ตอนที่ 14
ตอนที่ 14
“เจ้า... เจ้าเด็กตัวดี! ขโมยสุราข้าไปจนเกือบหมดคลังแล้วยังมีหน้ามานอนก้นโด่งอยู่อีกหรือ!” หม่าซือเจียวแผดเสียงลั่นจนฝุ่นบนคานร่วงกราว
ร่างกลม ๆ นั้นสะดุ้งเบา ๆ หนึ่งที ก่อนจะค่อย ๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตค่อย ๆ ปรือขึ้นทีละข้าง แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและงุนงงอย่างที่สุด มือน้อย ๆ ขยี้ตาพลางอ้าปากหาวหวอด
ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายที่มุมปากเบา ๆ
“มีอะไรหรือเจ้าคะท่านอาจารย์”
เด็กหญิงเอ่ยเสียงอ้อแอ้ ท่าทางหน้าซื่อตาใสระคนง่วงงุนนั้นช่างดูไร้เดียงสาจนน่าสงสาร ถ้าไม่ติดว่า กลิ่นสุราเพลิงเมฆาและสุราน้ำค้างมังกรเข้มข้นปะปนอยู่ในอากาศ
“หลักฐานคาปากขนาดนี้ เจ้ายังจะมาทำไขสืออีกรึ” หม่าซือเจียวชี้หน้านาง มือสั่นพั่บ ๆ “กลิ่นเหล้าในตัวเจ้าฟุ้งจนมดในรัศมีสิบลี้ยังเมามาย บอกมาเดี๋ยวนี้ สุราในคลังของข้าหายไปไหนหมด”
“ก็ท่านบอกว่าคาปาก ก็ต้องเข้าปากลงท้องไปแล้วสิเจ้าคะ” จูลี่ยกมือขึ้นขยี้ตา ประหนึ่งบอกว่าถ้าไม่มีอะไรนางจะนอนต่อแล้วนะ
คำสารภาพแบบหน้าตาเฉยของศิษย์รักตัวน้อยทำเอาหม่าซือเจียวแทบจะกระอักเลือด
เขายืนอ้าปากค้าง สมองส่วนการประมวลผลถึงกับชะงักไปสามลมหายใจ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่ดูนุ่มฟูไร้เดียงสาจะมีความกะล่อนและหนาต้านทานกระสุนได้ถึงเพียงนี้!
“เจ้าดื่มคนเดียวทั้งหมด เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร?” สุรากินแต่พอดีได้ แต่เหล้าครึ่งคลังนั่นจะดื่มทีเดียวหมดไม่ได้
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ศิษย์สบายดีเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพูดจบก็ล้มตัวลงนอน ราวกับว่านี่เป็นการพูดคุยในฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น
“ไอ้เจ้าศิษย์เนรคุณ ต่อไปห้ามย่องเข้าคลังสุราของข้าเด็ดขาด ถ้ามีครั้งหน้าข้าจะตีเจ้า” ชายชราจากไปด้วยความโมโห
เมื่อเสียงประตูปิดโครมใหญ่ จูลี่ก็ลุกขึ้นมานั่งอย่างจริงจัง ครั้งนี้อาจจะรอดได้เพราะความหน้าหนา แต่ในอนาคตกลับเป็นเรื่องยากแล้ว ตาเฒ่าต้องวางค่ายกลซ้อนอีกหลายชั้นเป็นแน่
ขืนไม่มีเหล้ามาดับเจ้าสัตว์ร้าย ร่างกายของนางคงได้ระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อแน่ ๆ วิธีเดียวที่จะควบคุมมันได้อย่างถาวรคือระดับการบำเพ็ญที่สูงขึ้น
ยิ่งสูงก็ช่วยลดโอกาสที่พลังสัตว์ร้ายจะปะทุขึ้นจนกลืนกินไปทุกสิ่งอย่าง
จูลี่ล้วงมือเข้าไปในถุงเก็บของ ดึงม้วนตำราเก่ายับยู่ยี่ที่อุตส่าห์ปล้นมาจากขาโต๊ะในคลังเหล้า
[เคล็ดวิชาโคจรปราณเบื้องต้นชิงเฟิง]
นางปัดฝุ่นอีกรอบแล้วเตรียมจะเปิดอ่านเพื่อเริ่มก้าวแรกสู่วิถีเซียน
“เหอะ เจ้าเด็กโง่ คิดจะฝึกวิชารองขาโต๊ะพรรค์นั้นจริง ๆ รึ? มนุษย์นี่มันช่างสรรหาเรื่องอ้อมค้อมเสียจริง ขยันอ่านตำราขยะนั่นไปเถอะ ชาตินี้ทั้งชาติเจ้าคงได้เป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับปลายแถว”
จูลี่เบ้ปากใส่ความมืดในใจ “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า? ข้าเป็นแค่ศิษย์รับใช้ธรรมดา อายุแค่เจ็ดขวบ ไม่มีใครยอมสอนวิชาชั้นสูงให้หรอกนะ ถ้าไม่ฝึกอันนี้แล้วจะให้ฝึกอันไหน?”
