ตอนที่ 12
ตอนที่ 12
“เจ้า... เจ้า... เจ้า...” โจวหมิงชี้มือที่สั่นระริกไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่บัดนี้เริ่มมีเสียง แกรกแกรก และแรงดิ้นขยุกขยิกของสิ่งมีชีวิตนับร้อยด้านใน ใบหน้าของศิษย์พี่สายนอกซีดเผือดราวกับคนเห็นผี ก้าวขาไม่ออกไปชั่วขณะ
“ตะขาบเงาโลหิตหนึ่งร้อยตัว เจ้าบ้าไปแล้วหรือจูลี่ พิษของมันแค่ตัวเดียวก็ทำให้เนื้อตายจนต้องตัดแขนตัดขาแล้ว นี่มันตั้งร้อยตัว ถ้าถุงนี่ขาดขึ้นมา พวกเราสองคนได้กลายเป็นศพเฝ้าประตูหลังเขาแน่” โจวหมิงแทบจะอยากร้องไห้โฮออกมาตรงนั้น
นี่เขามาเจอเด็กแบบไหน
หน้าตาก็น่ารรักดี ท่าทางก็ดูสุภาพเชื่อฟัง แต่ทำไมพิเรนถึงขั้นไปหาจับตะขาบพิษมาเป็นร้อยตัว
จูลี่เอียงคอทำตาปริบ ๆ ส่งยิ้มพิมพ์ใจใสซื่อราวดอกไม้แรกแย้ม
“ไม่ขาดหรอกเจ้าค่ะศิษย์พี่โจว ข้ามัดปากถุงมาก อีกอย่างพวกมันเชื่องมากเลยนะเจ้าคะ นอนเบียดกันอุ่นเชียว”
“เชื่องกะผีสิ” แมลงพิษที่ไหนเชื่อง
“เจ้าอยากเอาไปส่งก็เอาไปส่งเองเถอะ ครั้งนี้ข้าไม่ไปด้วยนะ” โจวหมิงรู้สึกขนหัวลุก ยิ่งมองก็ยิ่งสยอง เตรียมจะหนีตายแล้วตอนนี้
“แต่นี่มันเป็นภารกิจของศิษย์สายนอก ถ้าท่านไม่ไปส่งให้ข้า แมลงพวกนี้ก็ไร้ค่าแล้ว” ใบหน้าสดใสกลายเป็นหม่นหมองในพริบตา
โจวหมิงใบหน้าบิดเบี้ยว แทบจะแยกเคี้ยวแล้วตอนนี้ ความสงสารกับความหวาดกลัวตีกันไปหมด
“ศิษย์พี่โจว ภารกิจจับตะขาบ ตัวละร้อยแต้มเลยนะเจ้าคะ แล้วในนี้น่าจะมีเป็นร้อยตัวเลย” หมายความว่าในถุงนี้มีถึงหนึ่งหมื่นแต้ม
หากเป็นแต้มเพียงหลักร้อยหลักพันโจวหมิงอาจจะมองเมิน แต่นี่คือหนึ่งหมื่นแต้ม
เฝ้าประตูได้วันละสามร้อยแต้มต่อวัน หนึ่งเดือนยังได้แค่เก้าพันเท่านั้น หากออกล่าสัตว์อสูรก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ไหนจะค่ายา ไหนจะอาวุธที่เสียหาย แถมยังเสี่ยงตายด้วย สัตว์อสูรแรกตื่นระดับกลางถึงเขาจะพอสู้ไหว แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
“แบ่งแต้มให้ท่านครึ่งหนึ่ง” ไม่ใช่เพราะนางใจกว้าง แต่เพราะโจวหมิงได้ช่วยนางไว้หลายครั้งแล้ว
เมื่อได้รับความช่วยเหลือก็ต้องตอบแทน
โจวหมิงตาโต เขาเฝ้าประตูสามสี่ชั่วยามได้แค่สามร้อยแต้ม
“ได้” เมื่อเงินมาแม้แต่ความกลัวตายก็สลัดทิ้งได้
