ตอนที่ 132
ตอนที่ 132
เซี่ยฉางอันมองเด็กหญิงที่ยืนปิดปากอยู่กลางซากค่ายกล ก่อนเหลือบมองพลังสีดำสายสุดท้ายซึ่งเพิ่งจางหายไปในอากาศ
“อาหารที่เจ้าว่าหมายถึงสิ่งใด”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“แล้วเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เจ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
“เดินตามสัตว์อสูรมาเจ้าค่ะ”
อย่างน้อยคำถามนี้ก็ได้รับคำตอบต่างออกไป
เซี่ยฉางอันเดินเข้าไปจับข้อมือนาง ก่อนส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบ เส้นลมปราณของจูลี่ยังคงเป็นปกติ ไม่มีพลังปั่นป่วนหรือพิษตกค้าง กระทั่งพลังสีดำที่เขาเห็นเมื่อครู่ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เจ็บตรงไหนหรือไม่”
จูลี่ขยับแขนขา ก่อนลูบท้องตนเองอีกครั้ง
“ไม่เจ็บเจ้าค่ะ แค่อุ่นนิดหน่อย”
เซี่ยฉางอันยังไม่วางใจ แต่ตรวจอย่างไรก็ไม่พบความผิดปกติ สุดท้ายจึงต้องปล่อยข้อมือนาง
“กลับเมืองก่อน”
เขาหันไปสั่งให้ศิษย์สองคนพาจูลี่กลับไป ส่วนตัวเองอยู่ตรวจสอบพื้นที่กับศิษย์ค่ายกล
จูลี่เดินออกไปไม่กี่ก้าว เซี่ยฉางอันก็เรียกไว้
“ครั้งนี้ห้ามคลาดสายตาอีก”
“เจ้าค่ะ”
ศิษย์สองคนที่ได้รับมอบหมายมองหน้ากัน ก่อนขยับมาประกบเด็กหญิงไว้คนละด้านราวกับกำลังคุมตัวนักโทษสำคัญ
จูลี่ไม่ได้คัดค้าน นางเดินกลับเมืองอย่างว่าง่าย ระหว่างทางยังใช้กระบองเคาะอสูรซึ่งนอนขวางทางออกไปสองตัว
ด้านหลัง ศิษย์ค่ายกลตรวจสอบเสาหินที่แตกหัก ก่อนนำภาพอักขระจากหุบเขาเฮยสือที่พวกเขาวาดเลียนแบบไว้ออกมาเปรียบเทียบ
“เป็นอักขระชนิดเดียวกันขอรับ” ศิษย์ผู้หนึ่งรายงาน “ค่ายกลทั้งสองแห่งน่าจะสร้างขึ้นโดยคนกลุ่มเดียวกัน”
“สร้างขึ้นเมื่อใด” เซี่ยฉางอันถาม
“อย่างน้อยหลายร้อยปีแล้ว รอยสลักบนเสาหินเก่ามาก เพียงแต่มีคนกระตุ้นให้มันทำงานเมื่อไม่นานมานี้”
ศิษย์อีกคนก้มลงตรวจหลุมใต้พื้นดิน
“รากปราณไม่ได้แห้งเหือด แต่ถูกดึงออกไปทั้งสายขอรับ”
“นำไปทางใด”
“ไม่มีร่องรอยเลย”
ทั้งรากปราณ แกนกลางค่ายกล และพลังสีดำล้วนหายไปพร้อมกัน เหลือเพียงจูลี่ยืนอยู่กลางซาก
เซี่ยฉางอันรู้ว่านางปิดบังบางอย่าง แต่ต่อให้ถามต่อหน้าทุกคนก็คงได้คำตอบเพียงว่าไม่รู้ เขาจึงไม่คิดไล่ต้อนนางในเวลานี้
“บันทึกทุกอย่างเอาไว้ เก็บเศษเสาหินกลับไปให้ครบ รวมถึงเสาพวกนี้ด้วย”
“ขอรับ”
เมื่อพวกเขากลับถึงเมือง การต่อสู้นอกกำแพงก็สิ้นสุดลงเกือบทั้งหมด
หลังเส้นพลังสีดำสลายไป อสูรส่วนใหญ่ได้สติและหนีกลับเข้าป่า เหลือเพียงตัวที่บาดเจ็บหนักหรือยังคลุ้มคลั่ง ผู้บำเพ็ญสามารถจัดการได้โดยไม่ยาก
กองซากอสูรถูกขนกลับเข้ามาในเมือง ผู้บาดเจ็บถูกส่งไปยังจุดรักษา ส่วนฝ่ายค่ายกลเริ่มซ่อมแซมแนวป้องกันทันที
เซี่ยฉางอันพาจูลี่กลับไปยังเรือนรับรองด้วยตนเอง
“พักอยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหน”
“เจ้าค่ะ”
“หากรู้สึกไม่สบายต้องเรียกคนด้านนอกทันทีรุ้ไหม?”
