ตอนที่ 130
ตอนที่ 130
กระบี่เงินลอยออกจากข้างเรือเหาะ จูลี่ยืนอยู่ด้านหน้า มือทั้งสองกอดกระบองเหล็กดำเอาไว้ ปล่อยให้ไหสุราห้อยอยู่ข้างเอว ส่วนเซี่ยฉางอันยืนควบคุมกระบี่อยู่ด้านหลัง
ทันทีที่เท้าพ้นจากดาดฟ้าเรือ เด็กหญิงก็ก้มมองทะเลเมฆเบื้องล่าง
“ศิษย์พี่เซี่ย”
“มีอะไร”
“กระบี่ของท่านแคบไปหน่อยเจ้าค่ะ”
“ยืนให้นิ่งก็พอ”
“ถ้าข้าเหวี่ยงกระบองจะตกไหม?”
“เช่นนั้นก็อย่าเหวี่ยงแรงเกินไปสิ”
เซี่ยฉางอันควบคุมกระบี่ให้บินขนานกับเรือเหาะ ขณะเดียวกันก็กางม่านพลังปราณป้องกันสายลมให้เด็กหญิง
ฝูงกระรอกบินยังวนเวียนอยู่รอบเรือ ส่วนใหญ่อยู่ระดับหลอมกายา มีระดับสร้างแก่นปะปนอยู่หลายสิบตัว เมื่อเห็นคนสองคนแยกออกมา กระรอกบินสามตัวก็เปลี่ยนทิศพุ่งเข้าหาทันที
“ด้านซ้าย” เซี่ยฉางอันเตือน
จูลี่หันไปยกกระบองขึ้น กระรอกบินตัวแรกกางกรงเล็บแหลมคม พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของนางด้วยความเร็วสูง
เด็กหญิงเหวี่ยงกระบองออกไป
ร่างของมันปลิวหายเข้าไปในกลุ่มเมฆ แต่แรงเหวี่ยงทำให้กระบี่เงินเอียงตามไปด้วย เซี่ยฉางอันรีบถ่ายพลังปราณลงไปประคอง ก่อนที่ทั้งสองจะร่วงลงจากกระบี่
“ข้าบอกว่าอย่าเหวี่ยงแรงอย่างไรเล่า”
“ข้าเบาแรงแล้วเจ้าค่ะ” จูลี่ประสบการณ์ต่อสู้เท่ากับศูนย์ แรงหรือเบาคำนวนอย่างไรนางก็ไม่รู้ แต่นางมั่นใจมากว่านี่เบาแล้ว
“เมื่อครู่นี้เรียกว่าเบา?”
“ถ้าแรงกว่านี้มันคงแตกเจ้าค่ะ”
เซี่ยฉางอันไม่อยากรู้ว่าคำว่าแตกของนางหมายถึงกระรอกบินหรือกระบอง ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าคำตอบของนางไม่เคยตรงกับคำถาม การรรับปากของนางก็ไม่เคยมีอยู่จริง
ดื้อตาใสเป็นอย่างไรเขารู้ซึ้งแล้วจริง ๆ
กระรอกวายุอีกสองตัวพุ่งเข้ามาจากคนละด้าน เขาสะบัดแขน กระบี่เงินพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน หลบกรงเล็บของตัวแรก ก่อนพลิกหลบอีกตัวซึ่งเข้ามาจากด้านหลัง
กระบี่เงินพลิกหลบคมวายุอย่างกะทันหัน ร่างเล็กด้านหน้าเกือบเสียหลัก เซี่ยฉางอันรีบคว้าคอเสื้อนางดึงกลับมาก่อนจะร่วงลงไป
“ยืนให้นิ่ง”
“ศิษย์พี่บินให้นิ่งก่อนสิเจ้าคะ”
กระรอกบินอีกตัวหนึ่งฉวยโอกาสพุ่งเข้ามา กรงเล็บของมันยังไม่ทันแตะชายเสื้อ จูลี่ก็หมุนตัวฟาดกระบองสวนกลับไป
ร่างอสูรหมุนคว้าง ก่อนร่วงลงไปในทะเลเมฆ
คราวนี้เซี่ยฉางอันเตรียมตัวเอาไว้แล้ว จึงควบคุมกระบี่ได้ทัน
“คราวหลังบอกข้าก่อน ข้าจะเปลี่ยนทิศให้”
“ได้เจ้าค่ะ” จูลี่ชี้ไปทางขวาทันที “ทางนั้น”
เซี่ยฉางอันควบคุมกระบี่เลี้ยวตาม กระรอกบินตัวหนึ่งกำลังผ่านมาพอดี
“ด้านบนเจ้าค่ะ”
กระบี่พุ่งสูงขึ้น
จูลี่ก็ฟาดใส่อย่างแม่นยำ หลังจากฟาดไปหลายทีเด็กหญิงก็รู้สึกว่าตัวเองชำนาญขึ้นไม่น้อยเลย
“ด้านหลัง”
กระบี่เงินหมุนกลับอีกครั้ง
ผัวะ!!!!
