ตอนที่ 129
ตอนที่ 129
เรือเหาะออกจากเมืองหลงชวนในช่วงสาย มุ่งหน้ากลับเมืองชิงเหอด้วยความเร็วเต็มพิกัด
พอเรือขยับความสูงขึ้น เมืองด้านหลังก็ยิ่งหดเล็กลง กระทั่งเหลือเพียงเงาราง ๆ ท่ามกลางเทือกเขา
ศิษย์ส่วนใหญ่ใช้โอกาสนี้พักผ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร มีเพียงคนประจำค่ายกลกับศิษย์สายตรงบางส่วนที่ผลัดกันเฝ้าบนดาดฟ้า
จูลี่นั่งอยู่ใกล้หัวเรือ มือหนึ่งกอดไหสุรา อีกมือวางบนกระบองเหล็กสีดำซึ่งเพิ่งได้รับมา นับตั้งแต่ทดลองฟาดโต๊ะหินแตกไปตัวหนึ่ง นางก็ยังไม่มีโอกาสลองใช้กับอสูรจริง ๆ สักที
เซี่ยฉางอันยืนอยู่ตรงกลางเรือ กำลังอ่านสารจากเมืองชิงเหอและตรวจสอบเส้นทางไปพร้อมกัน
ความสงบบนเรือดำเนินอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงศิษย์เฝ้าค่ายกลก็ดังขึ้น
“มีฝูงอสูรบินกำลังเข้ามาจากทางตะวันตก”
ทุกคนบนดาดฟ้าหันไปมองพร้อมกัน
เงาดำหลายสิบสายกำลังเคลื่อนผ่านก้อนเมฆด้วยความเร็วสูง ตอนแรกพวกมันดูคล้ายฝูงนก แต่เมื่อเข้าใกล้ ทุกคนจึงเห็นว่าเป็นกระรอกขนาดใหญ่ซึ่งมีพังผืดเชื่อมระหว่างขาหน้ากับขาหลัง
หางฟูยาวสะบัดไปตามกระแสลม ดวงตาสีแดงจ้องเรือเหาะเขม็ง ฟันหน้าสองซี่แหลมคมจนยื่นออกมานอกปาก
“กระรอกวายุ” ศิษย์คนหนึ่งจำได้ “ส่วนใหญ่อยู่ระดับหลอมกายา มีระดับสร้างแก่นปะปนอยู่ไม่กี่ตัว”
ฝูงกระรอกส่งเสียงร้องแหลม ก่อนกางพังผืดร่อนเข้าหาเรือเหาะจากหลายทิศทาง
จูลี่ลุกขึ้นทันที
นางเก็บไหสุราเข้าแหวนมิติ ก่อนดึงกระบองเหล็กออกมาแล้วเดินไปยืนตรงขอบเรือ
กระรอกบินตัวหนึ่งโฉบผ่านตรงหน้าในระยะไม่ถึงสามจั้ง
จูลี่ยกกระบองขึ้นหมายจะฟาด แต่มันกลับเอียงตัวหลบ ก่อนอาศัยกระแสลมพุ่งสูงขึ้นไปเหนือศีรษะ
เด็กหญิงมองตามอย่างขัดใจ
อีกตัวโฉบเข้ามาทางด้านข้าง นางหมุนตัวแล้วเหวี่ยงกระบองออกไป ทว่าปลายกระบองอยู่ห่างจากหางฟูของมันเพียงคืบเดียว
กระรอกบินส่งเสียงร้องเหมือนเยาะเย้ย ก่อนร่อนหนีไปตามลม
จูลี่เงยหน้ามองมัน
“แน่จริงลงมาสิ”
กระรอกบินไม่สนใจ ยังคงบินวนอยู่เหนือเรือ
นางลองกระโดดขึ้นจากพื้น แต่ถึงจะกระโดดได้สูง กระรอกเหล่านั้นก็เพียงกระพือพังผืดหนีขึ้นไปอีก
ยิ่งนางพยายามเข้าใกล้ พวกมันก็ยิ่งบินสูงขึ้น
“บินได้แล้วเก่งนักหรือ” จูลี่ทำหน้ายู้เหมือนหมูโกรธแล้วตอนนี้
เจ้าอ้วนในร่างนางอดกล่าวไม่ได้
“มันเป็นอสูรบิน หากไม่ให้บินแล้วจะให้มันคลานมาหาเจ้าหรือ”
“คลานมาก็ตีง่ายดี”
“ปัญหาคือเจ้าบินไม่ได้เองต่างหาก”
