ตอนที่ 19
ตอนที่ 19
ที่น่าแปลกก็คือ ทั้งที่เป็นตระกูลใหญ่ แต่ตอนที่ถูกกองทัพพันธมิตรบุกทำลาย ทรัพย์สมบัติในคลังกลับมีเพียงน้อยนิดจนน่าสมเพช
เสื้อผ้าของผู้นำตระกูลยันบ่าวรับใช้ล้วนเป็นผ้าเนื้อหยาบราคาถูก จวนที่อยู่อาศัยซอมซ่อคล้ายวัดร้างที่ไร้คนบูชา ทว่าสายเลือดของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด แต่การฝึกฝนกลับต่ำตมจนน่าเวทนา
หลังจากที่เอาพวกเขาทั้งหมดมาสอบสวน แต่ละคนก็มีสีหน้าเหมือนจูลี่เช่นนี้
ตอนที่คนตระกูลโม่ถูกจับมาทรมานรีดเค้นความลับเรื่องปีศาจ ไม่ว่าจะโดนถอดเล็บ ถลกหนัง หรือเผาทั้งเป็น ใบหน้าของพวกเขากลับนิ่งสนิท ดวงตาว่างเปล่าจ้องมองความตายตรงหน้าด้วยสีหน้าเฉยชา ราวกับว่าร่างกายที่กำลังแหลกเหลวนี้ไม่ใช่ของตนเอง เป็นแววตาแบบเดียวกับที่จูลี่น้อยใช้มองเขาตอนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะไร้พรสวรรค์ไม่มีผิด
สายตาคมกริบของรองเจ้าสำนักหลินซางไห่ยังคงทอดมองตามแผ่นหลังของหม่าซือเจียว ที่กำลังสับเท้าวิ่งแผ่นแน่บไปพร้อมกับร่างป้อมของจูลี่ที่ถูกหนีบพุงห้อยต่องแต่ง แขนขาแกว่งไกวขนานไปกับพื้นโลกราวกับตุ๊กตาผ้าขี้ริ้วขาด ๆ ตัวหนึ่ง
“หรือว่านางจะเป็นสายเลือดที่รอดชีวิตของตระกูลโม่?”
ความคิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น ต้องรู้ว่าคนตระกูลโม่แต่ละคนพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ทั้งตระกูลไม่มีใครพรสวรรค์ต่ำกว่ารากฐานเมฆาเลย แต่จูลี่มีรากฐานปุถุชน
ถ้าเป็นคนตระกูลโม่จริงก็เป็นขยะที่ตระกูลโม่เขี่ยทิ้งเท่านั้น ไม่น่าสนใจอะไรทั้งนั้น
เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้ หลินซางไห่ก็วางใจลง เขาเค้นเสียง “หึ” ออกมาอย่างเย็นชา แล้วสบัดตัวจากไปอย่างไม่ไยดี
ช่วงนี้ไม่ได้มีเพียงตระกูลโม่ที่ล่มสลาย ตระกูลใหญ่หลายตระกูลล้วนถูกกระทำเช่นนี้
แล้วเรื่องของพวกตระกูลใหญ่ หาได้เกี่ยวข้องกับสำนักเซียนของพวกเขาไม่
พอกลับมาถึงเรือนพำนัก หม่าซือเจียวก็ไม่ได้พูดอะไร “ต่อไปถ้าเจ้าอยากดื่มสุรา ก็มาเรียนวิธีหมักกับข้า แล้วเลิกยุ่งกับสุราของข้าเสียที”
แค่สองวันกวาดสุราที่เขาหมักมาครึ่งปีจนหมด ดีที่ยังมีไม่ได้ขุดขึ้นมาอยู่บ้าง ไม่งั้นเขาคงอกแตกตายแล้ว
“เจ้าค่ะ” เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ท่าทางเชื่อฟังเช่นนี้หม่าซือเจียวเคยเห็นมาแล้วเมื่อวาน รับปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่ยุ่งกับสุราของเขา วันนี้ก็กวาดไปหมดคลังแล้ว
