LNCrawler

ตอนที่ 131

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 131

เรือเหาะยังไม่ทันจอดสนิท เซี่ยฉางอันก็พาศิษย์สายตรงกระโดดลงบนกำแพงทางทิศเหนือ

เสียงต่อสู้ดังปะปนกันไปทั่ว อสูรหลายพันตัวเบียดเสียดอยู่ด้านนอก พวกมันผลัดกันพุ่งชนม่านค่ายกลจนแสงป้องกันสั่นไหว ทหารกับศิษย์สำนักต่าง ๆ ยืนรับมืออยู่ตามเชิงเทิน หลายคนได้รับบาดเจ็บจนต้องถอยลงจากแนวหน้า

เหนือฝูงอสูรมีร่างขนาดใหญ่สองตัวเคลื่อนไหวอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นเสือเกราะแดงระดับเจ้าอสูร ทุกครั้งที่กรงเล็บของมันฟาดลงบนม่านพลัง รอยร้าวจำนวนมากจะปรากฏขึ้น

“ฉางอัน”

ผู้อาวุโสหลินเยว่กำลังควบคุมกระบี่หลายสิบเล่มต้านมันเอาไว้ เมื่อเห็นกำลังเสริมมาถึงก็รีบออกคำสั่ง

“พาคนไปเสริมแนวค่ายกลด้านตะวันออก อย่าให้พวกมันทำลายเสาค่ายกลได้”

“ขอรับ”

เซี่ยฉางอันรับคำ ก่อนหันไปหาจูลี่

“อยู่บนกำแพง ห้ามลงไปด้านล่าง”

“เจ้าค่ะ”

“รอข้ากลับมา”

“เจ้าค่ะ”

เขามองนางอีกครั้ง เมื่อเห็นเด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายจึงทะยานออกไปช่วยผู้อาวุโสหลินเยว่รับมือเจ้าอสูร

จูลี่ยืนอยู่ข้างเชิงเทิน มือหนึ่งถือกระบองเหล็กดำ อีกมือกอดไหสุราเอาไว้ นางมองฝูงอสูรเบื้องล่างครู่หนึ่ง ก่อนยกไหขึ้นดื่ม

พลังสีดำภายในร่างกำลังอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ

ท่ามกลางฝูงอสูร นางมองเห็นเส้นพลังสีดำบาง ๆ พันอยู่รอบร่างของพวกมัน บางตัวมีเพียงหนึ่งเส้น บางตัวกลับถูกพันจนแทบมองไม่เห็นผิวหนัง

เส้นพลังเหล่านั้นทอดยาวไปในทิศทางเดียวกัน

ป่าด้านเหนือ

จูลี่วางไหสุราไว้ให้ห้อยอยู่ข้างเอว ก่อนเดินลงจากกำแพงไปยังประตูเมือง

ค่ายกลเปิดช่องขนาดเล็กให้ผู้บำเพ็ญออกไปสกัดฝูงอสูรอยู่พอดี นางจึงถือกระบองเดินตามศิษย์กลุ่มหนึ่งออกไปอย่างสงบ

ศิษย์สำนักชิงเฟิงซึ่งเคยร่วมทางไปเมืองหลงชวนเห็นเด็กหญิงแล้วเพียงชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็ขยับหลีกทางให้โดยไม่คิดห้าม

แต่คนจากสำนักอื่น และคนของสำนักชิงเฟิงเองที่ไม่เคยเห็นนางลงมือต่อสู้มาก่อนกลับพากันวิพากษ์วิจารณ์

“เด็กคนนั้นเป็นผู้ใด”

“เหตุใดจึงออกมานอกเมือง”

“นางไม่มีตบะ รีบพากลับเข้าไป อย่ามาสร้างปัญหาแถวนี้”

เสียงร้องเตือนดังขึ้นหลายด้าน

ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งกำลังจะวิ่งเข้าไปคว้าตัวจูลี่ ทว่าหมาป่าเขาเหล็กระดับสร้างแก่นตัวหนึ่งกลับกระโจนออกจากฝูงเสียก่อน

ปากของมันอ้าออก เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมซึ่งอยู่ห่างจากศีรษะเด็กหญิงไม่ถึงหนึ่งจั้ง

“หลบเร็ว”

จูลี่ไม่หลบ

นางยกกระบองเหล็กดำขึ้นแล้วหวดออกไปตรง ๆ

กระบองกระแทกเข้ากับหัวหมาป่าเขาเหล็กจนร่างของมันเปลี่ยนทิศกลางอากาศ ก่อนปลิวกลับเข้าไปในฝูงอสูร กระแทกพวกเดียวกันล้มระเนระนาดไปหลายตัว

ศิษย์หนุ่มที่กำลังจะเข้าไปช่วยหยุดฝีเท้าทันที

“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น”