จูลี่เม้มปากแน่นขึ้นทันที ไม่มีใครสอนนาง ตอนไปเอาตำรามาศึกษาเองก็อ่านไม่เข้าใจ ไม่รู้คนเขียนตำราคิดอะไร ใช้ภาษายากเหลือเกิน ครั้นจะให้หม่าเหล่าซือสอนก็ไม่เคยว่าง พอว่างก็เอาแต่ตระโกนชื่อนางอยู่ได้ แล้วก่อนหน้านี้ไม่มีเหตุให้ใช้งาน จึงไม่ได้กระเสือกกระสนจะศึกษา
เจ้าหินก็ดันบินไม่ได้
ด้านหนึ่งของเรือ ศิษย์สำนักชิงเฟิงชักกระบี่ออกมารับมือ กระบี่บินหลายสายพุ่งขึ้นกลางอากาศ ทำให้ฝูงกระรอกบินต้องแยกตัวออกจากกัน
ทว่าพวกมันมีจำนวนมากและเคลื่อนไหวรวดเร็ว กระบี่จึงโจมตีโดนเพียงไม่กี่ตัว
กระรอกบินหลายตัวอ้อมไปทางท้ายเรือ ก่อนใช้กรงเล็บโจมตีม่านค่ายกล แสงป้องกันเหนือเรือกระเพื่อมขึ้นเป็นระลอก
เซี่ยฉางอันเก็บสารในมือแล้วออกคำสั่ง
“รักษาค่ายกลไว้ อย่าไล่ตามออกไปไกล อย่าให้พวกมันทำอันตรายเรือด้วย”
กล่าวจบ เขาก็สังเกตเห็นเด็กหญิงซึ่งยืนถือกระบองอยู่ตรงขอบเรือ
“จูลี่ ถอยเข้ามา”
“ข้ายังไม่ได้ลองอาวุธเลยเจ้าค่ะ”
“เจ้าบินไม่ได้”
“ข้ารู้แล้ว”
น้ำเสียงของนางฟังดูไม่พอใจอย่างชัดเจน
จังหวะนั้นเอง กระรอกบินระดับสร้างแก่นตัวหนึ่งหลบกระบี่ของศิษย์สายตรง ก่อนพุ่งชนม่านป้องกันตรงด้านบน
เปรี๊ยะ!
ม่านพลังเปิดช่องว่างเล็ก ๆ ออกชั่วขณะ
กระรอกบินอีกสามตัวฉวยโอกาสมุดผ่านเข้ามา ก่อนร่อนลงบนดาดฟ้าเรือ
ทันทีที่เท้าของตัวแรกแตะพื้น ดวงตาของจูลี่ก็สว่างขึ้น
บินอยู่ข้างนอกตีไม่ได้
แต่ถ้าลงมาบนเรือก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เด็กหญิงยกกระบองขึ้นทันที
เซี่ยฉางอันเห็นเข้าก็รีบเรียก
“จูลี่!!!!!”
กระบองในมือชะงักอยู่กลางอากาศ “เจ้าคะ”
“ฟังศิษย์พี่นะ ห้าม..ตี..บน..เรือ..เด็ด..ขาด” เซี่ยงฉางอันย้ำทีละคำอย่างช้า ๆ
จูลี่มองกระรอกบินซึ่งกำลังแยกเขี้ยวอยู่ไม่ไกล ก่อนหันกลับไปมองเซี่ยฉางอัน
“เจ้าค่ะ”
“เรือลำนี้กำลังเดินทางด้วยความเร็วสูง หากพื้นเรือหรือค่ายกลเสียหาย พวกเราทั้งหมดอาจตกลงไป”
“อืม เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ดังนั้นห้ามลงมือบนเรือ เข้าใจหรือไม่” เซี่ยงฉางอันกล่าวอย่างเร่งรีบ
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” จูลี่ผงกหัวสีหน้าเรียบเฉย
เซี่ยฉางอันเห็นนางยอมรับคำง่าย ๆ จึงหันไปสั่งศิษย์กระบี่ให้จัดการอสูรทั้งสามตัว
เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วเวลาไม่ถึงกี่ลมหายใจ
ทว่าเขาเพิ่งหันหลัง เสียงลมจากกระบองก็ดังขึ้น
วูบ!
เซี่ยฉางอันหันกลับมาอีกครั้ง
จูลี่ก้าวไปถึงหน้ากระรอกบินแล้ว นางหมุนกระบองเหล็กครึ่งรอบ ก่อนฟาดเข้าใส่ลำตัวมันเต็มแรง
ปัง!!!!!
