ตอนที่ 16
ตอนที่ 16
“นี่เจ้า…เจ้า…เจ้าถึงกับกล้าขู่ข้าเลยงั้นหรือ?” หม่าซือเจียวชี้หน้านางจนนิ้วสั่นพั่บ ๆ
หม่าซือเจียวแผดเสียงลั่นห้องปรุงยาจนหางคิ้วชี้ตั้งไปคนละทิศคนละทาง แต่เมื่อสบตากลมโตใสซื่อบริสุทธิ์ ที่แฝงความกะล่อนไว้เต็มเปี่ยมของจูลี่ สลับกับนึกถึงภาพคลังสุราที่เหลือแต่ไหเหล้าเปล่า ๆ ชายชราสูดหายใจเข้าลึก ๆ ฮึดฮัดอยู่นานเพื่อระงับโทสะ
ในฐานะปรมาจารย์โอสถพิษผู้มีชื่อเสียง เขาผ่านการพบเจอผู้คนมามากมาย ทว่าเพิ่งเคยเจอเด็กเจ็ดขวบที่หน้าด้านหนาต้านทานพายุ แอบขโมยเหล้าเขาจนเกลี้ยง แล้วยังเดินมาสะบัดก้นต่อรองให้เขาแถมวิชาให้อีก
“เปล่านะเจ้าคะ แต่ศิษย์จำเป็นจริง ๆ ถ้าไม่กินเหล้าศิษย์ก็จะสกัดยาพิษให้อาจารย์ไม่ได้แล้ว” หากนางไม่มอมเมาอสูรตัวร้ายในร่างด้วยสุรา สิ่งที่จะตามมาคือแม้แต่พื้นกระเบื้องนางก็กินได้ นับประสาอะไรกับพืชพิษพวกนั้น มันจะเข้าไปอยู่ในกระเพาะน้อย ๆ ของนางก่อนที่จะมีโอกาสได้สกัดเสียอีก ดังนั้นเรื่องนี้จูลี่ไม่ได้โกหก แค่พูดไม่หมดเท่านั้น
“นี่ร่างกายเจ้าเป็นอะไร?” หม่าซือเจียวเพิ่งเคยได้ยินเรื่องราวประหลาดเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“ไม่รู้เจ้าค่ะ” เด็กน้อยโกหกตาใส หากพูดออกไป นอกจากไม่เป็นผลดีต่อใครแล้ว ยังจะนำภัยมาสู่ตนเองได้ คำสั่งบิดาคือห้ามบอกใครว่าแซ่อะไร และห้ามบอกใครว่ามีสิ่งใดอยู่ในร่าง
“ข้าไม่น่ารับเจ้าเข้ามาเลย” เพราะเห็นว่านางร่างกายต้านทานพิษได้ จึงคิดจะใช้ให้มาช่วยงาน ใครจะคิดว่าดันรับตัวล้างผลาญเข้ามาแทน
เมื่อนำคนมาแล้วยังไงก็ต้องปลุกพลังให้อยู่แล้ว เพียงแต่นอกจากต้านพิษแล้ว ร่างกายของจูลี่กลับมีความลับซ่อนอยู่ บางทีปลุกพลังแล้วอาจจะรู้ว่าเหตุใดจึงต้านพิษ และเหตุใดจึงต้องเมามายอยู่ตลอดเวลา
“ก็ได้ ในเมื่อเจ้าบอกว่าถ้าพลังบำเพ็ญสูงขึ้นแล้วจะเลิกยุ่งกับคลังสุราของข้า ข้าจะเปิดชีพจรให้เจ้าเอง” หม่าซือเจียวสะบัดแขนเสื้อพรึบพรับอย่างขัดใจ “คราวนี้ถ้าเจ้ายังกล้าแอบมาขโมยเหล้าข้าอีก ข้าจะเอาหัวขวานจามตูดเจ้าให้เข็ด”
หม่าซือเจียวสั่งให้จูลี่นั่งขัดสมาธิลงบนเสื่อกกกลางห้องปรุงยา ตัวเขานั่งซ้อนหลัง ยกฝ่ามือชราอันเปี่ยมด้วยพลังปราณหนาแน่นขึ้นทาบลงบนศรีษะของเด็กน้อย
“ตั้งจิตให้มั่น ข้าจะส่งพลังปราณเข้าไปสำรวจและทะลวงจุดอุดตันในร่างเจ้า เจ้ามีรากฐานปุถุชน เส้นลมปราณจึงเล็ก ทำให้เจ็บอยู่บ้าง ทนหน่อยก็แล้วกัน” หม่าซือเจียวเอ่ยเสียงเข้ม แฝงแววข่มขวัญเล็กน้อย
“เจ้าค่ะอาจารย์ ศิษย์จะทนเจ้าค่ะ” จูลี่รับคำหน้าตาย คิดในใจว่าคงไม่เจ็บปวดเท่าตอนที่พลังสัตว์ร้ายตีกลับเป็นแน่
