LNCrawler

ตอนที่ 21

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 21

ศิษย์ผู้ดูแลโถงภารกิจแทบจะร้องไห้โฮขณะใช้อาวุธอาคมกวาดนับจำนวนซากหมูเขี้ยวน้ำเงินอย่างยากลำบาก 

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงจนคางแทบกระแทกพื้นของเหล่าศิษย์สายนอกและศิษย์รับใช้ที่มาร่วมมุงดู ยายหนูเจ็ดขวบผู้ไร้ปราณคนนี้ไปขนหมูเขี้ยวน้ำเงินมาจากไหนตั้งมากมายขนาดนี้!

“หมูเขี้ยวน้ำเงินสภาพสมบูรณ์ยี่สิบแปดตัว...” ศิษย์ผู้ดูแลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือสั่นเทิ้มขณะโอนแต้มลงในป้ายไม้ประจำตัวของจูลี่ 

“หมูหนึ่งตัวรวมเขี้ยว เลือด และเนื้อ ได้แปดสิบห้าแต้ม ยอดรวมทั้งหมดคือ สองพันสามร้อยแปดสิบแต้มสะสม”

เมื่อได้แต้มก้อนโตมาครอง ยายหนูจูลี่ก็ไม่รอช้า นางรีบสะบัดก้นอ้วนกลมวิ่งกลับไปหาฝูงหมูเขี้ยวน้ำเงินตัวเดิมทันควัน 

แผนการปั๊มแต้มแสนแรกลอยเด่นอยู่ตรงหน้า มีหรือดาวไถอย่างนางจะปล่อยให้เวลาสูญเปล่า 

ยายหนูใช้มุขเดิมคือนั่งกินนอนกิน ปล่อยให้หมูจ่าฝูงรับเคราะห์วิ่งไล่ขวิดพวกเดียวกันมาให้อีกเกือบสามสิบตัว ก่อนจะขนซากยัดใส่ถุงเก็บของกลับมาที่โถงภารกิจอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

พอวางถุงเก็บของลงบนโต๊ะดังกึก ศิษย์ผู้ดูแลคนเดิมกลับทำหน้าเหมือนกระเดือกยาขม ไม่ใช่เพราความลำบากในการจัดเก็บ แต่เพราะการล่าหมูเขี้ยวน้ำเงินจำนวนมากในเวลาไม่กี่ชั่วยาม

พวกเขาล้วนเป็นศิษย์สายนอก ยังทำได้ไม่เท่านางเลย

สุดท้ายจูลี่่ก็ยังได้หอบแต้มกลับเรือนเหนาะ ๆ สองพันสามร้อยแปดสิบแต้มสะสม

จนโถงภารกิจแทบจะเปลี่ยนชื่อเป็นตลาดสดค้าหมูแห่งสำนักชิงเฟิง แต้มในป้ายหยกพุ่งกระฉูดจนศิษย์สายในยังต้องอิจฉาตาร้อน

ทว่า…เรื่องดี ๆ ไหนเลยจะมีตลอดไป

ในรอบที่สี่ จูลี่เห็นศิษย์พี่ผู้ดูแลทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ 

“ศิษย์น้องจู ครั้งนี้ข้าให้แต้มเจ้าได้แค่ครึ่งเดียวนะ”

“ทำไมล่ะเจ้าคะ” จูลี่หน้ายู่เหมือนหมูหิว 

“มันเยอะเกินไป” ศิษย์พี่สายนอกผู้นั้นตอบสั้น ๆ ปกติแล้วมีกลุ่มศิษย์สายนอกที่ล่าหมูส่งให้สำนักเป็นประจำอยู่แล้ว 

ดังนั้นหมูเขี้ยวน้ำเงินไม่ใช่ของขาดแคลน แต่การที่จูลี่ล่ามาทีละเกือบสามสิบตัวติด ๆ กันเช่นนี้ คาดว่าสักพักคงไม่มีที่เก็บแล้ว

หมูเขี้ยวน้ำเงินยี่สิบแปดตัวนั้นจูลี่ก็ไม่ได้ส่งมอบ ได้แต้มครึ่งเดียวนางเอามาจับย่างกินให้สบายท้องดีกว่า

ทางรวยสายหมูถูกสั่งปิด จูลี่เดินคอตกพกพุงกลับเรือนพำนัก แล้วก็พบว่าสุราในไหใกล้หมดเต็มที

