ตอนที่ 22
ตอนที่ 22
หม่าซือเจียวออกแรงดึงจูลี่ขึ้นมา แต่เด็กหญิงกลับนิ่งสนิทดุจยึดหมุดเหล็กกล้าลงดิน ชายชราขมวดคิ้วฮึดสู้
โคจรลมปราณเพิ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งใช้พลังถึงสามส่วน หมายจะยกเด็กหญิงเจ็ดขวบขึ้นมาหนีบสีข้างเหมือนทุกที แต่ยกยังไงก็ยกไม่ขึ้น
“เกิด... เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกละเนี้ย ก่อนหน้านี้ก็ดูดกลืนปานไปหมด ตอนนี้ยังตัวหนักกว่าอสูรพันชั่งอีก” หม่าซือเจียวทึ้งหัวตัวเองจนผมเพ้ากระเซิง
โจวหมิงที่ยืนดูอยู่ข้างเตียงถึงกับอ้าปากค้างจนคางแทบกระแทกพื้น
“อาจารย์หม่า ศิษย์น้องจูตัวแค่นี้ ไยท่านถึงยกไม่ขึ้นเล่าขอรับ?” เมื่อกี้เห็นชัดว่าเขาก็อุ้มนางได้เป็นปกติ
“เจ้าอยากรู้ก็มาลองเองสิ!” ชายชราตวาดแหวลั่นห้องด้วยความโมโห ไม่โมโหได้อย่างไร เด็กตัวเท่าลูกหมา แต่เขากลับอุ้มไม่ขึ้น
โจวหมิงลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เดินเข้าไปลองช้อนตัวจูลี่ดูบ้าง ทว่าเพียงแค่ขยับแขนสับแรงดึง พลังกดทับมหาศาลก็กดลงมาจนหัวเข่าของศิษย์พี่สายนอกแทบทรุดฮวบลงกับพื้น ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดราวกระดาษไหว้เจ้า รีบปล่อยมือทันควัน
“ไม่ได้ขอรับ”
“เห็นหรือไม่เล่า” หม่าซือเจียวแสยะยิ้มกรอกตาไปมาทีหนึ่ง
สุดท้ายหม่าซือเจียวก็ยอมแพ้ให้กับความหนักระนาบโลกของศิษย์คนเดียวของตน “เออ อยากนอนตรงนี้ก็นอนไปเลยเจ้าเด็กผี ข้าไม่อุ้มแล้ว ส่วนเจ้า... เจ้าหนุ่ม คืนนี้เจ้าโดนยึดเตียงแล้ว ตามข้าไปนอนเฝ้าเตายาที่หุบเขาโอสถแทนก็แล้วกัน”
หม่าซือเจียวลืมคิดไปว่าศิษย์สาวตัวน้อยของเขานั้นเพิ่งเจ็ดขวบ เจ็ดขวบคงไม่มีผู้ชายคนไหนคิดจะล่วงเกิน หากไม่ใช่พวกจิตไม่สมประกอบ
“ขอรับ” โจวหมิงรับคำอย่างง่ายดาย ว่าแล้วก็ล็อกเรือน
ตาเฒ่าหม่าที่กำลังหงุดหงิดจัดเห็นว่าจูลี่ปลอดภัยแน่แล้ว ก็หันไปคว้าคอเสื้อโจวหมิงแทน ลากศิษย์พี่สายนอกผู้โชคร้ายปลิวติดมือหายลับขึ้นเขาไปเฝ้าหม้อยาทั้งคืน ทิ้งยายหนูจูลี่ให้นอนอืดก้นโด่งน้ำลายยืดอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวหมิงที่ถูกตาเฒ่าหม่าโขกสับใช้งานจับกรองพิษสกัดยาทั้งคืนจนขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า
ถ้าไม่เพราะจูลี่เคยให้แต้มเขามากสามพัน ตอนนี้เขาคงมองจูลี่เป็นตัวหายนะไปแล้ว
ชายหนุ่มเดินลากขาไร้เรี่ยวแรงตรงกลับมายังเรือนพำนักของตนเองด้วยความง่วงงุน
ทว่าทันทีที่ผลักประตูเข้าไป โจวหมิงก็ต้องสะดุ้งโหยงจนสติแตกกระเจิง ความง่วงปลิวหายไปในพริบตา!
