ถามเป็นมารยาทเฉย ๆ เจ้าค่ะ”
เซี่ยฉางอันมุมปากกระตุก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนเด็กหญิงเล่นงาน เขาชินแล้ว ชายหนุ่มหันกลับไปทางโต๊ะ ก่อนนำแผ่นหยกออกมาบันทึกเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ฝูงอสูรเปิดทางให้จูลี่ นางรับเสาหินหนักหลายหมื่นจิน แกนกลางกับรากปราณหายไปพร้อมกัน จนถึงหลักฐานซึ่งกลับมาโดยไร้พลังประหลาด
เรื่องเหล่านี้ควรให้เจ้าสำนักเป็นผู้ปวดศีรษะต่อ
ไม่นาน ผู้อาวุโสของสำนักชิงเฟิงซึ่งนำกำลังเสริมมาจากเมืองชิงเหอก็เดินทางมาถึง
เซี่ยฉางอันให้ศิษย์ค่ายกลเก็บแกนกลางลงในกล่องผนึก ก่อนส่งมอบพร้อมแผ่นหยกบันทึก
“นำกลับไปมอบให้เจ้าสำนักหรือรองเจ้าสำนักเท่านั้น ระหว่างทางห้ามเปิดกล่อง และอย่าให้ผู้ใดแตะต้อง”
“ข้าจะส่งถึงมือเจ้าสำนักเอง”
หลังจัดการเรื่องหลักฐานเรียบร้อย ทุกคนจึงแยกย้ายออกจากกระโจม
จูลี่เพิ่งเดินออกมา ศิษย์ชายซึ่งมีผ้าพันแผลรอบศีรษะก็เข้ามาหาโดยมีสหายช่วยพยุง
เขาคือคนที่ถูกวัวเกราะดำซัดกระเด็นออกจากค่ายกล ก่อนจูลี่กับเจ้าหินจะเข้าไปช่วยกลับมา
“ศิษย์น้องจูลี่ ขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิตข้า หากวันนั้นไม่มีเจ้า ข้าคงตายอยู่กลางฝูงอสูรแล้ว”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย มุมปากกระตุกคำตอบรับของนางช่างไม่เหมือนใครเสียจริง ว่าแล้วจึงหยิบห่อผ้ายาวออกจากแหวนเก็บของ
“ข้าได้ยินว่าเจ้าใช้มีดแล่ปลาฝ่าฝูงอสูรเข้าไปช่วยข้า จึงนำสิ่งนี้มาตอบแทน”
ภายในห่อเป็นกระบองเหล็กสีดำยาวเกือบสามฉื่อ ตัวกระบองสลักอักขระเสริมความแข็งแกร่งเอาไว้สองชั้น แม้เป็นเพียงอาวุธระดับต่ำ แต่ทนทานกว่าเครื่องครัวหลายเท่า
อย่างน้อยก็ไม่ใช่มีดแล่ปลาโง่ ๆ ที่ซัดสัตว์อสูรทีเดียวบิ่น
จูลี่รับมาถือด้วยมือเดียว “ใช้ฟาดได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมได้”
“จะบิ่นหรือไม่”
“กระบองไม่มีคม ต่อให้บิ่นก็ยังใช้ได้”
จูลี่พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนหันไปเห็นโต๊ะหินข้างทาง
นางยกกระบองขึ้นแล้วฟาดลงไปทันที
ปัง!!!!
โต๊ะหินแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนกระบองไม่มีรอยแม้แต่น้อย
“แข็งแรงจริงด้วย”
เซี่ยฉางอันออกจากกระโจมมาเห็นพอดี
“เก็บมันไว้ก่อน”
“แต่ศิษย์พี่บอกว่าข้าควรมีอาวุธนะเจ้าคะ”
“เก็บไว้ใช้ตอนมีอสูร ไม่ใช่เอามาทำลายข้าวของ”
จูลี่มองโต๊ะหินอีกสองตัวซึ่งยังสมบูรณ์ ก่อนเก็บกระบองกลับเข้าแหวนอย่างเสียดาย นางอยากลองอีกสักหน่อยแท้ ๆ
ศิษย์ผู้มอบอาวุธให้นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตนตอบแทนบุญคุณหรือสร้างภาระกันแน่
หลังค่ายกลโบราณหยุดทำงาน ฝูงอสูรรอบเมืองหลงชวนก็ทยอยกลับเข้าป่า
สองวันต่อมา ประตูเมืองบางส่วนถูกเปิดออก ทหารออกไปค้นหาผู้รอดชีวิตตามหมู่บ้านรอบนอก ส่วนศิษย์จากสำนักต่าง ๆ ช่วยรักษาผู้บาดเจ็บและซ่อมแซมกำแพง
สถานการณ์ของเมืองหลงชวนถือว่าสงบลงแล้ว
ทว่าเมืองอื่นกลับไม่ได้โชคดีเช่นที่นี่
สารขอความช่วยเหลือถูกส่งเข้ามาตลอดทั้งวัน บางเมืองถูกฝูงอสูรปิดล้อม บางแห่งพบหมอกสีดำไหลออกจากป่า กระทั่งมีเมืองที่ขาดการติดต่อไปแล้วหลายแห่ง
ภายในกระโจมบัญชาการ ธงสีแดงบนแผนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เซี่ยฉางอันกำลังพิจารณาว่าควรส่งกำลังไปช่วยที่ใด เสียงปีกกระพือก็ดังขึ้นจากด้านนอก
เหยี่ยวส่งสารบินเข้ามา ที่ขาของมันผูกกระบอกสีแดงซึ่งมีตราสำนักชิงเฟิงประทับอยู่
เซี่ยฉางอันคลี่สารออกอ่าน สีหน้าพลันเคร่งเครียด
“เมืองชิงเหอส่งข่าวมา ฝูงอสูรหลายกลุ่มกำลังรวมตัวเข้าหากัน ค่ายกลทางเหนือถูกโจมตีต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อคืน”
กำลังหลักของสำนักชิงเฟิงยังอยู่ที่เมืองชิงเหอ ทั้งเมืองยังเป็นเส้นทางขนส่งเสบียงสำคัญ หากแนวป้องกันพัง เมืองโดยรอบจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย
เซี่ยฉางอันเก็บสารทั้งหมดลง
“เมืองหลงชวนควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว คนของสำนักชิงเฟิงเตรียมออกเดินทาง พวกเราจะกลับไปสมทบกับกำลังหลักที่เมืองชิงเหอก่อน จากนั้นค่อยแบ่งกำลังไปช่วยเมืองอื่น”
“ขอรับ!”
เหล่าศิษย์แยกย้ายกันไปเตรียมเรือเหาะ
จูลี่ก้มมองกระบองเหล็กในมือ ก่อนเงยหน้าถาม
“ระหว่างทางมีอสูรให้ลองอาวุธหรือไม่เจ้าคะ”
เซี่ยฉางอันเริ่มไม่รู้ว่าตนควรหวังให้มีหรือไม่มีดี