ตอนที่ 15
ตอนที่ 15
หลังจากโดนหม่าซือเจียวตะเพิดออกมาพร้อมตะขาบเต็มไห จูลี่ก็เดินสะบัดก้นป้อม ๆ ออกมาจากห้องปรุงยา
“หวงจริง ๆ ก็แค่เหล้าไม่กี่ไหเอง หากไม่จำเป็นก็ไม่คิดจะปล้นท่านนักหรอก” ให้ไปขอตรง ๆ เต็มที่ก็ได้แค่ไหสองไห จะพอให้นางใช้สะกดเจ้าตัวตะกละในร่างได้อย่างไร
เมื่ออาจารย์พึ่งพาไม่ได้ นางก็หันหัวไปที่ประตูหลังสำนัก ที่นั่นมีศิษย์พี่ที่แสนใจดีอยู่
“ศิษย์พี่โจว ช่วยข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ” เสียงใส ๆ ดังมาก่อนตัว ร่างกลมมนของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบพุ่งพรวดมาเกาะขาของโจวหมิงราวกับปลิงยักษ์
“มีอะไรค่อยพูดค่อยจาก็ได้” โจวหมิงตกใจ แต่พอเห็นว่าเป็นจูลี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร สามพันแต้มมันจุกปากอยู่
จูลี่หยิบเอาตำราเคล็ดวิชาโคจรปราณเบื้องต้นชิงเฟิงมาให้โจวหมิงดู
“ข้าอ่านไม่เข้าใจเลยเจ้าค่ะ ศิษย์พี่สอนหน่อยได้หรือไม่?”
“จูลี่ เจ้าจะสุ่มสี่สุ่มห้าเปิดตำราแล้วเบ่งพลังแบบนั้นไม่ได้ การที่มนุษย์จะเริ่มฝึกฝนวิชาพื้นฐานอย่างวิชาชิงเฟิง เล่มนี้ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปิดพรสวรรค์หรือปลุกรากปราณในร่างกายเสียก่อน”
จูลี่เอียงคอไม่ได้พูดอะไร แต่เหมือนมีเครื่องหมายคำถามมากมายมาแปะบนหน้า
“ตอนนี้ร่างกายของเจ้าคือรากฐานปุถุชน ส่วนตัวข้ามีพรสวรรค์สายปฐพี...” โจวหมิงทำหน้าจริงจัง “ข้าจึงไม่สามารถสอนวิชาสายลมให้เจ้าได้ รากฐานต่างกันวิธีการโคจรลมปราณย่อมต้องต่างกัน”
“อ้าว…” จูลี่ทำหน้าเหมือนเพิ่งค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ของผืนฟ้าและปฐพี
“ดังนั้น...” โจวหมิงสรุปทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มหวังดี “ถ้าเจ้าอยากให้ข้าช่วยชี้แนะและนำทางในการฝึกก้าวแรกจริง ๆ เจ้าต้องไปหาตำราสำหรับรากฐานปฐพีมาก่อน เพียงแต่เรื่องนี้เจ้าถามจากหม่าเหล่าซือได้”
ได้ยินชื่อผู้เฒ่าใบหน้าไร้เดียงสาก็เบ้ไปทีหนึ่ง ก่อนจะร้อง “เหอะ” ออกมาเบา ๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! นังหนู! บิดาบอกแล้วว่าพวกมนุษย์มันเรื่องมาก” เสียงลึกลับในหัวระเบิดหัวเราะเยาะลั่นล้าสะใจสุดขีด
จูลี่เค้นเสียง “เหอะ” ออกมาเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าไวกว่าจิ้งจกเปลี่ยนสีไปทางโจวหมิง
“แล้วตำราพวกนี้หาได้จากที่ใดเจ้าคะ?”