หม่าซือเจียวเริ่มโคจรปราณสายอุ่นสายหนึ่ง ถ่ายเทผ่านฝ่ามือเข้าสู่ศรีษะของจูลี่ทันที ตามปกติแล้ว เด็กอายุเจ็ดขวบที่ยังเป็นเพียงปุถุชน เส้นชีพจรจะเล็กและเปราะบางมาก ใช้พลังปราณเพียงแค่เสี้ยวเดียวดั่งเส้นด้ายก็เพียงพอจะกระแทกจุดอุดตันให้เปิดออกได้อย่างง่ายดาย
ทว่า... ทันทีที่พลังปราณของหม่าซือเจียวแล่นเข้าสู่ร่างป้อม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ตาเฒ่าต้องขมวดคิ้วมุ่น
พลังปราณสายนั้นไหลผ่านผิวหนังของจูลี่เข้าไป แล้วหายวับไปในความว่างเปล่าทันที ดั่งหยดน้ำที่ตกลงสู่อภิมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต ไม่มีความร้อน ไม่มีอาการต่อต้าน และไม่มีสัญญาณของการทะลวงชีพจรใด ๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“หืม?” หม่าซือเจียวขมวดคิ้ว เขาเพิ่มพลังปราณขึ้นอีกหนึ่งส่วน ส่งพลังสายใหญ่ขึ้นเข้าไปทะลวงต่อ
หายเกรี้ยง
“เอ๊ะ?!” ตาเฒ่าเริ่มหน้าเปลี่ยนสี ขยับพลังเพิ่มเป็นสามส่วนก็หายวับ เพิ่มเป็นห้าส่วน ก็หายเงียบปานป่าช้า
จนกระทั่งหม่าซือเจียวเร่งพลังปราณขึ้นถึงเจ็ดส่วน พลังสายใหญ่มหึมาที่มากพอจะระเบิดศิษย์สายนอกขั้นสร้างรากฐานให้ปลิวได้เป็นสิบคน พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างป้อมของจูลี่อย่างบ้าคลั่ง ทว่าลานชีพจรของนางกลับนิ่งสนิท ราวกับว่าร่างกายของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบคนนี้คือหลุมดำไร้ก้น
เอิ๊ก!!!
เด็กหญิงตัวน้อยเลอออกมาทีหนึ่ง กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของสุราเก่าลอยมากระแทกหน้าหม่าซือเจียวอย่างจัง
“เจ้าดื่มไปแค่ไหนเนี้ย” เมื่อคิดถึงเหล้าที่อุตส่าห์หมักมานานหลายเดือน โทสะหม่าซือเจียวก็สูงเสียดฟ้าแล้ว
“นิดเดียวเจ้าค่ะ" จูลี่ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน เรียกว่าหน้าด้านก็ไม่ผิด
หม่าซือเจียวใบหน้าชราสลับสีไปมาไวยิ่งกว่าจิ้งจก จากแดงก่ำด้วยโทสะกลายเป็นขาวซีดราวกับกระดาษเซ่นไหว้ เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผากจนชุ่มโชก เขาพยายามควบแน่นพลังปราณเพิ่มขึ้นเป็นแปดส่วน เก้าส่วน จนแทบจะรีดเค้นพลังทั้งหมดในร่างออกมาส่งผ่านฝ่ามือ
ทว่า ผลลัพธ์ยังคงคงเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
“เป็น... เป็นไปไม่ได้...” หม่าซือเจียวครางเสียงสั่นพั่บ ๆ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ราวกระสุนหมดก๊อก ร่างกายชราเริ่มสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าดั่งคนไปวิ่งแบกกระสอบข้าวสารขึ้นเขามาสามวันสามคืน
“อาจารย์หยุดทำไมละเจ้าคะ? กำลังสบายเลย”
หม่าซือเจียวแทบจะพ่นโลหิตเก่าคำโตออกมาประดับฝาห้องปรุงยา
“ไหนใครบอกว่าเจ้ารากฐานปุถุชน ปุถุชนบ้าบออะไร มานี่ ข้าจะพาเจ้าไปตรวจรากฐานใหม่”