LNCrawler

ตอนที่ 18

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 18

“อิ่มบิดาเจ้าสิ” เสียงลึกลับเถียงกลับมาทำเอาจูลี่หัวร้อนขึ้นมาเช่นกัน

“บิดาข้าตายแล้ว”

แล้วทั้งคู่ก็ส่งเสียง “เหอะ” ใส่กันแล้วแยกย้าย

แยกที่ว่าคือแยกโสตประสาทหันมาสนใจผู้มาใหม่

เจียงเหล่าซือเห็นโอกาสอันดี จึงรีบเล่าเรื่องราวของจูลี่ให้รองเจ้าสำนักฟังอย่างละเอียด

รองเจ้าสำนักหลินซางไห่ ฟังคำบอกเล่าแล้วก็ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังศิลาทดสอบ 

“หนูน้อย เจ้าลองเอามือไปวางทาบให้ข้าดูอีกทีสิ”

จูลี่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วเสียงในหัวก็มารบกวนนางอีกจนได้

“เสแสร้ง”

เด็กหญิงไม่อยากคิดมากจึงปล่อยเสียงในหัวไป ก่อนจะเดินเอามือไปวางบนศิลา แต่ก็ติดปัญหา ตัวเตี้ยเกินไปยื่นมือไม่ถึง

เดือดร้อนหม่าซือเจียวอุ้มแล้วจับมือไปวาง ก่อนหน้านี้ถูกอุ้มอยู่แล้วเลยไม่คิดว่าเจ้าแท่นบ้านี่จะสูงปานนี้

แสงสีเทาริบหรี่ หรี่จนแทบจะมองไม่เห็นแสง ก็ชัดเจนว่ารากฐานปุถุชน มองยังไงก็ปุถุชน จะเป็นอะไรได้มากกว่านี้อีก

รองเจ้าสำนักหรี่ตามองแสงที่แทบจะไม่เปร่งออกมานั้น “เหลวไหลสิ้นดี”

ก็แค่การปลุกพลังเด็กรากาฐานปุถุชนคนหนึ่ง มีหรือระดับผู้อาวุโสของสำนักสองคนจะถึงกับหมดสภาพอยู่อย่างนี้

รองเจ้าสำนักเอามือแตะหัวจูลี่ ปล่อยพลังออกไปเล็กน้อย ทว่าพลังเหมือนจมหาย ไร้ระรอกคลื่่นใด แต่รองเจ้าสำนักเป็นรองเจ้าสำนักมาได้ไม่ใช่โชคช่วย เขาถอนมือออกมา ไม่ได้ดันทุรังเหมือนตาเฒ่าสองคน

“แปลกยิ่ง”

ในตอนแรกมาหลินซางไห่รู้สึกว่าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ แต่ตอนนี้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

“นังหนู เจ้าชื่อแซ่อะไร พ่อแม่ของเจ้าเป็นใคร”

ดวงตากลมโตมองหน้าเจ้าสำนักอย่างไม่หลบเลี่ยง ก่อนจะส่ายหัวไปมา “ไม่รู้เจ้าค่ะ”

ง่าย ๆ คือเป็นเด็กกำพร้า อย่าได้ถามให้มากความ

“ทำไมหรือขอรับรองจ้าสำนัก” เจียงเหล่าซือมองคิ้วที่ขมวดมุ่นของหลินซางไห่

“การที่พลังหายไปเช่นนี้มีความเป็นไปได้หลายกรณี หนึ่งคือพรสวรรค์ของนางสูงเกินไป ต้องใช้พลังมหาศาลในการปลุกพลัง แต่ถ้าเปิดชีพจรได้เมื่อไหร่ ความก้าวหน้าของนางจะเร็วมาก”

เพียงแต่เรื่องนี้ พวกเขาหันไปมองศิลาวัดพรสวรรค์ ก่อนจะพาส่ายหัวพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ชัดเจนว่าเป็นสีเทา รากฐานปุถุชนไม่ต้องสงสัย

“ข้าคิดว่ามันเสีย” หม่าซือเจียวชี้ไปยังศิลาที่ตั้งตะงานมานานปีด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว เรื่องที่รองเจ้าสำนักคิดได้ เขาก็คิดได้เช่นกัน

“แล้วความเป็นไปได้อื่นละขอรับ” เจียงหล่าซือถาม

“หากไม่ใช่เพราะร่างกายมีความพิเศษแต่กำเนิด ร่างกายนางอาจจะเป็นร่างสถิตของบางสิ่ง”