จูลี่ยิ้มหวาน เดินตามโจวหมิงที่ใช้ไม้คานยาวค่อย ๆ หาบถุงผ้าขนาดยักษ์มุ่งหน้าไปยังหอภารกิจยอดเขาฉี่ฝานด้วยหัวใจที่เต้นระทึก ยามค่ำคืนเช่นนี้หอภารกิจค่อนข้างปลอดคน มีเพียงอาจารย์ผู้ดูแลสายนอกที่กำลังนั่งหาวหวอดใหญ่
โจวหมิงวางถุงผ้าลงบนโต๊ะรับภารกิจเสียงดัง ทำเอาอาจารย์ผู้ดูแลสะดุ้งโหยง “เจ้านี่นะ คนกำลังจะหลับเลย เอาอะไรมารับแต้มงั้นรึ”
“เอ่อ... ท่านอาจารย์ ข้ามาส่งภารกิจจับตะขาบเงาโลหิตตัวเป็น ๆ ขอรับ” โจวหมิงเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม
“อ้อ เจ้าสัตว์พิษจับยากนั่นน่ะรึ? ไหนดูซิ ได้มากี่ตัว? ตัวละร้อยแต้มเชียวนะนั่น” อาจารย์ผู้ดูแลยื่นมือไปเปิดปากถุงออกดูอย่างไม่คิดอะไรมาก
ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ตะขาบนับร้อยนอนอยู่นิ่ง ๆ
แต่ช่างนิ่งมันเถอะ แค่เห็นดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองมาก็พาให้ผู้เฒ่าขนหัวลุกชันแล้ว ต่อให้เขาสามารถฆ่าตะขาบพวกนี้ให้ตายได้ในพริบตา ทว่าเยอะขนาดนี้หากมันโจมตีพร้อมกันก็ยากจะรับมือไหว
“จะ เจ้า เจ้า จับมาเป็น ๆ แบบนี้ เจ้าคิดจะฆ่าล้างสำนักหรือ?”
“พอดีศิษย์โชคดีขอรับ พวกมันเมายาอยู่พอดี” โจวหมิงได้แต่ก้มหน้าแอบถอนหายใจเบา ๆ เหลือบไปทางจูลี่ที่ตอนนี้ทำตาปรือเหมือนใกล้จะหลับเต็มที
ระหว่างทางที่เดินมาจูลี่กำชับอย่างแน่นหนาว่าให้โจวหมิงรับสมอ้างทั้งหมด
“อ้อ ใช้วิธีวางยาพวกมันนี่เอง” อาจารย์ผู้ดูแลพยักหน้าเบา ๆ ลูบเคลาไปอีกหลายที
“เช่นนั้น…..” โจวหมิงลอบกลืนน้ำลาย เมื่อคิดถึงแต้มที่จะได้
“ปกติแล้วตะขาบเงาโลหิตจะได้เก้าสิบแต้ม แต่มีภารกิจเร่งด่วนต้องการใช้มัน จึงได้รับหนึ่งร้อยแต้มต่อตัว เดี๋ยวข้านับก่อน” ชายชรามองหาภาชนะที่จะจับตะขาบพวกนี้ไปใส่เพื่อนับ ก่อนจะส่งอักขระออกไปเรียกใครบางคนมา
นับได้หนึ่งร้อยตัวพอดิบพอดี ก็มีคนมาที่โถงภารกิจอย่างรีบเร่ง
“ไหน ตะขาบของข้าอยู่ไหน?” เสียงแสนคุ้นหู เมื่อมองชัด ๆ จูลี่จึงเห็นว่าเป็นหม่าซือเจียว
“อาจารย์?” เด็กหญิงร้องทักด้วยความแปลกใจ
“นังหนู มาทำอะไรที่นี่ มืดแล้ว กลับเรือนได้แล้ว อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น” พูดจบก็หันไปมองซ้ายมองขวา “ไหนละตะขาบข้า?”