ทั้งคนทั้งสัตว์อสูรเหมือนถูกหยุดเวลา อ้าปากค้างมองสิ่งที่เกิด เหลือแต่คนที่เคยเห็นจูลี่สู้ตอนอยู่เมืองหลงซวนเท่านั้นที่ยังคงจัดการภารกิจของตัวเองต่อไป

จูลี่ยกกระบองพาดบ่าแล้วเดินหน้าต่อ วัวเกราะดำตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง นางฟาดเข้าที่ขาหน้าของมันจนร่างใหญ่พลิกคว่ำ หมูเขี้ยวโลหิตอีกตัวฉวยโอกาสพุ่งเข้าหา นางจึงหมุนตัวหวดเข้าใต้คาง ส่งมันลอยข้ามศีรษะผู้บำเพ็ญหลายคนไปตกอยู่ด้านหลัง

อสูรตัวแล้วตัวเล่าพยายามเข้าขวาง แต่ไม่ว่าจะมีเกราะหนาหรือขนาดใหญ่เพียงใด เมื่อถูกกระบองเหล็กดำฟาดใส่ก็ล้วนกระเด็นออกไป

ไม่นาน รอบตัวเด็กหญิงก็ว่างเปล่าเป็นทางยาว

กลุ่มศิษย์ที่ไม่รู้จักนางมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง

“นางไม่มีตบะไม่ใช่หรือ”

“ข้าก็มองไม่เห็นพลังปราณของนาง” แม้แต่ตอนที่นางฟาดกระบองใส่สัตว์อสูรก็ไม่เห็น

“แล้วนางหวดอสูรระดับสร้างแก่นปลิวไปได้อย่างไร”

ศิษย์สำนักชิงเฟิงที่เคยไปเมืองหลงชวนเหลือบมองคนถาม

“ถอยห่างหน่อยก็ดี”

“เพราะเหตุใด”

“ประเดี๋ยวนางเหวี่ยงกระบองกว้างขึ้น พวกเจ้าอาจปลิวตามไปด้วย”

คนที่ได้ยินรีบถอยออกไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว

จูลี่ไม่ได้สนใจคนรอบข้าง สายตาของนางจับจ้องเส้นพลังสีดำซึ่งลอยอยู่เหนือฝูงอสูร

ยิ่งเดินไปทางเหนือ เส้นพลังเหล่านั้นก็ยิ่งหนาแน่น

อสูรหลายตัวพยายามขวางทาง แต่นางเพียงหวดออกไปตัวละหนึ่งครั้ง ไม่หยุดเก็บซากและไม่หันกลับไปมอง ทำให้ไม่นานก็ออกห่างจากสนามรบ

เซี่ยฉางอันซึ่งกำลังต่อสู้กับเสือเกราะแดงเหลือบมาเห็นร่างเล็ก ๆ เดินหายเข้าไปในแนวป่า สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป

“จูลี่!!!!….”

เสียงเรียกถูกเสียงคำรามของเจ้าอสูรกลบจนหมด

เสือเกราะแดงฉวยโอกาสตะปบกรงเล็บลงมา เซี่ยฉางอันต้องยกกระบี่ขึ้นรับ ก่อนตะโกนสั่งศิษย์ด้านล่าง

“ตามนางไป อย่าให้นางคลาดสายตา”

ศิษย์หลายคนรีบรับคำ แต่ระหว่างพวกเขากับจูลี่ยังมีฝูงอสูรขวางอยู่ กว่าจะฝ่าออกไปได้ เด็กหญิงก็หายเข้าไปในป่าแล้ว

จูลี่เดินตามเส้นพลังสีดำลึกเข้าไปเรื่อย ๆ

รอบด้านเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงนกหรือแมลง กระทั่งอสูรที่เดิมอาศัยอยู่ในป่ายังหนีหายไปทั้งหมด ต้นไม้จำนวนมากเหี่ยวเฉา พื้นดินแตกระแหงราวกับถูกสูบพลังออกไป

ครู่ต่อมา นางก็มาถึงเนินหินแห่งหนึ่ง

กลางเนินมีเสาหินสีดำแปดต้นตั้งเรียงเป็นวง อักขระโบราณบนพื้นปล่อยหมอกดำออกมาไม่ขาดสาย เส้นพลังจากฝูงอสูรทั้งหมดเชื่อมต่อกับสถานที่แห่งนี้

ใจกลางค่ายกลมีก้อนสีดำลอยอยู่ รูปร่างคล้ายแก่นอสูรที่ถูกผ่าครึ่ง พื้นผิวเต็มไปด้วยอักขระแบบเดียวกับวัตถุที่พบในหุบเขาเฮยสือ

ใต้ค่ายกลมีรากปราณขนาดใหญ่ทอดผ่าน เสาหินทั้งแปดกำลังดึงพลังจากมันมาหล่อเลี้ยงก้อนสีดำ

