LNCrawler

ตอนที่ 134

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 134

เย็นวันนั้น หม่าซือเจียวสั่งให้คนจัดอาหารเต็มโต๊ะ

เนื้ออสูรย่างหอมกรุ่นวางอยู่ตรงกลาง ข้างกันเป็นไก่ตุ๋นสมุนไพร ปลานึ่ง ซี่โครงอบน้ำผึ้ง และขนมหวานอีกหลายจาน ล้วนเป็นอาหารที่จูลี่ชอบทั้งสิ้น

โจวหมิงมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนหันไปมองอาจารย์ของตน

“วันนี้มีเรื่องน่ายินดีหรือขอรับ”

“จูลี่กับโมเจียกลับมาอย่างปลอดภัย ทั้งเหตุอสูรคลั่งก็สงบลงแล้ว ย่อมต้องเลี้ยงต้อนรับ”

เหตุผลฟังดูสมเหตุสมผล แต่โจวหมิงกลับรู้สึกว่าหม่าเหล่าซือดูกระตือรือร้นเกินจริงไปมาก

ปกติหม่าซือเจียวไม่เคยจัดอาหารมากถึงเพียงนี้ ต่อให้วันปีใหม่ก็ยังให้โมเจียทำอาหารเพิ่มเพียงสองอย่างเท่านั้น

จูลี่กลับไม่สงสัย นางนั่งลงตรงตำแหน่งซึ่งมีเนื้อย่างอยู่ใกล้ที่สุด ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมา

หม่าซือเจียวรอจนเด็กหญิงกินไปได้หลายคำจึงเริ่มถาม

“จวนที่โมเจียอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมามีผู้ใดอาศัยอยู่บ้าง”

“มีคนเจ้าค่ะ”

“กี่คน”

“หลายคน”

“หลายคนคือกี่คน”

จูลี่หยุดเคี้ยวแล้วนับนิ้วอยู่ครู่หนึ่ง

“มากกว่าหนึ่งคนเจ้าค่ะ”

โจวหมิงก้มหน้าลงทันที พยายามซ่อนมุมปากที่กำลังกระตุก

หม่าซือเจียวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเลื่อนจานไก่ตุ๋นไปตรงหน้าเด็กหญิง

“สถานที่นั้นอยู่ที่ใด”

“อยู่ไกลเจ้าค่ะ”

“ไกลเพียงใด”

“มองจากตรงนี้ไม่เห็น”

“…”

หม่าซือเจียวหันไปมองโมเจีย

หญิงสาวรีบส่ายหน้า “ศิษย์ไม่ทราบจริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนถูกพาเข้าไปก็ไม่เห็นเส้นทาง ตอนออกมาก็มาอยู่ในห้องของจูลี่แล้ว”

คำตอบนี้ไม่ช่วยให้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเลยสักกะผีก

ชายชราหันกลับไปหาจูลี่ “ข้างในมีรากปราณปฐพีหรือไม่”

“มีพลังปราณเจ้าค่ะ”

“ข้าถามว่ามีรากปราณหรือไม่”

“ท่านอาจารย์จะเข้าไปฝึกหรือเจ้าคะ”

“ข้าเพียงถาม”

“อ้อ”

จูลี่คีบเนื้อเข้าปากต่อ ตีหน้ามึนไม่ตอบอะไรเอาเสียดื้อ ๆ

หม่าซือเจียวจึงเปลี่ยนเรื่อง

“พ่อบ้านที่โมเจียพูดถึงเป็นผู้ใด”

“พ่อบ้านอู่เจ้าค่ะ”

“เจ้ารู้จักเขาได้อย่างไร”

“รู้จักกันมานานแล้ว”

“นานเพียงใด”

“ก่อนรู้จักท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวนิ่งไป

คำตอบนี้ดูเหมือนมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่เมื่อลองคิดให้ดีแล้วกลับไม่ช่วยให้รู้ว่าพ่อบ้านอู่มาจากที่ใด หรือเหตุใดจึงอยู่ในจวนลึกลับนั้น

ชายชรามองอาหารบนโต๊ะ

ยังเหลืออีกมาก เขายังมีเวลาถามต่อ ขอเพียงจูลี่กินเพลินจนลดความระมัดระวังลงสักเล็กน้อย อย่างไรก็ต้องหลุดปากออกมาบ้าง

ทว่าจูลี่กลับวางตะเกียบ

“อิ่มแล้วเจ้าค่ะ”

ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

หม่าซือเจียวมองอาหารซึ่งยังเหลืออยู่เกินครึ่ง ก่อนมองเด็กหญิงตรงหน้า

“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ” ชายชราเอียงหูไปใกล้ๆ ราวกลับตนเองฟังไม่ชัด เหมือนจะหูฟาด

“อิ่มแล้วเจ้าค่ะ” 

“เนื้อย่างไม่อร่อยหรือ?”