“เจ้าค่ะ”
“ครั้งนี้ต้องทำตามจริง ๆ”
จูลี่เงยหน้ามองเขา
“ครั้งก่อนข้าก็ทำตามนะเจ้าคะ”
“ข้าสั่งให้เจ้าอยู่บนกำแพง”
“ข้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงลงไป”
“ก็อยู่เสร็จแล้วไงเจ้าคะ”
เซี่ยฉางอันอ้าปาก แต่กลับไม่รู้ว่าควรโต้เถียงจากตรงไหน เขาผิดเองที่ไม่ระบุเวลา
สุดท้ายเขาจึงกำชับศิษย์สี่คนให้เฝ้ารอบเรือน ก่อนหมุนตัวจากไป
จูลี่เข้าไปในห้องแล้วลงกลอนประตู
ความอบอุ่นบริเวณท้องยังคงอยู่ ทั้งยังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นางเดินไปหลังฉากกั้น ก่อนยกชายเสื้อขึ้นตรวจดู
ตรงสะดือมีอักขระสีดำขนาดเล็กปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
เส้นของมันซับซ้อนมาก บางส่วนคล้ายดวงตา บางส่วนคล้ายปากของสัตว์อสูร อักขระทั้งหมดกำลังส่องแสงแผ่วเบาตามจังหวะพลังภายในร่าง
จูลี่ใช้นิ้วแตะลงไป
ไม่เจ็บและไม่คัน เพียงรู้สึกอุ่นเท่านั้น
นางกำลังจะส่งจิตเข้าไปตรวจสอบ เสียงของเจ้าอ้วนก็ดังขึ้นภายในจิต
“ข้าจะหลับสักระยะ”
จูลี่ชะงัก “ทำไม”
“ต้องพัฒนา”
“พัฒนาอะไร”
ไม่มีเสียงตอบ
“แล้วจะตื่นเมื่อใด”
ภายในจิตยังคงเงียบสนิท
“เจ้าอ้วน?” หากเป็นยามปกติถ้าเรียกแบบนี้ อสูรลึกลับที่สถิตในร่างของนางจะต้องโวยวายมาประโยคหนึ่ง
นางเรียกอีกหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมา เห็นได้ชัดว่าพูดสิ่งที่ต้องการจบก็หลับไปแล้ว โดยไม่คิดอธิบายแม้แต่คำเดียว
ขณะเดียวกัน แสงบนอักขระตรงสะดือก็ค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงรอยสีดำขนาดเล็กติดอยู่บนผิวหนัง
จูลี่ลูบอักขระอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปล่อยชายเสื้อลงตามเดิม
ในเมื่อเจ้าอ้วนไม่คิดบอก นางก็ไม่คิดนำเรื่องนี้ไปถามผู้อื่น อย่างไรเสียร่างกายยังไม่มีส่วนใดเจ็บปวด ที่สำคัญ นางไม่รู้จริง ๆ ว่าเชื่อใจใครได้บ้าง
ไม่นาน ศิษย์ฝ่ายเสบียงก็นำอาหารเย็นมาส่ง
บนโต๊ะมีเนื้อย่างห้าจาน ไก่ตุ๋นหนึ่งหม้อ หมั่นโถวสองเข่ง และข้าวชามใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเซี่ยฉางอันกำชับเรื่องปริมาณอาหารเอาไว้แล้ว
จูลี่หยิบตะเกียบขึ้นมากินตามปกติ
แต่หลังจัดการเนื้อย่างไปสองจานกับไก่ตุ๋นไม่ถึงครึ่งหม้อ นางกลับรู้สึกอิ่มขึ้นมา
เด็กหญิงก้มมองอาหารที่เหลือด้วยความประหลาดใจ
เมื่อก่อนต่อให้กินมากกว่านี้หลายเท่า ความหิวก็ยังไม่เคยหายไปอย่างแท้จริง แต่หลังเจ้าอ้วนหลับ ความรู้สึกว่างเปล่าซึ่งติดตามอยู่ตลอดเวลากลับเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
จูลี่ลองหยิบหมั่นโถวขึ้นมากัดอีกสองคำ สุดท้ายก็วางกลับลงไป
จังหวะนั้น เซี่ยฉางอันเดินเข้ามาพอดี
เขามองอาหารซึ่งเหลืออยู่เกือบเต็มโต๊ะ ก่อนมองเด็กหญิงซึ่งกำลังเช็ดมือ
“อาหารไม่อร่อยหรือ”
“อร่อยเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงไม่กินต่อ”
“ข้าอิ่มแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยฉางอันหยุดฝีเท้าทันที เขาเดินเข้าไปแตะหน้าผากนาง ก่อนจับข้อมือตรวจชีพจรซ้ำอีกครั้ง
“ศิษย์พี่ทำอะไรเจ้าคะ”
“ตรวจดูว่าเจ้าป่วยหรือไม่” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำว่าอิ่มที่ไม่กินอะไรต่อของนาง
“ข้าไม่ป่วย”
“ได้รับบาดเจ็บภายในหรือไม่?”