เซี่ยฉางอันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่หัวหน้าขบวน แต่เป็นคนบังคับกระบี่พาเด็กออกมาตีอสูรเล่นเสียมากกว่า
“พอแล้ว กลับไปที่เรือ”
“ยังเหลืออีกตั้งเยอะเจ้าค่ะ”
“หน้าที่ของเราคือขับไล่ ไม่ใช่ตามตีให้ครบทุกตัว” ไม่เช่นนั้นวันนี้คงไม่ถึงเมืองชิงเหอเป็นแน่
จูลี่มองฝูงกระรอกบินอย่างเสียดาย แต่ยังยอมลดกระบองลง
ขณะที่เซี่ยฉางอันกำลังจะพานางกลับ เสียงร้องแหลมก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ กระรอกบินซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นหลายเท่าพุ่งผ่านกลุ่มเมฆออกมา ขนทั่วร่างเป็นสีเทาเข้ม ปลายหางมีสีแดง พลังของมันอยู่ในระดับผสานแก่น
อสูรตัวนั้นไม่ได้โจมตีทั้งสอง แต่พุ่งตรงไปยังเสากระโดงเรือเหาะ ตรงนั้นมีแผ่นค่ายกลควบคุมทิศทางติดตั้งอยู่ หากถูกทำลาย เรืออาจเสียการทรงตัว
“เกาะข้าไว้”
เซี่ยฉางอันเร่งกระบี่ไล่ตาม
กระรอกบินระดับผสานแก่นบิดตัวกลางอากาศ ปล่อยคมวายุหลายสายออกมา ชายหนุ่มยกมือสร้างม่านกระบี่ขึ้นสกัด เสียงปะทะดังต่อเนื่อง กระบี่บินใต้เท้าสั่นไหว แต่ยังพุ่งไปข้างหน้า
เมื่อเข้าสู่ระยะ จูลี่ก็ยกกระบองขึ้น
“อย่าฟาดเต็มแรง แค่ไล่ก็พอ” เซี่ยฉางอันรีบเตือน คนอื่นจะแรงแค่ไหนก็ได้แต่ไม่ใช่จูลี่ที่ไม่เคยรำเรียนกระบวนท่าโจมตี แต่ดันมีตบะเหลือล้น จนควบคุมไม่ได้
“รู้แล้วเจ้าค่ะ” กระบองเหล็กดำฟาดออกไปทันที
โครม!