“ก็ต้องหอตำราสิ เจ้าไปเลือกตำราดู หากถูกใจเล่มไหนก็ใช้แต้มเพื่อคัดลอกออกมาเท่านั้น” โจวหมิงว่า
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ศิษย์พี่หมิง” จูลี่โค้งตัวหันหลังเตรียมจากไป
“เดี๋ยวก่อน” โจวหมิงเรียกไว้ “ก่อนเจ้าจะไปหอตำรา หาวิธีปลุกพรสวรรค์ของเจ้าก่อนเถิด”
แม้จะมีพรสวรรค์สูงเด่นแค่ไหน แต่ถ้าไม่ปลุกพลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา
“วิธีปลุกพลังมีอยู่สามทางเลือก หนึ่งคือพิธีเบิกชีพจรประจำปีหน้าศิลาปลุกพรสวรรค์ แต่เจ้าต้องสิบขวบขึ้นไป”
“สองคือโอสถเปิดชีพจร แลกได้ที่โถงภารกิจ ใช้ห้าร้อยแต้ม”
“สามการให้ผู้ฝึกตนระดับสูงหรืออาจารย์ช่วยใช้ปราณทะลวงชีพจรให้โดยตรง วิธีนี้ปลอดภัยและขยายเส้นชีพจรได้ดีที่สุด คนที่ทำเช่นนี้ได้ส่วนใหญ่เป็นพวกตระกูลใหญ่และศิษย์สายตรง"
โจวหมิงอธิบายแล้วก็ปล่อยให้จูลี่ได้มีเวลาคิดทบทวน ส่วนตัวเขาคิดว่าจูลี่น่าจะทำได้แค่ทางเลือกที่สอง เพราะเขารู้ว่านางมีแต้มมากพอสมควร
ทว่าเด็กน้อยกลับหน้านิ่วคิ้วขมวด นางมีอาจารย์อยู่ แล้วอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ตาแก่กระโหลกกะลาที่หาดีไม่ได้
เพียงแต่ตาแก่ผู้นั้นยังโกรธนางอยู่ เรื่องที่นางปล้นคลังสุรา
ทว่าเพียงครู่เดียวดวงตาของจูลี่ก็พลันสว่างขึ้นมา หันไปหาโจวหมิง
“ขอบคุณเจ้าค่ะศิษย์พี่ ข้ารู้แล้ว” พูดจบก็หันตัวจากไปยังเรือนพำนักด้วยความยินดี
จูลี่ทำงานของตนเองจนเสร็จ พอเสร็จแล้วก็มองหาอาจารย์ที่เรียกนางมาใช้งานแล้วไม่สอนอะไรให้เลยผู้นั้น แถมขี้งอนและประชดเก่งด้วย
เห็นว่าหม่าซือเจียวกำลังให้ความสนใจกับการทดสอบพิษอยู่ เด็กน้อยก็ย่องไปยังห้องเก็บสุราอีกครั้ง
แล้วดูเหมือนว่าค่ายกลจะหนานแน่นชึ้นกว่าเดิม จูลี่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือใช้แรงงานเถื่อนในร่างกลบกลิ่นอายของตนเองจนหมดสิ้น
ในห้องสุราเหลือสุราไม่มากแล้ว ครั้งก่อนนางเมตตาเหลือไว้ตั้งครึ่ง
จูลี่ตั้งใจจะเก็บทั้งหมดใส่ในถุงเก็บของ ทว่าสุราพวกนี้กลับใส่เข้าไปไม่ได้
“ทำไมใส่ถุงเก็บของไม่ได้ละ?”