กระรอกบินกระเด็นออกไปราวกับลูกหิน ร่างของมันพุ่งชนอสูรอีกตัวแล้วลากกันไถลไปบนดาดฟ้า กระแทกขอบเรือจนเกิดเสียงสนั่น
แรงสะเทือนจากกระบองแผ่ลงสู่พื้นเรือทันที
เรือเหาะทั้งลำเอียงไปข้างหนึ่ง
ศิษย์ที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเสียหลักไปตามกัน ศิษย์ค่ายกลรีบเพิ่มพลังลงในแกนควบคุม อักขระตามพื้นเรือกะพริบถี่ราวกับอาจดับลงได้ทุกเมื่อ
เซี่ยฉางอันพุ่งเข้าไปประคองเสากระโดงไว้ ก่อนตวัดกระบี่จัดการกระรอกบินตัวสุดท้ายซึ่งกำลังจะโจมตีค่ายกล
กระทั่งเรือกลับมามั่นคง เขาจึงหันไปมองจูลี่
เด็กหญิงยืนถือกระบองอยู่ตรงกลางดาดฟ้า สีหน้าเต็มไปด้วยความพอใจ
กระบองไม่บิ่น กระรอกบินก็ถูกฟาดสลบไปแล้ว อาวุธชิ้นนี้ใช้งานได้ดีจริง ๆ
“จูลี่” เสียงของเซี่ยฉางอันดังไปทั่วเรือ
“เจ้าคะ?”
“ข้าเพิ่งบอกว่าห้ามต่อสู้บนเรือ”
“ข้าได้ยินแล้วเจ้าค่ะ”
“ได้ยินแล้วเหตุใดยังลงมือ”
จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ
“ศิษย์พี่บอกให้ฟัง ข้าก็ฟังแล้ว”
“ข้าบอกให้เจ้าทำตามด้วย”
“ท่านไม่ได้พูดเช่นนั้นนะเจ้าคะ”
เซี่ยฉางอันชะงัก
จูลี่อธิบายต่ออย่างมีเหตุผล
“ฟังก็คือฟัง ส่วนจะทำตามหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”
คนทั้งเรือเงียบกริบ
ศิษย์ค่ายกลซึ่งกำลังตรวจรอยร้าวบนพื้นเงยหน้าขึ้นมามองเด็กหญิง ก่อนก้มกลับไปทำงานเงียบ ๆ
ไม่มีผู้ใดกล้าออกความเห็นว่าคำอธิบายนี้ถูกหรือผิด
เซี่ยฉางอันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเตือนตนเองว่าเด็กคนนี้เป็นศิษย์ของหม่าซือเจียว ไม่ใช่ศิษย์ของเขา อาจารย์สั่งมาให้ดูแลนางให้ดี
แต่ถ้ามีไม้เรียวเขาก็อยากจะหวดตูดนางสักทีจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นเด็กที่ไหนดื้ออย่างมีเหตุผลเช่นนี้มาก่อน
“ตั้งแต่ตอนนี้ห้ามตีอสูรบนเรือ ไม่ว่ามันจะลงมาหรือยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าก็ตาม”
“เช่นนั้นข้าจะลองอาวุธได้อย่างไรเจ้าคะ”
“ไม่ต้องลอง”
จูลี่เงยหน้ามองฝูงกระรอกบินด้านนอก กระบองเหล็กในมือขยับขึ้นลงอย่างเสียดาย
อาวุธเพิ่งได้มา อสูรก็อยู่ตรงหน้า แต่คนหนึ่งไม่ยอมให้นางตีบนเรือ ส่วนพวกที่อยู่นอกเรือก็บินหนีไปมาไม่ยอมลงมา
ยิ่งคิดก็ยิ่งขัดใจ
เซี่ยฉางอันมองท่าทางของนาง แล้วมองพื้นเรือซึ่งยังมีรอยร้าวบาง ๆ
หากปล่อยไว้ เด็กคนนี้อาจรอให้เขาหันหลังแล้วหวดอีกครั้ง
หลังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็ชักกระบี่ออกจากฝัก ก่อนโยนลงกลางอากาศ
กระบี่เงินขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถยืนได้สองคน
เซี่ยฉางอันก้าวขึ้นไป ก่อนหันกลับมายื่นมือหาจูลี่ด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“ขึ้นมา”
จูลี่มองกระบี่บิน แล้วมองเขา
“จะไปที่ใดเจ้าคะ”
“พาเจ้าออกไปตีอสูร”
ดวงตาของเด็กหญิงสว่างขึ้นทันที
นางยกกระบองขึ้นพาดไหล่ ก่อนกระโดดขึ้นไปยืนด้านหน้าเซี่ยฉางอันอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายเพื่อรักษาเรือเหาะเอาไว้ เซี่ยฉางอันจึงจำต้องสนองความอยากของจูลี่ พาเด็กหญิงขี่กระบี่บินออกไปตีสัตว์อสูรด้วยตนเอง