ร่างของกระรอกบินถูกกระแทกจนเปลี่ยนทิศ มันปลิวเฉียดเสากระโดง ก่อนชนเข้ากับม่านป้องกันของเรืออย่างแรง จากนั้นจึงร่วงหายเข้าไปในกลุ่มเมฆ
เซี่ยฉางอันหันกลับมามองเด็กหญิง
“นี่คือไม่เต็มแรงหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้ากลัวตีโดนเรือจึงเบาแรงลงตั้งเยอะ”
เมื่ออสูรระดับผสานแก่นพ่ายแพ้ ฝูงกระรอกบินที่เหลือก็พากันแยกออกจากเรือเหาะ ศิษย์หลายคนเตรียมอาวุธไล่ตาม แต่เซี่ยฉางอันกลับยกมือห้าม
“ปล่อยพวกมันไป”
เขาควบคุมกระบี่กลับมาที่เรือ แล้วร่อนลงบนดาดฟ้าอย่างนุ่มนวล ก่อนมองฝูงกระรอกบินซึ่งกำลังเคลื่อนห่างออกไป
แทนที่จะกลับเข้าป่าหรือกระจายตัว พวกมันกลับพุ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้โดยไม่เปลี่ยนทิศ แม้มีหลายตัวได้รับบาดเจ็บก็ยังฝืนบินตามฝูง
“พวกมันไม่ได้ออกมาล่า” เซี่ยฉางอันกล่าว “เรือของเราเพียงขวางเส้นทางหนีของพวกมัน”
“พวกมันหนีสิ่งใดหรือขอรับ” ศิษย์คนหนึ่งถาม
เซี่ยฉางอันมองไปยังทิศทางที่ฝูงกระรอกบินจากมา เบื้องหลังมีเพียงแนวภูเขาทอดยาว ไม่มีอสูรตัวอื่นไล่ตาม และไม่พบพลังผิดปกติ
“ส่งตำแหน่งให้หน่วยสอดแนม อย่าเข้าไปลึก หากพบความผิดปกติให้ถอยทันที”
“ขอรับ”
จูลี่ชะโงกหน้ามองฝูงกระรอกบินซึ่งเหลือเพียงจุดดำเล็ก ๆ
“ไม่ตามจริงหรือเจ้าคะ”
“ไม่ตาม”
“ตัวใหญ่เมื่อครู่ยังไม่ตาย”
“ข้ารู้”
“ถ้าตกถึงพื้น คนอื่นอาจเก็บไป”
เซี่ยฉางอันหันไปมองนาง “พวกเรากำลังกลับไปช่วยเมืองชิงเหอ”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็เลิกมองได้แล้ว”
จูลี่ถอนหายใจ ก่อนวางกระบองลงข้างตัว ยกไหสุราขึ้นมาเทเข้าปาก
รอยร้าวเล็ก ๆ บนพื้นเรืออยู่ห่างจากปลายเท้านางไม่ไกล เซี่ยฉางอันเห็นแล้วใช้เท้าเขี่ยพรมบนดาดฟ้ามาปิดเอาไว้เงียบ ๆ
ใกล้ยามค่ำ กำแพงเมืองชิงเหอจึงปรากฏขึ้นตรงขอบฟ้า
ภาพเบื้องหน้าแตกต่างจากตอนพวกเขาออกเดินทางอย่างสิ้นเชิง แสงจากค่ายกลป้องกันสั่นไหวอยู่เหนือกำแพงด้านเหนือ เปลวไฟลุกไหม้ตามเชิงเทินหลายจุด เสียงคำรามของฝูงอสูรดังมาถึงเรือเหาะ
นอกกำแพงเต็มไปด้วยเงาดำเคลื่อนไหว อสูรหลายพันตัวกำลังผลัดกันพุ่งชนม่านค่ายกล บนท้องฟ้ายังมีฝูงนกอสูรวนเวียนอยู่เหนือเมือง
“เตรียมต่อสู้”
เสียงของเซี่ยฉางอันดังไปทั่วเรือ
เหล่าศิษย์ลุกขึ้นทันที อาวุธถูกนำออกจากแหวนเก็บของ ฝ่ายค่ายกลเปิดม่านป้องกันของเรือเต็มกำลัง
เหยี่ยวส่งสารจากเมืองบินขึ้นมารับกลางทาง ศิษย์ผู้หนึ่งถอดแผ่นหยกจากกระบอกที่ขาของมัน ก่อนนำมามอบให้เซี่ยฉางอัน
หลังพวกเขาออกจากเมือง ฝูงอสูรทางเหนือกับตะวันตกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างกะทันหัน อสูรระดับผสานแก่นปรากฏตัวมากกว่าสามสิบตัว ทั้งยังมีร่องรอยของเจ้าอสูรอย่างน้อยสองตัวซ่อนอยู่ด้านหลังฝูง
ผู้อาวุโสหลินเยว่นำกำลังส่วนใหญ่ออกไปสกัดฝูงอสูรทางตะวันตก ทำให้กำแพงเหนือเหลือคนประจำการไม่มากนัก