“เจ้าพอรู้หรือไม่ว่ามีสิ่งใดอยู่ในตัวเจ้า” ไม่ว่าผู้อื่นจะคาดเดาเช่นไร แต่หม่าซือเจียวเชื่อว่าจูลี่เป็นร่างสถิตของอะไรบางอย่างแน่ ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าคืออะไรเท่านั้น
เด็กหญิงเอียงคอ ดวงตากลมโตสบตากับผู้เฒ่าหม่าตรง ๆ “ไม่รู้เจ้าค่ะ”
บิดาสั่งไว้ หากอยากมีชีวิตรอดความลับต้องเก็บไว้กับตัว
ความหน้าดื้อตาใสของจูลี่ทำเอาหม่าซือเจียวค้านจะไตร่ถามอีก ด้วยอายุเพียงเจ็ดขวบของนาง คำว่าไม่รู้นี้ไม่รู้จริง ๆ หรือแค่แกล้งทำ
“เช่นนั้นก็มาเถอะ ข้าจะสอนหมักสุรา” เขายอมแพ้เรื่องการเปิดชีพจรให้นางแล้ว
“อาจารย์ท่านไม่เปิดชีพจรให้ข้าแล้วหรือ?” คนอื่นเปลี่ยนเรื่องไปถึงไหน แต่จูลี่ยังจำได้เรื่องเดียว
“เปิดบิดาเจ้าสิ ให้ข้าเปิดอย่างไร” หนวดของหม่าซือเจียวกระตุกยิก ๆ
“ท่านเป็นอาจารย์นะ เหตุใดถามศิษย์เล่า” จูลี่ไม่ได้จงใจกวนประสาท แต่นางคิดเช่นนั้นจริง ๆ
“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ เจ้าอยากปลุกพลังก็ไปหาวิธีเอาเองเถอะ แล้วเอ้านี่ ตำราหมักสุรา ข้าไม่สอนแล้ว” ตำราเล่มเก่าถูกยัดใส่มือเด็กหญิง จากนั้นตาเฒ่าหม่าก็พาตัวเองเดินหนีออกไปดื้อ ๆ
“แค่นี้?” จูลี่ทำปากยู่เหมือนหมูหิวข้าว
“บอกแล้วว่าไปหาแกนสัตว์อสูรระดับผสานแก่นมาก็สิ้นเรื่อง” เสียงลึกลับที่ไม่เอ่ยอะไรสุดท้ายก็พูดออกมา
“แล้วจะไปหาจากไหนละ?” จูลี่พูดแล้วก็เปิดตำราวิธีหมักสุรา
การหมักสุราชาดสวรรค์ ต้องใช้ผลไม้วิญญาณเพลิง คลุกเคล้ากับน้ำผึ้งร้อยปี แช่ด้วยสมุนไพรพิษหญ้าดับจิต ฤทธิ์สุรากล้าแข็งดั่งเพลิงกัลป์ แม้แต่เทวาหยั่งรู้หากลิ้มลองยังต้องหลับใหลไปสามวันเจ็ดคืน
จูลี่นิ่งไปสามวินาที ดวงตากลมโตใสซื่อพลันประกายวับวาบขึ้นมาทันทีราวกับเจอขุมทรัพย์ ยายหนูเลียริมฝีปากแฮบ ๆ พลางทุบกำปั้นน้อยลงบนฝ่ามือดังกึก
“นี่มันสุราพิษใช่หรือไม่?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้าเป็นอสูรนะ” เสียงลึกลับตอบกลับราวกับไม่ใช่เรื่องของตนเอง
จูลี่เบะปาก พึ่งพาใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งตนเอง เด็กหญิงวิ่งไปหาหม่าซือเจียวที่ยังคงคลุกตัวอยู่ที่ห้องหลอมโอสถ
“อาจารย์ สุรานี่ใช่สุราพิษหรือไม่เจ้าคะ?” นางเปิดตำราหน้าที่ตนเองอ่านเจอส่งให้หม่าซือเจียว