“บิดามีวิธีที่ง่าย ไว และป่าเถื่อนกว่านั้นร้อยเท่า” เสียงลึกลับหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ “มนุษย์อย่างพวกเจ้าน่ะมัวแต่หลับหูหลับตาโคจรลมปราณเต่าคลาน แต่สำหรับอสูรมีวิธีที่เร็วที่สุดคือการช่วงชิง ออกไปนอกหุบเขา ล่าสัตว์อสูร แล้วควักเอาแกนปราณอสูรของมันมาให้ข้าช่วยดูดซับซะ พลังฝึกตนของเจ้าจะก้าวกระโดดจนตาเฒ่าหม่ายังต้องร้องขอชีวิตเลยละ”
“แกนปราณอสูร?” จูลี่ขมวดคิ้วมุ้ง "ล่าสุดข้าชำแหละหมูเขี้ยวน้ำเงินกินทั้งตัวยังไม่เห็นแกนปราณอะไรที่เจ้าว่าเลยสักชิ้น
“อสูรชั้นต่ำพวกนั้นจะมีแกนปราณได้อย่างไร อย่างน้อยต้องเป็นพวกสร้างรากฐานสิ”
ระดับของสัตว์อสูรแบ่งเป็น แรกตื่น หลอมกายา สร้างรากฐาน ผสานแก่น เจ้าอสูร และราชันแปลงกาย
จูลี่หน้าเบ้ทันที นางไร้พลังฝึกฝน จะให้ไปล่าสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐาน ต้องข้ามขั้นไปมากแค่ไหน
แม้จะอาศัยพลังลึกลับสะกดข่มสัตว์อสูรได้ แต่สัตว์อสูรที่พอมีสติปัญญาแล้วอาจจะรับรู้กลิ่นอายได้ แต่กลิ่นอายไม่ได้ช่วยให้ความสามารถของนางเพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ให้นางเข้าไปในเขตสัตว์อสูรระดับแรกตื่น นางยังพอมั่นใจว่ามีวิชาเท้าไวที่ท่านพ่อสอนไว้เพื่อเอาตัวรอด มิเช่นนั้นนางจะหนีออกมาจากการฆ่าล้างตระกูลได้อย่างไร
ทว่าสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานกลับไม่เหมือนกัน พวกมันแข็งแกร่งพอ ๆ กับผู้บำเพ็ญระดับวิญญาณก่อกำเนิด
ต่อให้รับรู้ถึงกลิ่นอายของเจ้าตัวที่แข็งแกร่งกว่า แต่ถ้าคู่ต่อสู้เป็นเพียงเด็กไร้รากฐานคนหนึ่ง ไหนเลยมันจะไม่วิ่งเข้ามาตะครุบเหยื่อ
แล้วจูลี่ก็จะกลายเป็นซากที่ไม่มีชิ้นส่วนไหนสมบูรณ์เลย
“อยากล่าก็ไปล่าเองเถอะ ข้าไม่ไปด้วยหรอก” จูลี่พูดแล้วก็หันหลังเดินออกจากห้อง
ใครอยากตายก็ตายไป แต่นางยังมีภาระของครอบครัวให้ต้องแบกรับ ชีวิตดี ๆ จะเอาไปทิ้งขว้างเพราะความอยากไม่ได้
ศิษย์รับใช้นั้นมีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยกรอย่างยิ่ง แล้วหม่าซือเจียวก็ไม่ได้รับนางเป็นศิษย์สายตรงเสียด้วย
ว่าแล้วจูลี่ก็นั่งอ่านตำราเล่มเก่าอย่างจริงจัง นี่ถือเป็นก้าวแรกสู่วิถีเซียน
แววตากลมโตฉายความมุ่งมั่นขั้นสุด