“เรือสองลำแรกไปช่วยกำแพงเหนือ ลำที่สามนำฝ่ายโอสถลงไปยังจุดรักษา” เซี่ยฉางอันออกคำสั่ง “ห้ามไล่ตามอสูรออกนอกระยะค่ายกลเด็ดขาด”
เรือเหาะทั้งสามลำแยกออกจากกัน สองลำมุ่งหน้าไปยังกำแพงเหนือ ส่วนอีกลำลดระดับเข้าไปในเมือง
เซี่ยฉางอันหันมาหาจูลี่
“เจ้าตามข้ามา ห้ามออกห่างเกินสิบจั้ง”
“เจ้าค่ะ”
“ห้ามตีเรือ”
“เจ้าค่ะ”
“ห้ามตีกำแพง และห้ามฟาดใส่ค่ายกล”
จูลี่ก้มมองกระบองในมือ
“ค่ายกลทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ”
“ยังไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะอย่างนั้นเจ้าห้ามฟาดห้ามตี”
ขณะเรือเหาะเข้าใกล้กำแพง เสียงคำรามด้านล่างกลับเงียบลงกะทันหัน
อสูรหลายพันตัวหยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน ก่อนหันหน้าไปทางป่าด้านเหนือ กระทั่งฝูงนกอสูรบนท้องฟ้ายังหยุดโจมตี แล้วมองไปในทิศทางเดียวกันอย่างหวาดระแวง
เพียงครู่เดียวพวกมันก็กลับมาคลุ้มคลั่งอีกครั้ง ทั้งยังพุ่งเข้าชนกำแพงรุนแรงกว่าเดิม ราวกับต้องการหนีให้ไกลจากป่าด้านหลัง
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าจูลี่ยืนนิ่งอยู่ตรงขอบเรือ
พลังสีดำที่นางดูดซับเข้าไปก่อนหน้านี้กำลังอุ่นขึ้นเป็นจังหวะ คล้ายตอบสนองต่อบางสิ่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่าด้านเหนือ
จูลี่ยกมือกดลงบนท้อง
ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนการเลื่อนระดับ ทั้งไม่เจ็บปวด มันคล้ายกับบางสิ่งกำลังส่งสัญญาณมา หรืออาจกำลังรอคอยอยู่ก่อนแล้ว
เซี่ยฉางอันสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติ จึงเดินเข้ามาใกล้
“เจ้ามองอะไร”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงมองไปทางนั้น”
“เหมือนมีบางอย่างกำลังเรียกข้า”
สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นทันที
“สิ่งใดเรียกเจ้า”
จูลี่ส่ายหน้า “ไม่รู้เจ้าค่ะ แต่มันรู้ว่าข้ามาถึงแล้ว”
เซี่ยฉางอันมองป่าด้านเหนือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนกำชับนาง
“ตั้งแต่นี้ห้ามอยู่ห่างจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว”
“เจ้าค่ะ”
จูลี่รับคำอย่างว่าง่าย จากนั้นก็ยกขาขึ้นเหยียบขอบเรือ
เซี่ยฉางอันรีบคว้าคอเสื้อนางดึงกลับมา
“เจ้าจะไปไหน”
“ไปดูสิ่งที่เรียกข้าเจ้าค่ะ”
“เมื่อครู่ข้าเพิ่งสั่งว่าห้ามอยู่ห่างจากข้า”
จูลี่หันกลับมามองเขาอย่างสงสัย “ข้าก็ไม่ได้คิดทิ้งท่านไว้เสียหน่อย”
“แล้วเจ้าคิดจะทำอะไร”
เด็กหญิงชี้ไปทางป่าด้านเหนือ “ศิษย์พี่ก็ไปกับข้าสิเจ้าคะ”
“…”
เซี่ยฉางอันเพิ่งเข้าใจว่า ต่อให้จูลี่ยอมทำตามคำสั่ง นางก็ยังสามารถลากคนออกคำสั่งไปก่อเรื่องด้วยกันได้อยู่ดี
*************************
วันนี้ขอหยาดหนีไปนอนก่อนนะ ตาเป็นหมีแพนด้าแล้น เกิบกับทุเรียนเจอกันฟ้ามืดนะ