LNCrawler

ตอนที่ 17

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 17

ตาเฒ่าหม่าพุ่งเข้าไปรวบพุงกะทิของจูลี่ขึ้นมาหนีบไว้ข้างเอว ยายหนูตัวคว่ำหน้าขนานไปกับพื้นโลก แขนขาห้อยต่องแต่งราวดั่งตุ๊กตาผ้าขี้ริ้ว ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางลานทดสอบพรสวรรค์

จูลี่เคยมาลานทดสอบพรสวรรค์มาแล้วตอนที่สมัครเข้าสำนัก

เมื่อมาถึงหม่าซือเจียวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง จับมือน้อย ๆ ของจูลี่กระแทกแปะลงบน ศิลาก้อนยักษ์

ศิลาหินโบราณเปล่งแสงสีเทาหม่น ๆ ออกมาอย่างเชื่องช้า แสงริบหรี่ขมุกขมัวปานหิ่งห้อยขาดสารอาหาร 

หม่าซือเจียวเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน จ้องมองแสงสีเทาหม่นสลับกับใบหน้าใสซื่อของจูลี่ ท่าทางหอบแฮก ๆ เหมือนคนใกล้สิ้นใจของเขาทำเอาบรรยากาศรอบข้างหันมาให้ความสนใจอย่างไม่ต้องสงสัย

“มันเสีย ก้อนหินบ้า นี่มันเสียแน่ ๆ ” ตาเฒ่าหม่าแผดเสียงลั่นระเบิดอารมณ์ก่อนจะวางมือของตนเองลงไป

ศิลาหินโบราณเปล่งแสงสีม่วงเป็นประกายสดใสออกมา

ชัดเจนว่าเขารากฐานดารา 

“ก็ไม่ผิดนี่?” หม่าซือเจียวเกาหัว ก่อนจะจับมือจูลี่ขึ้นมาวางอีกครั้ง

ผลออกมาเช่นเดิม แสงสีเทาหม่นริบหรี่จนน่าสงสาร

ชายชราแทบจะดึงทึ้งผมตัวเองทิ้ง ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยสักนิด

“ตาเฒ่าหม่า เจ้ามางี่เง่าอะไรที่นี่” เสียงทรงพลังแฝงความรำคาญสายหนึ่งดังขัดขึ้น  

ผู้มาใหม่คือเจียงเหล่าซือ มีหน้าที่ดูแลลานทดสอบพรสวรรค์และยังเป็นผู้คุมกฎของศิษย์สายนอก

หม่าซือเจียวรีบพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้ออาจารย์เจียงทันที เขย่าพั่บ ๆ พลางชี้ไปที่จูลี่ “ตาเฒ่าเจียง เจ้าดูเจ้าเด็กนี่ ข้าจะเปิดชีพจรให้นาง แต่ร่างกายนางสูบพลังปราณเจ็ดแปดส่วนของข้าหายวับ แต่พอมาตรวจกับศิลา หินนี่กลับบอกว่านางเป็นแค่ปุถุชน เจ้าบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าหินของเจ้ามันพังใช่หรือไม่”

อาจารย์เจียงปัดมือหม่าซือเจียวออกพลางแค่นเสียง “เหอะ” ออกมาคำหนึ่ง ใบหน้าฉายแววเหยียดหยามและขบขันอย่างปิดไม่มิด

“อ่อนหัด ตาเฒ่าหม่าเอ๋ยตาเฒ่าหม่า... เจ้านี่มันอ่อนหัดขึ้นทุกวันจริง ๆ เอาแต่หลอมโอสถจนพลังถดถอยละสิไม่ว่า หรือไม่ก็โดนไอยาพิษพวกนั้นลมควันจนเส้นลมปราณเสียหายมากกว่า" 

เจียงเหล่าซือย่อมจำเด็กหญิงที่ใช้กางเกงของเขาเช็ดขี้มูกได้ นางมีรากฐานปุถุชน สามัญจนไม่รู้จะสามัญยังไงได้อีกแล้ว

“เจ้าว่าใครอ่อนหัด ถ้าเจ้าเก่งนักก็ลองดูเองเลยสิ” หม่าซือเจียวรู้สึกว่าคำพูดของอาจารย์เจียงมีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย ช่วงนี้เขาเอาแต่หลอมยาพิษและยาแก้พิษจริง ๆ เสียด้วย แต่ด้วยฐิทิอันแรงกล้า เขาจะยอมรับง่าย ๆ ได้อย่างไร

“เหอะ ถอยไป ดูข้านี่ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเองว่า ปรมาจารย์ที่แท้จริงเขาเปิดชีพจรให้เด็กปุถุชนกันอย่างไร” ผู้อาวุโสเจียงสะบัดหน้าอย่างหยิ่งผยอง เดินตรงเข้ามาหาจูลี่น้อยที่ยืนตาแป๋วอยู่