และสิ่งนั้นต้องมีพลังมหาศาล ถึงดูดพลังปราณของพวกเขาไปอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นนี้

“แล้วแบบนี้ศิษย์จะเปิดชีพจรได้หรือไม่เจ้าคะ?” จูลี่เอ่ยขัดจังหวะขึ้น นางไม่ได้แสดงท่าทางกังวลใจที่ใครจะรู้ความลับของตนเอง

คำถามซื่อ ๆ ของจูลี่ทำให้ข้อสันนิฐานของพวกเขาเบาบางไปพอสมควร ต้องรู้ว่าร่างสถิตนั้นต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับเซียนขึ้นไป แต่จูลี่มีเพียงรากฐานปุถุชน 

ที่สำคัญจูลี่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย 

“กับอีกอย่างหนึ่งคือพรสวรรค์ของนางต่ำต้อยเกินไปจนปลุกไม่ขึ้น” รองเจ้าสำนักแทบจะฟันธงแล้วว่าข้อสันนิฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงสุด

“แต่คนที่ไร้พรสวรรค์นั้นปล่อยพลังเข้าไปยังไงก็ต้องมีปฏิกิริยาบ้างนะขอรับ” หม่าเหล่าซือว่า

“นั่นสิขอรับ”เจียงเหล่าซือพยักหน้าเห็นด้วย

“พวกเจ้าเคยไปปลุกพรสวรรค์ให้คนที่ระดับต่ำกว่าปุถุชนด้วยหรือ?” รองเจ้าสำนักตวาด

ทุกคนเงียบกริบ

ใครจะไปเสียเวลากับเด็กไร้พรสวรรค์แบบนั้นกัน

ใบหน้าของจูลี่ย่นขึ้นมาเหมือนหมาแยกเขี้ยว “ตกลงพวกท่านจะไม่ช่วยข้าหรือเจ้าคะ?”

หม่าซือเจียวนิ่วหน้า นึกถึงสิ่งที่เกิดกับจูลี่ก่อนหน้านี้ ทั้งดื่มสุราทุกวี่วัน พิษทั้งหลายไม่มีผลต่อนาง แถมสัตว์อสูรยังฟังคำสั่งของนางอย่างไร้เงื่อนไขด้วย

ดูเหมือนเขาจะมีข้อสันนิฐานอยู่ในใจแล้ว เพียงแต่ไม่ควรพูดออกไปจนกว่าจะแน่ใจ

“เจ้าพรสวรรค์ต่ำต้อย อย่าได้เสียเวลาฝึกเลย ทำงานของเจ้าไปเสียเถอะ” หม่าเหล่าซือตัดบทก่อนจะคว้าพุงกะทิมาแนบไว้กับเอว ปล่อยให้หน้าของนางขนาบไปกับพื้น ประหนึ่งกำลังแบกกระสอบข้าวสารกลับเรือน ก่อนจะหันไปโค้งคำนับให้กับรองเจ้าสำนัก 

“ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ไขความกระจ่างให้ข้าน้อย ศิษย์ผู้นี้คงหาดีไม่ได้แล้วจริง ๆ”

เจียงเหล่าซือสีหน้าไม่ยินยอม แต่ศิษย์ของผู้อื่นเขาก็ทำอะไรไม่ได้ จึงพึมพำออกมาเบา ๆ “ไร้พรสวรรค์จริง ๆ หรือ?”

รองเจ้าสำนักหลินซางไห่เอามือไพล่หลัง หรี่ตามองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย หากเป็นคนปกติรู้ว่าร่างตนเองมีบางอย่างสถิตอยู่ คงโวยวายร้องไห้ขี้มูกโปร่งไปแล้ว แต่เด็กคนนี้กลับทำหน้าราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเอง

หลังจากที่เขาบอกว่านางคือเด็กไร้พรสวรรค์ ไม่อาจฝึกตนได้ หากเป็นคนอื่นจะต้องเสียใจแค่ไหน

แต่เด็กคนนี้กลับทำหน้าเหมือนว่าขอแค่มีกินก็พอแล้ว

ชายวัยกลางคนหรี่ตา นึกถึงเรื่องที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อไม่นานนี้ ตระกูลโม่ร่วมมือกับปีศาจ ทำให้ถูกตระกูลใหญ่ทั้งหลายรวมตัวกันต่อต้าน

ตระกูลโม่พันกว่าชีวิต สูญสิ้นในชั่วข้ามคืน