กับแกล้มมีเยอะแล้ว แต่จะขาดสุราไปไม่ได้

เป้าหมายแรกของนางคือ คลังสุราลับใต้ต้นท้อและต้นบ๊อยของตาเฒ่าหม่า

“เจ้าอ้วน แงะค่ายกลนี้ให้ข้าที” จูลี่ส่งกระแสจิตสั่ง

“ใครอ้วน บิดาเจ้าสิอ้วน ทั้งบ้านเจ้านั่นละอ้วน” เสียงลึกลับตวาดด้วยความหงุดหงิด

“ก็บอกว่าบิดาข้าตายหมดแล้ว ทั้งบ้านข้าก็ตายหมดแล้ว เอาอะไรมาอ้วน” เด็กหญิงก็ไม่น้อยหน้า ตวาดมาตวาดกลับไม่โกง

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เงียบกริบ สงครามเย็นเกิดขึ้น ทว่าหลายอึดใจต่อมา

“พลังของข้าไม่พอ รอบนี้ตาเฒ่าวางค่ายกลไว้แน่นหนายิ่ง”

“กินไปตั้งเยอะ พลังยังจะไม่พออีก” จูลี่ทำหน้ายุ่งเหมือนยุงตีกัน

“ใครใช้ให้เจ้าไร้ตบะบำเพ็ญเล่า” 

“ก็เพราะใครละ ที่ดูดกลืนพลังข้าอยู่ทุกวัน” 

สงครามน้ำลายก็ดำเนินต่อไปแบบนี้ ในขณะเดียวกันเท้าของจูลี่ก็ตรงไปยังคลังสุราของศิษย์รับใช้

ทว่าพอไปถึงจูลี่ก็ต้องอ้าปากค้าง สภาพตอนที่อสูรเกาะศิลาพังไว้วันนั้นเป็นยังไง สภาพวันนี้ก็ไม่ต่างกันเลย

“ที่นี่ไม่มีสุราทำยังไงดี?” จูลี่ถามไปอย่างนั้น แต่ขากลับเดินไปทางเขาฉีฝานแล้ว

เด็กหญิงตั้งใจจะอาศัยความตับเล็ก ไม่สะดุดตา ค่อย ๆ หลบเลี่ยงผู้คนไปยังคลังสุรา 

ทว่าเรื่องที่จูลี่เป็นผู้มีพรสวรรค์รากฐานปุถุชน แต่ปลุกพลังไม่ได้มีคนเห็นเป็นจำนวนมาก ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาถึงลานด้านหน้าของยอดเขาฉี่ฝาน 

“อ้าว ศิษย์น้อง วันนี้จะมาวัดพรสวรรค์อีกหรือ?”

“ศิษย์น้องจู ไม่ต้องกังวลไป อาจจะเพราะเจ้าอายุไม่ถึง” 

“บางครั้งคนธรรมดา ก็ไม่ได้มาง่าย ๆ นะ” 

มีทั้งเสียงปลอบใจ มีทั้งเสียงเหยียดหยาม จูลี่แทบจะวิ่งหนีออกจากที่ตรงนั้น ทว่า…

“อ้าวจูลี่” เป็นโจวหมิงที่เดินผ่านมาเรียกนางเอาไว้

“ศิษย์พี่โจว” จูลี่ทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว นางไม่เหลือสุราจะกินแล้ว หากยังหาไม่ได้อีก สิ่งที่พยายามสะกดไว้อาจจะหลุดจากการควบคุม

“เจ้ามาทำอะไรที่ นี่” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอ่อนโยน 

“ท่านมีสุราหรือไม่เจ้าคะ?” เด็กหญิงก็ไม่คิดจะอ้อมค้อมแต่อย่างใด

“อ้อ มีสิ เจ้าตามข้ามา” โจวหมิงพาจูลี่มาที่เรือนพำนักของตนเอง เขามีสุราเก็บไว้นิดหน่อย แล้วก็รู้ว่าจูลี่ดื่มสุราเป็นอาจิณ จึงไม่ได้ชักถามอะไรมาก

“นี่คือที่พักของท่านหรือเจ้าคะ?” จูลี่อดแปลกใจไม่ได้ ถ้าเทียบกับหุบเขาโอสถ ที่นี่มีพลังปราณหนาแน่นกว่ามาก

“ใช่ เอ้านี่ สุราของเจ้า แต่จริง ๆ นะ ที่โถงโอสถก็มีสุราให้แลกมิใช่หรือ?”

