LNCrawler

ตอนที่ 133

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 133

หลังกล่าวจบ สีหน้าของเฟิงอู๋จี้ก็ค่อย ๆ กลับมาเคร่งเครียด

เขาหยิบรายงานฉบับก่อนหน้าออกมาวางเรียงบนโต๊ะ ทั้งเรื่องจวนตระกูลเว่ย หุบเขาเฮยสือ และเมืองชิงเหอ

รากปราณปฐพีหายไปหลายแห่งติดต่อกัน

ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุอสูรคลั่ง แต่ตอนนี้รากปราณสองสายหายไปต่อหน้าจูลี่ ทั้งยังหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย

“เรื่องนี้จะให้ผู้ใดรู้ไม่ได้” เฟิงอู๋จี้กล่าว

หม่าซือเจียวมองรายงานบนโต๊ะ “เจ้าคิดว่านางเป็นคนดึงรากปราณออกไปได้เองจริงหรือ”

“ไม่มีหลักฐานแต่คิดว่าจะเป็นใครไปได้อีกละ”

“แต่เจ้าสงสัย”

“ท่านเองก็สงสัยไม่ใช่หรือ”

หม่าซือเจียวไม่ปฏิเสธ

เรื่องบ่อปราณแห้งอาจอธิบายได้ว่าจูลี่ดูดซับพลังปราณไปในระหว่างเลื่อนระดับ แต่การดึงรากปราณออกไปทั้งสายไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนทั่วไปสามารถทำได้

หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ตระกูลผู้บำเพ็ญซึ่งเคยสูญเสียรากปราณย่อมเชื่อมโยงเหตุการณ์มาถึงนาง โดยเฉพาะตระกูลเว่ยซึ่งแทบจะล่มสลายหลังรากปราณปฐพีใต้จวนหายไป

“ผู้ใดอ่านรายงานฉบับนี้แล้วบ้าง” หม่าซือเจียวถาม

“หลัก ๆ เป็นฉางอัน ผู้อาวุโสหลินเยว่ และศิษย์ค่ายกลไม่กี่คน แต่รายงานเกี่ยวกับจูลี่ฉางอันส่งมาเป็นการส่วนตัว”

“บอกให้คนที่เห็นเหตุการณ์ปิดปากให้สนิท หรือไม่ก็ให้ฉางอันหาข้อแก้ตัวดี ๆ กับพวกเขาไว้สักหน่อย”

เฟิงอู๋จี้พยักหน้า ก่อนยกมือสร้างผนึกบนแผ่นหยก รายงานฉบับจริงถูกเก็บเข้าไปในแหวนเก็บของของเขาทันที

จากนั้นเจ้าสำนักก็หยิบแผ่นหยกเปล่าออกมา

“รายงานที่ส่งให้ราชสำนักต้องเขียนใหม่”

เนื้อหาฉบับใหม่ตัดชื่อจูลี่ออกทั้งหมด

ภายในระบุเพียงว่าค่ายกลโบราณถูกสร้างขึ้นมาหลายร้อยปี และดึงพลังจากรากปราณใต้ดินอย่างต่อเนื่อง เมื่อรากปราณถูกใช้จนพลังอ่อนลง ค่ายกลจึงหยุดทำงาน ส่งผลให้พลังควบคุมอสูรสลายไป

ส่วนเรื่องรากปราณหายไป แกนกลางค่ายกลอันหนึ่งแตกสลาย และเด็กหญิงเรอพลังสีดำออกมา ไม่เอ่ยถึงราวกับไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น

ภาพอักขระกับโครงสร้างของค่ายกลถูกส่งไปยังเมืองอื่น เพื่อใช้เป็นแนวทางค้นหาจุดเชื่อมต่อระหว่างค่ายกลกับรากปราณ

เมื่อมีเบาะแส การรับมือเหตุอสูรคลั่งก็ง่ายขึ้นมาก

หลายเมืองพบค่ายกลโบราณซ่อนอยู่ตามป่า ถ้ำ เหมืองร้าง และใต้ทะเลสาบ ผู้ฝึกตนไม่จำเป็นต้องทำลายค่ายกลทั้งหมด เพียงตัดอักขระซึ่งเชื่อมต่อกับรากปราณ พลังสีดำที่ควบคุมฝูงอสูรก็อ่อนกำลังลง

สถานการณ์ตามเมืองต่าง ๆ จึงสงบรวดเร็วกว่าที่คาด

ไม่ถึงหนึ่งเดือน ค่ายกลส่วนใหญ่ถูกทำลาย ฝูงอสูรที่ฟื้นคืนสติพากันกระจายกลับเข้าป่า ส่วนตัวที่ยังคลุ้มคลั่งถูกผู้บำเพ็ญร่วมมือกันกำจัด ไม่ช้าสถานการณ์โดยทั่วก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำนักชิงเฟิงจึงได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับ

เรือเหาะทั้งสามลำปรากฏเหนือสำนักในช่วงสาย ศิษย์จำนวนมากออกมายืนรออยู่หน้าประตู

นอกจากมาต้อนรับคนที่กลับมาแล้ว หลายคนยังอยากเห็นเด็กหญิงไร้ตบะซึ่งถูกกล่าวขานไปทั่วสำนัก