“อร่อยเจ้าค่ะ”

“ไก่ตุ๋นมีปัญหา?”

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นก็กินต่อ”

จูลี่ลูบท้องตนเอง

“กินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เขาเดินอ้อมโต๊ะมาจับข้อมือเด็กหญิง ก่อนส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบ

เส้นลมปราณไม่มีสิ่งผิดปกติ

การไหลเวียนของพลังปราณก็เป็นปกติ

ไม่มีพิษ ไม่มีบาดแผลภายใน และไม่มีสัญญาณว่าจะเลื่อนระดับ 

“เจ็บตรงไหนหรือไม่”

“ไม่เจ็บเจ้าค่ะ”

“แน่นท้อง?”

“ไม่เจ้าค่ะ”

“คลื่นไส้?”

จูลี่ส่ายหน้า

โมเจียซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้น “ระหว่างอยู่เมืองชิงเหอ นางก็กินน้อยลงเจ้าค่ะ ตอนแรกข้าคิดว่าอาหารไม่ถูกปาก แต่หลังจากทำของที่นางชอบให้หลายอย่าง นางก็ยังกินได้ไม่เท่าเดิม”

โจวหมิงมีสีหน้ากังวล “เริ่มเป็นเช่นนี้หลังเหตุค่ายกลหรือ”

“น่าจะใช่เจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวตรวจร่างกายจูลี่ซ้ำอีกครั้ง แต่ยังไม่พบสาเหตุ อักขระตรงสะดือซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังอย่างสมบูรณ์ ไม่มีพลังเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ชายชราจึงไม่สังเกตุเห็น

“ต่อไปบันทึกอาหารที่นางกินในแต่ละวันเอาไว้” เขากำชับโมเจีย “หากปริมาณลดลงอีกต้องรีบบอกข้า”

“เจ้าค่ะ”

จูลี่มองอาหารบนโต๊ะ ก่อนหยิบจานเนื้อย่างที่เหลือเก็บเข้าแหวนเก็บของ

หม่าซือเจียวขมวดคิ้ว “เจ้าบอกว่าอิ่มแล้วไม่ใช่หรือ”

“เก็บไว้กินตอนหิวเจ้าค่ะ”

“แล้วไก่ตุ๋นเล่า”

“เก็บด้วยเจ้าค่ะ”

“ขนมหวานอีกหรือ”

“ทิ้งไว้ก็เสียของ”

ไม่นาน อาหารทั้งหมดบนโต๊ะก็หายเข้าไปในแหวนเก็บของจนหมด

หม่าซือเจียวมองโต๊ะว่างเปล่า ก่อนนึกขึ้นได้ว่าแผนมอมข้าวของตนล้มเหลวตั้งแต่ยังถามไม่ถึงครึ่ง

ความลับไม่ได้มา อาหารก็ไม่เหลือ แถมคนก็หนีไปแล้ว

 

เช้าวันรุ่งขึ้น โมเจียมาปลุกจูลี่เหมือนเดิมหลังจากอยู่ในมิติมานับสองปี ความหวาดระแวงเกี่ยวกับสายฟ้าก็ลืมเลือนไปแล้ว แถมในห้องของจูลี่ก็ไม่มีเส้นปราณปฐพี เป็นห้องพิเศษที่หม่าซือเจียวเตรียมไว้ให้ 

หญิงสาวจึงลากเด็กน้อยกลับไปเรียนกับอาจารย์หลัวตามปกติ

นางเดินขึ้นเขาพร้อมไหสุรากับกระบองเหล็กดำ เมื่อมาถึงหน้าห้อง ศิษย์ที่กำลังจับกลุ่มสนทนากันอยู่ก็เงียบลงพร้อมกัน

สายตาทุกคู่หยุดอยู่ตรงกระบองบนไหล่นาง

ข่าวเรื่องเมืองชิงเหอแพร่ไปทั่วสำนักแล้ว ทุกคนรู้ว่าเด็กหญิงไร้ตบะตรงหน้าเคยใช้กระบองเล่มนี้หวดอสูรระดับสร้างแก่นปลิวไปหลายตัว ทั้งยังเดินฝ่าฝูงอสูรออกจากเมืองโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย

จูลี่เดินเข้าไป

คนที่ยืนขวางประตูรีบหลีกทางให้

ศิษย์สองคนซึ่งเคยนั่งใกล้โต๊ะของนางขยับเบาะออกห่างอย่างเงียบ ๆ

กระทั่งฉู่จื่ออันยังเพียงเงยหน้ามองครู่หนึ่ง ก่อนก้มกลับไปอ่านตำราของตนโดยไม่พูดอะไร

จูลี่เดินไปนั่งตรงโต๊ะเดี่ยวหน้าสุด จากนั้นกวาดตามองพื้นที่ว่างรอบตัว

“วันนี้ห้องกว้างขึ้นนะเจ้าคะ”

ไม่มีใครตอบ ห้องไม่ได้กว้างขึ้น แค่พื้นที่ตรงที่จูลี่อยู่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

อาจารย์หลัวเดินเข้ามาในห้องพอดี เขามองโต๊ะซึ่งถูกขยับออกจากจูลี่ แล้วมองกระบองเหล็กดำที่วางอยู่ข้างไหสุรา

เมื่อคืนเขาเพิ่งอ่านรายงานจากเมืองชิงเหอจบ

ในรายงานระบุชัดเจนว่าจูลี่มีตบะสูง แต่ขาดการควบคุมพลังและไม่เคยฝึกกระบวนท่าต่อสู้ หากนางเหวี่ยงกระบองกว้างขึ้นจริง โต๊ะที่ขยับห่างออกไปเพียงเล็กน้อยคงช่วยอะไรไม่ได้

แต่อาจารย์หลัวไม่ได้สั่งให้ย้ายที่นั่ง อย่างน้อยก็ช่วยให้ศิษย์เหล่านั้นสบายใจขึ้นบ้าง

“วันนี้เราจะเรียนวิชาควบคุมอสูรขั้นพื้นฐาน”

เมื่อได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับอสูร ศิษย์หลายคนมีสีหน้าตื่นเต้น

อาจารย์หลัวพาทุกคนไปยังลานด้านหลังห้องเรียน บนลานมีกรงขนาดเล็กวางเรียงอยู่หลายใบ ภายในเป็นอสูรระดับแรกซึ่งมีนิสัยไม่ดุร้าย

“การควบคุมอสูรไม่ใช่เพียงใช้กำลังบังคับ” อาจารย์หลัวอธิบาย “พวกเจ้าต้องปล่อยพลังปราณอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อสูรรับรู้ถึงเจตนา หากกดดันมากเกินไป พวกมันจะหวาดกลัวและต่อต้าน”

เขาปล่อยกระต่ายเขาไม้ตัวหนึ่งออกจากกรง ก่อนสาธิตวิธีใช้พลังปราณสั่งให้มันนั่งกับเดินตาม

หลังจากนั้นจึงให้ศิษย์ออกมาทดลองทีละคน

ฉู่จื่ออันสามารถทำให้นกวายุเชื่อฟังได้ภายในเวลาไม่นาน อาจารย์หลัวพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนเรียกชื่อคนต่อไป

ศิษย์บางคนทำสำเร็จ บางคนถูกอสูรเมิน บางคนปล่อยแรงกดดันมากเกินไปจนกระต่ายวิ่งหนีไปทั่วลาน

กระทั่งถึงชื่อสุดท้าย

“จูลี่”

เด็กหญิงลุกขึ้น ถือไหสุราเดินออกไปตามเดิม

“วางกระบองไว้ก่อน” อาจารย์หลัวสั่ง

จูลี่วางกระบองลงอย่างว่าง่าย ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้ากระต่ายเขาไม้

อาจารย์หลัวชี้ไปที่มัน

“ลองปล่อยพลังปราณออกมาเล็กน้อย แล้วสั่งให้มันนั่ง”

จูลี่กวาดตามองไปทั่ว ตรงนั้นมีกระต่ายตั้งหลายตัว

“เจ้านั่งสิ” เด็กหญิงชี้ไปที่กระต่ายตัวหนึ่ง

ทว่า..…กระต่ายเขาไม้ยังวิ่งมาไม่ถึงตัวจูลี่ อสูรทุกตัวในกรงในบริเวณรอบ ๆ ก็นั่งลงหมดแล้ว