เจียงเหล่าซือเหยียดรอยยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ยกฝ่ามืออันเปี่ยมด้วยตบะบารมีสายปฐพีที่หนาแน่นดุจขุนเขาทาบลงบนศีรษะทุย ๆ ของจูลี่ “เจ้าหนู ตั้งจิตให้มั่น ข้าจะสงเคราะห์เปิดชีพจรให้เจ้าเอง ไม่ต้องไปสนใจตาแก่ใจปลาซิวแถวนี้หรอก”

พลังปราณสายยักษ์ดุจเขื่อนแตกถูกเทพรวดเข้าหัวจูลี่ทันที ผู้อาวุโสเจียงยิ้มกริ่ม กะจะทะลวงให้เสร็จในอึดใจเดียว ทว่า…. พริบตาต่อมา รอยยิ้มอันหยิ่งผยองของเขากลับแข็งค้าง

พลังปราณที่ส่งไป... หายเงียบ

ผู้อาวุโสเจียงคิ้วกระตุก รีบเร่งพลังเพิ่มเป็นห้าส่วนก็หายวับ

เพิ่มเป็นแปดส่วนก็หายเกลี้ยง

ทุกอย่างเงียบสนิทราวสุสาน

 จนกระทั่งเขาต้องเค้นพลังปราณสิบส่วนเต็ม ๆ จนหน้าเขียวหน้าเหลือง เนื้อตัวสั่นเทิ้มพั่บ ๆ ราวกับคนจับไข้หัวโกร๋น ลมปราณในร่างถูกสูบดึงออกไปอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะกลายเป็นคนสิ้นคิด

เอิ๊กกกก

ยายหนูจูลี่ปล่อยเสียงเรอเหม็นเปรี้ยวเหล้าเก่าออกมาอีกหนึ่งยกใหญ่ สวนกระแสพลังปราณขึ้นไปอย่างหน้าตาย

เจียงเหล่าซือโดนสูบพลังจนแทบแห้งเหือดถึงกับเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่าแหมะอยู่แทบเท้าเด็กหญิงเจ็ดขวบ ใบหน้าชราขาวซีดสลับเขียวครามราวกระดาษเซ่นไหว้ เหงื่อไหลไคลย้อยจนชุ่มโชก สภาพดูอนาถไม่ต่างจากหม่าซือเจียวเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

ขณะที่ศิลาปลุกพรสวรรค์ด้านข้าง ก็ยังคงส่งแสงสีเทาหม่นริบหรี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

จูลี่ก้มมองผู้อาวุโสเจียงที่นั่งหอบแฮก ๆ อยู่ที่พื้น ก่อนจะเอียงคอถามด้วยแววตาซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาขั้นสุด

“เจียงเหล่าซือท่านก็หยุดทำไมล่ะเจ้าคะ? ศิษย์กำลังสบายอยู่เลยเจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับระเบิดหัวเราะลั่นสะใจทั้งน้ำตา “ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นอย่างไรล่ะตาแก่เจียง ใครกันแน่ที่อ่อนหัด ข้าบอกเจ้าแล้วว่ามันเสีย เจ้าไม่เชื่อข้า”

หลังระเบิดเสียงหัวเราะได้เพียงสามอึดใจ ก็รับรู้ได้ถึงลมปราณสายหนึ่งที่ทรงพลัง ลึกล้ำ และหนักอึ้งดุจมหาขุนเขานับสิบลูกก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงทุ่มต่ำ เปียมด้วยพลังพร้อมกับการปรากฎตัวของชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งดูสุภาพแต่ทรงอำนาจยิ่ง

“ท่านรองเจ้าสำนัก” ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นพากันเคารพผู้มาใหม่อย่างพร้อมเพียง รวมถึงผู้เฒ่าที่เพิ่งเถียงกันสองคนนั้นด้วย

“บอกข้าทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงดูวุ่นวายนัก” หลินซางไห่เอ่ยถาม พรางมองไปรอบ ๆ ไม่เข้าใจเหตุใดจึงมาใช้ศิลาวัดพรสวรรค์เอาเวลานี้

“รองเจ้าสำนัก ท่านมาพอดี ดูนังหนูนี่หน่อยเถิดขอรับ” เจียงเหล่าซือถือโอกาสฟ้องทันที ไม่เปิดให้หม่าซือเจียวได้พูดอะไรทั้งนั้น

ในขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายกำลังพูดคุย เด็กน้อยอย่างจูลี่ก็เลียริมฝีปากทีหนึ่งก่อนจะบ่นพึมพำออกมาเบา ๆ กับสิ่งมีชีวิตลึกลับในหัว

“อิ่มหรือไม่เจ้าอ้วน ดูท่าข้าคงไม่ต้องดื่มสุราไปอีกหลายวันสิท่า”