จูลี่เดินลงจากเรือเป็นคนท้าย ๆ ข้างเอวยังห้อยไหสุรา มือหนึ่งถือกระบองเหล็กดำ ส่วนแหวนเก็บของหลายนิ้วเต็มไปด้วยซากอสูรที่ได้รับแบ่งมาเป็นรางวัล

สายตานับร้อยคู่จับจ้องนางทันที

“นั่นหรือคนที่หวดอสูรระดับสร้างแก่นปลิว”

“ข้ามองไม่เห็นตบะของนางเลยนะ”

“ได้ยินว่ากระบองเพียงครั้งเดียวทำให้วัวเกราะดำพลิกคว่ำเลย”

“ข่าวลือเกินจริงหรือไม่”

ศิษย์ที่เคยร่วมต่อสู้กับจูลี่ไม่ได้อธิบาย พวกเขาเพียงเปิดทางให้นางเดินผ่านอย่างพร้อมเพรียง

เซี่ยฉางอันเห็นแล้วก็ไม่คิดห้าม บางเรื่องใช้คำพูดอธิบายยาก ให้คนเหล่านี้ไปเห็นด้วยตาตนเองในภายหลังย่อมเข้าใจได้เร็วกว่า

จูลี่กลับถึงหุบเขาโอสถก็ตรงเข้าเรือนพักของตน ก่อนปิดประตูลงกลอน

นางรอจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ จึงแตะแหวนสีดำ

แสงสีดำสว่างวาบ

โมเจียปรากฏขึ้นกลางห้อง ในมือถือจานผัดผักที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา

สำหรับคนด้านนอก เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่ภายในแหวนมิติกลับผ่านไปนานกว่าสองปี

โมเจียยังมีรูปลักษณ์เหมือนเดิม ทว่าพลังปราณรอบกายมั่นคงกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ช่วงเวลาที่อยู่ด้านใน นอกจากทำอาหารกับช่วยดูแลแปลงผัก นางก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝน พ่อบ้านอู่คอยให้คำแนะนำ ส่วนอีกสองคนก็มักช่วยชี้จุดบกพร่องให้

เมื่อมีทั้งพลังปราณหนาแน่น โอสถ และผู้ฝึกตนระดับสูงคอยสั่งสอน โมเจียจึงทะลวงระดับขึ้นมาได้สำเร็จ ทั้งยังเข้าใกล้ขั้นต่อไปแล้ว

นางมองรอบห้อง ก่อนหันมาถาม

“กลับถึงสำนักแล้วหรือ”

“อืม”

“เหตุอสูรคลั่งสงบแล้ว?”

“สงบแล้ว”

จูลี่เปิดประตูออกไปตรวจดู เมื่อไม่พบผู้ใดอยู่ใกล้จึงเรียกโมเจียตามออกมา

ทั้งสองเพิ่งเดินถึงลานด้านหน้า เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางเดิน

โจวหมิงปรากฏตัวขึ้นพร้อมหม่าซือเจียว

ชายชรามองจูลี่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นว่านางยังมีแขนขาครบถ้วนจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย

จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปยังโมเจีย “ระดับของเจ้า…”

โมเจียประสานมือ “ศิษย์เพิ่งทะลวงระดับได้ไม่นานเจ้าค่ะ”

โจวหมิงสัมผัสพลังปราณของนาง ก่อนมองด้วยความประหลาดใจ

กลิ่นอายของโมเจียมั่นคงมาก ไม่เหมือนคนที่เพิ่งทะลวงระดับเมื่อไม่กี่วัน แต่เหมือนผ่านการขัดเกลามาเป็นเวลานาน

“เจ้าไปฝึกอยู่ที่ใด” หม่าซือเจียวถาม

“อยู่กับจูลี่เจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวหันไปมองลูกศิษย์ของตน ในรายงานไม่มีการกล่าวถึงโมเจียแม้แต่ครึ่งคำ 

“ที่ใด”

จูลี่ตอบอย่างสงบ “อยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”

“ข้าถามว่าสถานที่ใด”

“สถานที่ซึ่งพวกเราอยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”

“…”

หม่าซือเจียวมองเด็กหญิงตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนใช้สองนิ้วกดหว่างคิ้ว ก่อนจะหันไปมองโมเจีย

“ไม่รู้เจ้าค่ะ รู้แต่เป็นจวนหลังใหญ่มาก” ยังไม่ทันได้เอ่ยถามโมเจียก็รีบตอบออกมา และนางไม่ได้โกหก เพราะไม่รู้ว่าจูลี่เอาตัวเองไปไว้ที่ใดจริง ๆ

หม่าซือเจียวถอนหายใจ อย่างน้อยโมเจียก็กลับมาโดยปลอดภัย ทั้งยังเลื่อนระดับขึ้นอีก เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยถามภายหลัง

ชายชราลูบเคราอยู่ครู่หนึ่งดวงตาก็เป็นประกาย อยากให้นางบอกอะไรก็ต้องมอบของที่นางชอบที่สุดให้ 

สุราคือสิ่งที่นางชอบที่สุด เพียงแต่ปกติแล้วจูลี่แทบจะดื่มสุราแทนน้ำเปล่าอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธี

คิดจะล้วงความลับจากปากเด็ก นอกจากมอมเหล้าแล้วคงมีแต่ต้องมอมข้าวเท่านั้น