“สุราพิษบ้าบออะไร สุราถ้ามีพิษแล้วใครจะหมักมากินให้ตัวเองตาย” หม่าซือเจียวเบ้ปาก ก่อนจะโยนยาเม็ดหนึ่งให้ “เจ้าลองกินดูสิว่าเป็นอย่างไร”
“นี่คืออะไรเจ้าคะ?” จูลี่รับมาอย่างงง ๆ
“โอสถเปิดชีพจรทะลายเมฆา” เป็นยาปลุกพลังสำหรับศิษย์สายใน พวกที่มีพรสวรรค์ระดับเมฆาขึ้นไป
จูลี่ไม่คิดมาก โยนเข้าปากทันควัน
“เดี๋ยว เดี๋ยวสิ” หม่าซือเจียวอ้าปากค้าง เขากำลังจะค่อย ๆ อธิบายว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากคนที่มีรากฐานปุถุชนกลืนลงไป ใครจะคิดว่านางโยนเข้าปากไม่ถามสักคำ
เด็กหญิงเคี้ยว ๆ กลืนแล้วมองตาใส
“มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่เป็นอะไรเลยหรือ?” ปกติแล้วหากกลืนโอสถที่สูงกว่าพรสวรรค์จะทำให้ปลุกพลังได้ง่าย แต่ถ้ากลืนโอสถที่ต่ำกว่าพรสวรรค์จะกลายเป็นผลร้าย ขั้นตอนปลุกพลังอาจจะเจ็บปวดเจียนตาย
“เป็นเจ้าค่ะ" เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก
“เป็นอย่างไร?” หม่าซือเจียวรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีขึ้นมา หากว่าศิลาวัดพรสวรรค์เสียจริง ๆ แล้วนางมีพรสวรรค์สูงกว่านั้นนับว่าเป็นเขาที่ทำอัจฉริยะคนหนึ่งเสียหายแล้ว
“ขมเจ้าค่ะ อาจารย์ปรุงยาทั้งทีไม่ทำให้รสชาติดี ๆ กว่านี้หน่อยหรือเจ้าคะ?” เด็กหญิงแยกเขี้ยวเหมือนคนกลืนของเปรี้ยว
หม่าซือเจียวหมดอาลัยตายยากทันที เขาจะหวังได้คำตอบดี ๆ จากเด็กคนนี้คงยาก “ไป ๆ ไปทางไหนก็ไป”
พอไล่คนเสร็จหม่าซือเจียวก็หันไปเปิดตำรา เหมือนต้องการค้นคว้าหาข้อมูลอะไรสักอย่าง
“อาจารย์ ศิษย์อยากได้ยาพิษ” จูลี่ยังไม่ไปไหน อาศัยความเตี้ยใช้มือดึงกางเกงตรงตูดของชายชราเอาไว้
“เจ้าจะเอาไปทำอะไร?” จู่ ๆ ก็มาขอพิษ คงไม่คิดจะวางยาฆ่าเขาแล้วไปหาอาจารย์คนใหม่ใช่ไหม?
“ศิษย์จะเอาไปวางยาสัตว์อสูรเจ้าค่ะ ศิษย์ไม่มีตบะจะล่ามันต้องอาศัยยาพิษ”
“ล่าสัตว์อสูรโดยใช้ยาพิษหรือ?” หม่าซือเจียวคิดถึงตอนที่จูลี่ล่าหมู่เขี้ยวน้ำเงินแล้วก็ขมวดคิ้ว ตอนนั้นหมูเขี้ยวน้ำเงินเชื่อฟังจูลี่ ที่แท้นางใช้พิษ ตอนนี้ดูท่าพิษพวกนั้นคงหมดแล้ว
“เจ้าอยากได้ยาพิษแบบไหน?” ถ้าเอายาพิษระดับสูงของเขาไปล่าหมูเขี้ยวน้ำเงิน เขาไม่มีทางยอมแน่ เสียของโดยแท้
“ศิษย์อยากได้ที่ทำให้อสูรระดับผสานแก่นตายในทีเดียวเจ้าค่ะ”
“เจ้าคิดจะล่าอสูรผสานแก่นเลยหรือ?” หม่าซือเจียวอดทึ่งไม่ได้ เจ้าเด็กนี่คิดการใหญ่ใช่เล่น “เหอะ ไร้สาระ ก่อนจะได้วางยาสัตว์พวกนั้นคงกระทืบเจ้าจมฝ่าเท้าก่อนเป็นแน่”