เด็กหญิงขมวดคิ้ว จ้องมองตัวอักษรแถวแรกพลางอ่านออกเสียงแบบมึน ๆ
“เบิกเนตรเพ่งจิต สูดลมปราณลึกล้ำกักเก็บไว้ตรงจุดตันเถียน ประหนึ่งมังกรทะยานหวนคืนสู่ห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่”
จูลี่นิ่งไปสามลมหายใจ ดวงตาใสแป๋วเริ่มฉายแววว่างเปล่า นางเกาหัวแกรก ๆ “มังกรลงทะเล? สำนักเราเลี้ยงมังกรด้วยเหรอ? แล้วจุดตันเถียนนี่มันอยู่ตรงไหน?”
“จากนั้น โคจรไออุ่นผ่านชีพจรเริ่นตู ทะลวงผ่านด่านเซียนสามสิบหกจุด ละทิ้งซึ่งกิเลส รูปนาม และความละโมบทั้งปวง”
“ชีพจรเริ่นตู?” จูลี่พึมพำ ใบหน้ากลมมนเริ่มเหยเก “แล้วด่านเซียนสามสิบหกจุดคืออะไร? อะไรคือรูปนาม? ข้าเพิ่งกินเหล้าเข้าไป รูปนามมันกินได้ไหม?” อ่านออกก็เรื่องหนึ่ง แต่เข้าใจไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เจ้าถามใคร? ถ้าถามข้าไม่ต้องถาม ข้าเป็นอสูร ไม่เคยฝึกฝนอ่านตำราพวกนี้หรอก” เสียงในหัวของจูลี่ดูเหมือนจะรำคาญอยู่มาก
ในเมื่อพึ่งพาตัวเองไม่ได้ คนเดียวที่ตอนนี้อาจจะพอให้คำตอบนางน่าจะเป็นหม่าซือเจียว
จูลี่พับเก็บตำรารองขาโต๊ะลงถุงเก็บของ สูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียกขวัญกำลังใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แล้วพาขาสั้น ๆ วิ่งหน้าตั้งออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังเรือนพำนักของอาจารย์ทันที
พอมาถึงห้องปรุงยา จูลี่ย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
หม่าซือเจียวเหมือนกำลังเอาตะขาบมากมายใส่ไห
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ... ศิษย์มีเรื่องจะถามนิดหน่อยเจ้าค่ะ...” เด็กหญิงเอ่ยเสียงใสราวระฆังแก้ว ท่าทางนุ่มฟูไร้เดียงสา
ทว่า... ทันทีที่หม่าซือเจียวหันหน้ามาสบตา แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับลุกโชนไปด้วยไฟโทสะระดับทะลวงสวรรค์
“เหอะ เจ้าเด็กเนรคุณ ยังมีหน้ามาเรียกข้าว่าอาจารย์อยู่อีกรึ” เฒ่าชราแผดเสียงลั่น มือสั่นพั่บ ๆ “ขโมยสุราเซียนของข้าไปจนเกือบหมดคลังแล้วยังมีหน้ามาขอความช่วยเหลือ ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลย”
จูลี่ยู่หน้าทันควัน เมื่อคืนนางใจดีขโมยแค่ครึ่งคลัง คอยดูคืนนี้นางจะเล่นให้หมดคลังเลย