ร่างป้อมของจูลี่บัดนี้ลอยเด่นเหนือเตียงนอนเล็กน้อย รอบตัวนางมีกระแสพลังงานสีดำทะมึนหมุนวนคลั่งคล้ายพายุหมุนขนาดย่อม กลิ่นอายโบราณอันกดดันลึกล้ำและเปี่ยมด้วยรังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว อุณหภูมิลดฮวบจนหนาวเหน็บ
“จูลี่ ศิษย์น้องจู เจ้าเป็นอะไรไป” โจวหมิงร้องลั่น ยามนี้จูลี่ดูเหมือนกำลังติดอยู่ในคอขวดของการปลุกพลังทะลวงชีพจร อย่างบ้าคลั่งด้วยตนเองโดยไร้การควบคุม
ปัญหาคือนางยังหลับอยู่ แล้วปลุกพลังได้อย่างไร
ชายหนุ่มขวัญหนีดีฝ่อ กลับหลังหันแล้ววิ่งหน้าตั้งโกยแนบกลับไปตามหม่าซือเจียวทันที “อาจารย์หม่า อาจารย์หม่าช่วยด้วยขอรับ จูลี่แย่แล้ว”
หม่าซือเจียวที่กำลังนั่งจิบชาผงะลุกขึ้นจนถ้วยชาแทบคว่ำเมื่อเห็นท่าทางลนลานของโจวหมิง “โวยวายอะไรของเจ้า ยัยเด็กนรกนั่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก”
“เหมือนว่านางกำลังทะลวงชีพจรขอรับ” โจวหมิงกล่าวอย่างเร่งร้อน
“ทะลวงก็ทะลวงไปสิ…..” คำพูดเพิ่งจบประโยคหม่าซือเจียวก็เงียบไป
โจวหมิงตกตะลึง ไม่คิดว่าหม่าเหล่าซือจะไร้เยื้อใยกันถึงปานนี้ แต่แล้วเสียงของชายชราก็สูงปริ๊ดขึ้นทันใด
“ห๊า??? เจ้าว่าอะไรนะ นังหนูนั่นปลุกพลัง?”
หม่าซือเจียวหน้าเปลี่ยนสีทันควัน ทั้งคู่รีบพุ่งทะยานร่างใช้วิชาตัวเบาขั้นสูง มุ่งตรงมายังเรือนพำนักของโจวหมิงด้วยความเร็วสูง
ทว่าเขายังเพิ่งมาถึงลานวัดพรสวรรค์ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เปรี้ยงงงงงงงง!!!
สายฟ้าอัสนีบาตเส้นมหึมาสีม่วงคราม ผ่าเปรี้ยงลงมาจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆฝนอย่างรุนแรง พุ่งตรงเข้ากระแทกใจกลางหลังคาเรือนพำนักของโจวหมิงจนไม้เนื้อแข็งหักสะบั้น
เสียงระเบิดดังกังวานสะท้านเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขาฉี่ฝาน ฝุ่นควันตลบอบอวลพร้อมแร่รังสีสายฟ้าประทุเปรี๊ยะปร๊าด ทำเอาหม่าซือเจียวและโจวหมิงที่หน้าซีดเผือด
พวกเขาวิ่งมาด้วยความเร็วที่เชื่อว่าเร็วที่สุดในชีวิตนี้แล้ว แต่ก็ยังช้ากว่าความไวของแสงอัสนีบาต เรือนพำนักของโจวหมิงบัดนี้เหลือเพียงเศษซากไม้หักพังยับเยิน
ทว่าท่ามกลางซากปรักหักพังที่กำลังไฟลุกพรึบพรับ ดันมีก้อนกลม ๆ ดำเป็ดตอตะโกก้อนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้องนอนเดิม
“จูลี่”
โจวหมิงร้องลั่นเสียงหลงพุ่งพรวดเข้าไปขุดเศษไม้ทิ้งอย่างไม่คิดชีวิต หม่าซือเจียวเองก็หน้าถอดสี รีบวิ่งเข้าไปช่วยโกยขี้เถ้าก้อนดำ ๆ นั้นขึ้นมานอนหงายท้องอยู่บนพื้นดิน
“นังหนู เจ้ายังอยู่ไหม อย่าเพิ่งตายนะ” หม่าซือเจียวตะคอกลั่น ลนลานจนหนวดเคราแทบจะสลับทิศ
“จูลี่ ศิษย์น้อง ฟื้นสิ ฟื้นสิ” โจวหมิงเขย่าพั่บ ๆ ๆ จนร่างดำ ๆ นั้นโยกเยกเหมือนตุ๊กตาล้มลุก
หลังจากโดนเขย่าจนไส้แทบทะลัก คราบสีดำที่เกาะอยู่บนใบหน้าอ้วนกลมก็ค่อย ๆ กะเทาะร่วงกราวออกเป็นเสี่ยง ๆ ดวงตากลมโตคู่เดิมค่อย ๆ ปรือขึ้นมาทีละข้างอย่างเชื่องช้า
แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความง่วงงุน เด็กหญิงอ้าปากหาวไปทีหนึ่ง พ่นเอาควันสีดำออกมา
“ปลุกทำไมเจ้าคะ เพิ่งเช้าเอง” เด็กหญิงส่งเสียงเสียงอ้อแอ้แทบไม่เป็นคำ
ทว่าเพียงคู่เดียวนางก็มอบไปรอบ ๆ คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วก็ขมวดแน่นเข้าไปอีก “ศิษย์พี่ ท่านเอาผงถ่านมาโรยในบ้านทำไมเจ้าคะ?”
หม่าซือเจียวหนวดสั่นระริก ตอนนี้อยากจะได้ไม้เรียวหวดก้นเด็กสักที