ตอนที่ 29
ตอนที่ 29
แต้มกว่าหนึ่งหมื่นแปดพันถูกโอนเข้าป้ายคะแนนของจูลี่จนตัวเลขพุ่งพรวด
ตามมาด้วยซากแรดกองสูงเป็นภูเขา คนให้ภารกิจก็รับแค่กระดูกและนอ ส่วนเนื้อนอกจากสัตว์อสูรประเภทพฆัคก็ไม่มีใครสนใจจะกิน
ยังดีที่หนังพอเอาไปทำรองเท้าได้บ้าง
พอได้แต้มแล้วจูลี่ก็ก็ไม่ลังเลที่จะแลกแหวนทันที มีแหวนเก็บของระดับล่างห้าพันแต้ม แหวนเก็บของระดับกลางใช้ห้าหมื่นแต้ม ส่วนแหวนเก็บของระดับสูงราคาหนึ่งแสนขึ้นไป
เห็นชัดว่าราคาต่างกันมาก จูลี่เลือกแหวนเก็บของระดับล่างเหมือนโจวหมิงมาสามวง
ส่วนแต้มที่เหลืออีกห้าพันจูลี่ให้โจวหมิงทั้งหมด
“ศิษย์พี่ ท่านอยากได้โอสถชำระไขกระดูกมิใช่หรือ?”
“อ่า” โจวหมิงรู้สึกเหมือนเกรงไปทั้งตัว ต้องรู้ก่อนว่าหากเขายังทำหน้าที่เฝ้าประตู เดือนหนึ่งเขาจะรับแต้มไม่ถึงเก้าพันดี
ตั้งแต่มาช่วยจูลี่ส่งมอบภารกิจ เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำเขาได้รับมาแปดพันแต้มแล้ว
พอโจวหมิงแลกแต้มเสร็จทั้งคู่ก็เตรียมตัวจะกลับเรือนพำนัก เพราะหม่าซือเจียวเรียกจูลี่เข้าไปพบด้วย ทว่า….
“ได้ข่าวหรือยัง ตระกูลซูแห่งเมืองชายแดนถูกฆ่าล้างตระกูลแล้วนะ”
“ได้ยินมาว่าทางการประกาศว่าพวกเขาแอบทำพิธีอัญเชิญปีศาจจากแดนใต้ จึงต้องถูกกวาดล้างเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ช่างน่ากลัวจริง ๆ”
“ตระกูลซูเป็นตระกูลพ่อค้าโอสถที่รุ่งเรืองที่สุด จะไปเสี่ยงอัญเชิญปีศาจทำไมกัน ข้าว่าต้องมีเงื่อนงำแน่ ๆ”
จูลี่ที่เดินผ่านได้ยินเข้าก็หยุดชะงัก นางหันไปมองโจวหมิงที่ยืนทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างหลัง “ศิษย์พี่รู้จักตระกูลซูหรือไม่เจ้าคะ?”
โจวหมิงรีบดึงแขนเด็กหญิงให้ก้าวเดินต่อทันทีโดยไม่หันกลับไปมอง “อย่าพูดเรื่องนี้ในโถงภารกิจจูลี่ ข่าวลือเรื่องอัญเชิญปีศาจเป็นข้อหาที่รุนแรงที่สุด หากเจ้าไปตั้งคำถามอาจจะโดนเพ่งเล็งไปด้วย”
เด็กหญิงขมวดคิ้วแน่น แววตาปรือที่ปกติจะง่วงงุนพลันฉายแวววาวโรจน์แปลก ๆ ก่อนจะยกสุราขึ้นมาดื่ม แล้วก็เดินเซซ้ายเซขวาดังเช่นทุกที
ก่อนจะเอาแหวนทั้งสามวงมาใส่นิ้วกลางข้างซ้าย แล้วพากันตรงไปยังเรือนพำนักที่หุบเขาโอสถ
“ศิษย์พี่โจว” จูลี่เอ่ยถามเสียงเรียบ ท่ามกลางบรรยากาศอื้ออึงของโถงภารกิจค่อย ๆ จางหายไป “ตระกูลซูค้าขายโอสถและของวิเศษมาหลายชั่วอายุคน มีเส้นสายกับสำนักเราตั้งมากมาย แล้วเหตุใดจู่ ๆ ถึงถูกกวาดล้างได้ง่ายดายปานนั้นเจ้าคะ”
โจวหมิงรีบคว้าแขนศิษย์น้อง เขาเหลียวมองซ้ายขวาก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เรื่องปีศาจมันก็แค่ข้ออ้างที่ใช้หลอกชาวบ้านให้หายหวาดกลัวเท่านั้นแหละ” โจวหมิงกลืนน้ำลายลงคอ
“ทำไมศิษย์พี่ถึงเชื่อแบบนั้นเจ้าคะ?” จูลี่เอียงคอเล็กน้อย