“มีด้วยหรือเจ้าคะ?” ได้สุรามาจูลี่ก็ยกขึ้นดื่ม ราวกับคนหิวน้ำ ก่อนจะเอาหมูเขี้ยวน้ำเงินออกมาตัวหนึ่ง “ย่างกินกันเถอะเจ้าค่ะ”

โจวหมิงไม่ได้ปฏิเสธ เขาจัดแจงชำแหละเนื้อทันควัน ระหว่างนั้นก็พูดคุยกับจูลี่ไปด้วย “จริง ๆ แต้มสามารถแลกได้ทั้งสุราธรรมดา ไปถึงสุราชั้นดีเลยนะ ขอแค่มีแต้มเท่านั้นละ”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปจับตะขาบให้มากหน่อย” จูลี่แทบจะนับตีนนับเท้าแต้มของตัวเองแล้ว ว่าแลกได้กี่ไห

“เหมือนว่าภารกิจจับตะขาบเงาโลหิตจะปิดรับแล้วนะ ต่อไปถ้าเจ้าจับมาส่งอาจจะได้แต้มน้อยลง หรืออาจจะไม่รับเลยก็เป็นได้”  โจวหมิงอธิบายอย่างใจเย็น 

ไม่ช้าหมูย่างก็ส่งกลิ่นหอม จูลี่ก็หยิบเข้าปากเป็นระยะ แบ่งให้โจวหมิงบ้าง แต่โจวหมิงกินไม่กี่ชิ้นก็อิ่ม ทว่าพอเห็นจูลี่กินเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะพอก็เริ่มขมวดคิ้ว

“ศิษย์น้อง เจ้ากินแบบนี้จะไม่ท้องแตกตายก่อนใช่ไหม?” หมูเขี้ยวน้ำเงินตัวเท่าหมี กินไปครึ่งตัวแล้วยังไม่หยุดกินอีก

“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะศิษย์พี่โจว ข้ากินได้เรื่อย ๆ” เรื่องปริมาณการกินจูลี่ไม่คิดปิดบังใคร ไม่ใช่มีแค่นางที่กินเยอะเสียหน่อย พวกบำเพ็ญตบะสายร่างกายก็กินเยอะเหมือนกัน

พอหมูหมดจูลี่ก็ตบท้อง ปุ ปุ ท้องฟ้าก็มืดแล้วพอดี ร่ำสุราก็กำลังได้ที่

“ศิษย์พี่ คืนนี้ขอค้างที่นี่นะเจ้าคะ” จูลี่พูดเสียงอ้อแอ้ แต่ยังไม่ทันฟังคำตอบของโจวหมิงก็หลับกลางอากาศไปแล้ว

ชายหนุ่มทำอะไรไม่ได้ เด็กก็หลับไปแล้วจึงได้อุ้มนางไปวางไว้บนเตียงของตนเอง

ในขณะที่จูลี่กำลังนอนหลับฝันหวานอีกด้านหนึ่งหม่าซือเจียวเห็นมืดค่ำแล้วจูลี่ยังไม่กลับมาก็ร้อนใจเตรียมตัวออกตามหา โชคดีที่โจวหมิงส่งกระเรียงสื่อสารมาแจ้งว่าจูลี่หลับไปแล้ว หลับที่เรือนของโจวหมิงเอง

เขาจึงได้ต้องออกไปรับนางกลับมา พอมาถึงโจวหมิงก็พามาเห็นเด็กหญิงนอนหลับน้ำลายยืด ซ้ำไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

“หึ เจ้าเด็กนี่ ตัวแค่นี้ริอาจนอนค้างอ้างแรมบ้านผู้ชายแล้ว”

โจวหมิงกรอกตามองบนเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร คิดในใจแค่ว่าถึงเขาจะเป็นผู้ชาย แต่ไม่ได้ใจง่ายกับเด็กเจ็ดขวบแน่นอน

เพียงแต่เมื่อหม่าซือเจียวเข้าไปอุ้มจูลี่ กลับยกนางไม่ขึ้น 

“เจ้าเด็กนี่ ทำไมหนักขนาดนี้?”