จูลี่มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทำปากยื่นจนเกือบแตะถึงจมูก “เหมือนเดิมเลย”

เด็กหญิงเก็บกระบองเข้าแหวนเก็บของ จากนั้นหยิบเมล็ดสีดำเม็ดหนึ่งออกมาแล้วขุดหลุมฝังลงข้างค่ายกล

เมื่อเคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้นางจึงทำตามที่เคยทำตอนอยู่เมืองหลงซวน

ทันทีที่เมล็ดสัมผัสพื้นดิน รากสีดำจำนวนมากก็งอกออกมาอย่างรวดเร็ว พวกมันลอดผ่านชั้นหินลงไปใต้ดิน ก่อนพันรอบรากปราณเอาไว้แน่น

ค่ายกลสั่นสะเทือนทันที

เสาหินทั้งแปดปล่อยแสงสีดำออกมา หมอกหนาทึบปกคลุมเนินเขาจนมองไม่เห็นสิ่งใดจากภายนอก

ก้อนสีดำใจกลางค่ายกลเหมือนรับรู้ถึงอันตราย มันเร่งดึงพลังจากรากปราณจนพื้นดินแตกร้าว

จูลี่แตะแหวนสีดำบนนิ้ว

“เอาไป”

รากไม้จากเมล็ดโบราณกระชากพร้อมกัน

เสียงแตกร้าวดังขึ้นใต้พื้นดิน รากปราณทั้งสายถูกดึงออกจากชั้นหิน ก่อนหายเข้าไปในแหวนมิติพร้อมกับรากไม้ทั้งหมด

เมื่อสูญเสียแหล่งพลัง เสาหินต้นแรกก็ดับลง ตามด้วยต้นที่สองและสาม อักขระบนพื้นแตกสลายต่อเนื่อง ค่ายกลขนาดใหญ่หยุดทำงานภายในไม่กี่ลมหายใจ

ก้อนสีดำกลางค่ายกลตกลงสู่พื้น

จูลี่เดินเข้าไปหมายจะเก็บมัน แต่ยังไม่ทันเอื้อมถึง ก้อนสีดำก็สั่นอย่างรุนแรง

รอยร้าวปรากฏขึ้นบนผิวของมัน ก่อนแตกกระจายออกจากกัน

พลังสีดำจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าใส่เด็กหญิง

จูลี่ถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่พลังเหล่านั้นไม่ได้โจมตีเส้นลมปราณหรือทำร้ายนาง ทันทีที่สัมผัสร่าง มันกลับถูกดูดเข้าไปจนหมดสิ้น

ความอบอุ่นไหลผ่านท้องแล้วกระจายไปทั่วร่าง ร่างกายของนางดูดซับพลังทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว ราวกับเริ่มคุ้นเคยกับมันแล้ว

ขณะเดียวกัน อสูรนอกเมืองชิงเหอก็หยุดชะงัก

เส้นพลังสีดำรอบตัวพวกมันสลายไปพร้อมกัน อสูรหลายตัวได้สติแล้วมองไปรอบข้างอย่างสับสน ก่อนหันหลังหนีกลับเข้าป่า ส่วนตัวที่ยังคลุ้มคลั่งถูกผู้บำเพ็ญจัดการอย่างรวดเร็ว

เซี่ยฉางอันเห็นฝูงอสูรล่าถอย จึงรีบฝากเจ้าอสูรที่บาดเจ็บให้ผู้อาวุโสหลินเยว่ ก่อนพาศิษย์กลุ่มหนึ่งตามร่องรอยจูลี่เข้าไปในป่า

เมื่อพวกเขามาถึง หมอกดำบนเนินเขากำลังสลายไปพอดี

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเสาหินแตกหัก ค่ายกลซึ่งหยุดทำงาน และหลุมขนาดใหญ่ตรงตำแหน่งที่รากปราณเคยอยู่

ส่วนจูลี่ยืนลูบท้องอยู่กลางซากค่ายกลเพียงลำพัง

เซี่ยฉางอันมองหลุมใต้พื้นดิน ก่อนมองก้อนหินที่แตกกระจาย

“รากปราณหายไปไหน”

“ไม่รู้เจ้าค่ะ”

“แกนกลางค่ายกลเล่า”

จูลี่กำลังจะตอบ แต่ลมสายหนึ่งกลับดันขึ้นมาจากท้องเสียก่อน

“เอิ๊ก…….” เสียงเรอไม่ดังมาก แต่รอบข้างเงียบสนิท 

ศิษย์ทั้งหมดถึงกลับลืมหายใจ

จูลี่รีบยกมือปิดปาก ก่อนกล่าวอย่างสุภาพ

“ขออภัยเจ้าค่ะ เหมือนอาหารจะย่อยยากไปหน่อย”