“ตระกูลดี ๆ ตระกูลหนึ่ง รุ่งเรืองมาหลายอายุคน เหตุใดต้องไปอัญเชิญปีศาจอย่างโจ่งแจ้งจนโดนจับได้เช่นนั้นละ” ถ้าทำควรแอบทำอย่างลับ ๆ
และถ้าอัญเชิญปีศาจขึ้นมาจริง ไม่เห็นได้ข่าวว่าจับปีศาจได้สักตัว
เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก แล้วไม่ได้พูดอะไรจริงจังอีก
เมื่อมาถึงโมเจียก็มารออยู่ก่อนแล้ว นางเอาเสื้อที่เย็บเองกับมือมาให้จูลี่ พร้อมกับถุงเก็บของที่เต็มไปด้วยหมูย่างอีกสามใบ
จูลี่รับถุงเก็บของสองใบใส่แหวนวงใหม่ที่เพิ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ ก่อนจะส่งถุงเก็บของที่เต็มไปด้วยหมูเขี้ยวน้ำเงินย่างแล้วเจ็ดตัวไปให้โมเจีย
“อันนี้ของศิษย์พี่เจ้าคะ” จูลี่ยิ้มหวาน
โจวหมิงรู้สึกว่าโมเจียทำงานหนักกว่าเขามาก ผลประโยชน์ที่ได้ก็ยังน้อยกว่าเขาพอสมควร
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เจ้าให้ถุงเก็บของข้ามาอันหนึ่งแล้ว” หญิงสาวปฏิเสธอย่างแข็งขัน
“รับเถิดศิษย์พี่ ข้ามีที่เก็บของใหม่แล้ว” จูลี่ยกนิ้วกลางข้างซ้ายที่มีแหวนเรียงกันอยู่สามวงมาให้โมเจียดู
โมเจียรู้สึกแปลก แต่ก็ไม่รู้ว่ามันแปลกตรงไหนกับการชูนิ้วกลางนี้
อีกด้านหนึ่ง เจ้าสำนักเพิ่งกลับมาจากเรื่องของตระกูลซู เดิมทีตั้งใจจะไปยื่นหลักฐานหวังให้ตระกุลซูรอดพ้นภัยพิบัตินี้ แต่กลุ่มขุนนางพวกนั้นลงมือเร็วเกินไป เมื่อไปถึงตระกูลซูก็กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว
“หม่าเหล่าซือต้องการเข้าพบเจ้าสำนักขอรับ” ศิษย์รับใช้คนสนิทของเจ้าสำนักเข้ามารายงาน
“เข้ามาเถอะ มีอะไรหรือ?”
พอหม่าซือเจียวเห็นหน้าที่ยังหนุ่มยังแน่นก็ทำท่าราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง
“เสี่ยวจี้ เจ้าต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะ”
“ใจเย็น ๆ ก่อนผู้เฒ่าหม่า เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
“ศิษย์ข้า ศิษย์ข้า นางมีพรสวรรค์รากฐานเทพบรรพกาล” หม่าซือเจียวขยับเข้าไปใกล้ แถมจงใจลดเสียงลงราวกับกลัวใครจะมาได้ยิน
“อะไรนะ” เฟิงอู๋จี้รู้สึกว่าตนเองอาจจะหูฟาดไปบ้าง
"นางเป็นเด็กที่... คาดเดาไม่ได้เลยจริง ๆ ท่านเจ้าสำนัก" หม่าซือเจียวเอ่ยเสียงเครือ ก่อนจะเล่าประสบการณ์ชวนเรียกให้อาจารย์อย่างเขาไปโดนถอนงอกจริง ๆ"
“เลื่อนระดับทั้งที่หลับ แถมเรียกทัณฑ์สวรรค์มาด้วย?”
“พวกเราควรทำอย่างไรกับนางดี?” ที่หม่าซือเจียวนำมาปรึกษากับเจ้าสำนักเพราะไม่อยากรับผิดชอบตัวตนระดับนี้
หากเกิดเหตุผิดพลาดอะไรก็ยังมีเจ้าสำนักคอยหนุนหลัง
“เรื่องนี้ท่านห้ามบอกใครเด็ดขาด ช่วงนี้ฝากท่านดูแลนางไปก่อน”
หม่าซือเจียวโค้งตัวคำนับเล็กน้อย ก่อนจะเดินเหมือนลอยกลับไป