“ไม่เจ้าค่ะ”
“หรือพลังสีดำเมื่อครู่ทำให้ร่างกายผิดปกติ”
จูลี่ส่ายหน้า
เซี่ยฉางอันเรียกผู้ปรุงโอสถมาตรวจร่างกายนางอีกสองคน แต่ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม
ไม่มีสิ่งผิดปกติ
เมื่อเทียบกับการเรอพลังสีดำออกมา การที่จูลี่บอกว่าตนเองอิ่มแล้วกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเสียอีก
คืนนั้น เซี่ยฉางอันเขียนรายงานด่วนส่งกลับสำนักชิงเฟิง
เขาบันทึกตั้งแต่จูลี่ฝ่าฝูงอสูรเข้าไปในป่าด้านเหนือ ค่ายกลโบราณหยุดทำงาน รากปราณกับแกนกลางหายไป และนางเรอพลังสีดำออกมา
ช่วงท้ายรายงาน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขียนเพิ่มอีกบรรทัด
หลังกลับถึงเมือง จูลี่รับประทานอาหารลดลงอย่างผิดปกติ
เหยี่ยวส่งสารนำรายงานออกจากเมืองชิงเหอในคืนนั้นเอง
สองวันต่อมา แผ่นหยกก็มาถึงสำนักชิงเฟิง
เฟิงอู๋จี้นำรายงานไปยังหุบเขาโอสถ หม่าซือเจียวกำลังนั่งควบคุมเตาหลอมหลายใบพร้อมกัน เมื่อเห็นเจ้าสำนักเดินเข้ามาก็ถามโดยไม่เงยหน้า
“เกิดเรื่องใดขึ้นอีก”
“รายงานจากเมืองชิงเหอ”
มือของหม่าซือเจียวชะงัก
“จูลี่ก่อเรื่องหรือ”
เฟิงอู๋จี้ส่งแผ่นหยกให้โดยไม่ตอบ
ชายชราอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง เมื่ออ่านถึงค่ายกลพัง รากปราณหาย และแกนกลางไม่เหลือ แถมพวกเขายังรักษาความสงบเอาไว้ได้
หายนะทั้งหมดเกิดกับศัตรู
แต่เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้ายกลับขมวดคิ้วทันที
“นางกินน้อยลง?”
“ฉางอันให้ผู้ปรุงโอสถตรวจแล้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติ”
“แล้วค่ายกลเล่า”
“เป็นอักขระชนิดเดียวกับที่หุบเขาเฮยสือ ทั้งสองแห่งน่าจะถูกสร้างโดยคนกลุ่มเดียวกัน”
หม่าซือเจียวอ่านรายงานซ้ำอีกรอบ
แม้เรื่องรากปราณกับพลังสีดำยังเต็มไปด้วยข้อสงสัย แต่ผลลัพธ์คือค่ายกลของฝ่ายตรงข้ามถูกทำลาย เมืองชิงเหอพ้นจากอันตราย และศิษย์สำนักชิงเฟิงไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่จูลี่ออกเดินทาง บ่อปราณของสำนักไม่แห้ง เรือนพักไม่พัง และห้องหลอมโอสถยังอยู่ครบ
ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“คิดถูกจริง ๆ ที่ปล่อยให้นางไปสร้างหายนะให้กับศัตรูแทน”