“เจ้าเด็กโง่ สุราพวกนี้ยิ่งทิ้งไว้นานก็ยิ่งดี ใส่ถุงเก็บของแล้วจะมีประโยชน์อะไร” เสียงลึกลับอธิบาย
“ก็อาจารย์อยากหมักแต่ข้าไม่ได้อยากหมัก ทำไมใส่ถุงเก็บของไม่ได้ละ” จูลี่ไม่อยากจะยอมแพ้
“ดูเหมือนอาจารย์ของเจ้าจะลงอักขระไว้ ป้องกันขโมย เลยเอาใส่ถุงเก็บของไม่ได้อย่างไรละ”
“เหอะ ไม่ใส่ถุงเก็บของก็ใส่ไหเหล้าของข้าสิ” ว่าแล้วจูลี่ก็เทเหล้าที่เหลือทั้งหมดในคลังลงไหนสุราพกพาของตนเอง ไม่ช้าห้องใต้ดินก็เหลือแค่ไหสุราว่างเปล่า
แล้วนางก็ออกจากห้องใต้ดิน จงใจไปอยู่หน้าห้องหลอมโอสถของหม่าซือเจียวแล้วยกไหเหล้าขึ้นดื่มราวกับกำลังกินน้ำหวานอยู่
ตอนแรกหม่าซือเจียวไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเห็นไหเหล้าในมือจูลี่ เส้นเลือดข้างขมับของเขาก็เต้นระบำขึ้นมาทันใด
"จู่ลี่ เจ้าตัวเล็กแค่นี้ริอาจกินเหล้า คอยดูว่าข้าจะฟาดเจ้าด้วยกระบองหนามได้อย่างไร" ชายชราโกรธจนหนวดกระดิก มือถือกระบองหนามอันใหญ่ เตรียมไล่ฟาดเด็กเจ้าปัญหา
“อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปไม่ทำแล้ว” คำรับปากของเด็กหญิงตัวน้อยโขกศรีษะลงกับพื้น ท่าทางจริงใจยิ่ง
เด็กตัวเล็กอยากรู้อยากลองเป็นเรื่องปกติ อาจารย์เฒ่าอย่างเขาควรมีเมตตา จึงยอมรามือแต่โดยดี
“สุรานี้ ข้าหมักของข้ามาหลายปี ถ้าเจ้าอยากกินของดี ก็ไปหาวิธีหมักเอาเอง”
“ศิษย์รู้แล้ว ต่อไปศิษย์ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะ”
ใครจะรู้ว่า วันต่อมาเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบผู้นี้ ก็ยังแอบมาขโมยสุราของเขาอยู่ดี แถมยังเมามายอยู่หน้าเรือนให้ดูแล แต่พอป้อนน้ำแกงแก้เมากลับวิ่งหนีไวยิ่งกว่ากระรอกป่า
เด็กบ้าอะไรมอมเหล้าตัวเองให้เมาได้ทุกวี่วัน
“ไหนเจ้าบอกว่าไม่ขโมยสุราของข้าแล้ว” ชายชราโกรธจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนขมับ
“อาจารย์ ศิษย์ไม่ได้ขโมย ศิษย์แค่ยืมมาดื่มก่อน เดี๋ยวสุราที่ศิษย์หมักไว้ได้ที่เมื่อไหร่ศิษย์จะเอาไปคืนให้อาจารย์เจ้าค่ะ”
“เจ้า เจ้า เหตุใดถึงได้มัวเมาการร่ำสุราเช่นนี้?” เห็นปริมาณการดื่มสุราของจูลี่แล้ว ในที่สุดหม่าซือเจียวก็เริ่มเอะใจขึ้นมา
“อาจารย์ศิษย์มีร่างกายพิเศษยิ่งนัก หากไม่ได้ร่ำสุราจะเจ็บปวดปางตาย” จูลี่โกหกโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี
“ร่างกายแบบไหนถึงต้องร่ำสุรา” หม่าซืเจียวมีความรอบรู้อยู่ไม่น้อย ต่อให้ถูกพิษเช่นไรก็ไม่ใช่วิธีร่ำสุรา
“ศิษย์ก็ไม่รู้เจ้าค่ะอาจารย์ แต่มีวิธีระงับได้ โดยการฝึกฝนหากระดับพลังของศิษย์สูง ศิษย์ก็ไม่จำเป็นต้องดื่มสุราแล้ว ถ้าอาจารย์ไม่อยากให้ศิษย์ดื่มสุรา ขอแค่อาจารย์เปิดชีพจรให้ศิษย์ ศิษย์ก็จะดื่มสุราน้อยลงแล้วเจ้าค่ะ” จูลี่กล่าวอย่างจริงจัง
คำพูดมากมายความหมายคือไม่อยากโดนปล้นก็จงสอนการฝึกฝนมาเสียดี ๆ