“อยู่นี่ ๆ หนึ่งร้อยตัวพอดี เจ้าก็เอาแต้มให้เจ้าหนุ่มนี่เถอะ” อาจารย์ผู้ดูแลหมายถึงโจวหมิง
“อ้อได้ ๆ เอาป้ายภารกิจเจ้ามาสิ”
พอได้ป้ายภารกิจหม่าซือเจียวก็ร่ายอักขระลงไป เกิดแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว พอให้แต้มเสร็จแล้วก็หันไปสนใจตะขาบเงาโลหิตต่อ
โจวหมิงรับมา ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้จูลี่ ทั้งคู่เดินจากมา
พอมาถึงตอนนี้ โจวหมิงก็รู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นดูเล็กน้อยมาก การจะรับแต้มมาครึ่งหนึ่งดูเหมือนจะเป็นการเอาเปรียบจูลี่มากเกินไป
“แต้มของเจ้าข้าไม่เอาหรอก เจ้าเก็บไว้เถอะ” โจวหมิงดึงป้ายภารกิจออกมา หมายจะมอบทั้งหมดให้เด็กหญิง คนล่าคือนาง สัตว์มีพิษที่หลบซ่อนตัวเก่งเช่นนี้ ขนาดอาจารย์หม่าซือเจียวยังจับได้ยาก แล้วนางต้องเสี่ยงขนาดไหนถึงจับมาได้
“แบ่งครึ่งเจ้าค่ะ” จูลี่ยังคงยืนยัน ตอนนี้นางต้องการแค่ถุงเก็บของ
“งั้นข้ารับแค่หนึ่งส่วน” รู้สึกตนเองไม่ควรรับปากแบ่งครึ่งตั้งแต่แรก ตอนนี้พอรับมาจริง ๆ รู้สึกเหมือนเอาเปรียบเด็ก
“งั้นให้ศิษย์พี่โจวรับสามส่วน ข้ารับเจ็ดส่วน ถ้ามากกว่านี้ข้าก็ไม่เอาแล้ว” จูลี่กอดป้ายภารกิจของตนเองไว้แน่น ไม่ยอมรับเมื่อเห็นท่าทีโจวหมิงที่ดูแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ต้องการแต้มของตนเอง
“ได้ สามส่วน” โจวหมิงพยักหน้า ก่อนจะแย่งป้ายภารกิจของจูลี่มา แล้วทาบลงไป มีแสงสว่างเล็กน้อยก่อนจะจางหาย
“ขอบคุณเจ้าค่ะศิษย์พี่ พรุ่งนี้อาจจะต้องรบกวนศิษย์พี่อีก” จูลี่ยิ้มหวานก่อนจะยกสุราขึ้นมาดื่มอีกอึกใหญ่ แล้วเดินเป๋ไปเป๋มากลับหุบเขาโอสถ
พอถึงหุบเขาโอสถจูลี่ก็แลกถุงเก็บของมาห้าใบแล้วตรงไปหาโมเจีย
“ศิษย์พี่โม ท่านอยู่หรือไม่?” เด็กหญิงส่งเสียงอ้อแอ้ตามประสาคนเมา ยังทุบประตูดัง ปัง ๆ
“อยู่ ๆ” โมเจียเดินออกมาเปิดประตู
จูลี่ไม่ได้เข้าไปแต่ยัดถุงเก็บของใส่มือโมเจียแล้วเดินตุปัดตุเป๋จากไปหน้าตาเฉย
โมเจียงงว่าจูลี่ยัดอะไรใส่มือ พอคลี่ออกดูเป็นถุงเก็บของก็ตกใจ “เดี๋ยวจูลี่ เจ้า เจ้าเอาอะไรมาเนี้ย”
“ถุงเก็บของไง ก็ศิษย์พี่โมบอกว่าอยากได้”
โมเจียไม่เถียงว่านางอยากได้ แต่อยากได้ก็ให้กันแบบนี้เลยเหรอ? แต้มมันหาง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“นี่ไม่ได้ สิ เหตุใดเอามาให้ข้า”
จูลี่ชูถุงเก็บของที่เหลืออีกสี่ใบให้ดู
“พอดีมันเหลือเจ้าค่ะ เลยเอามาฝาก”
โมเจียแทบลมจับ เมื่อวานเพิ่งคุยเรื่องถุงเก็บของวันนี้ก็มีถุงเก็บของสี่ห้าใบ ถ้าพรุ่งนี้คุยเรื่องแหวนมิติ พรุ่งนี้จะมีแหวนมิติสี่ห้าวงไหม?