ตอนที่ 30
ตอนที่ 30
“เดี๋ยวก่อนผู้เฒ่าหม่า” เฟิงอู๋จี้เดินตามออกมา ก่อนจะยัดของบางอย่างใส่มือของหม่าซือเจียว
ชายชรามองยาชำระไขกระดูกระดับเซียน กับตำราลับของสำนักแล้วถึงกับเบิกตากว้าง
“เก็บเรื่องนี้ให้เป็นความลับมากที่สุด แต่อย่าให้ทรัพยากรกับนางมากจนเกินไป หากนางเติบโตเร็วเกินไปจะกลายเป็นที่สงสัย” แล้วตอนนั้นไม่ใช่แค่จูลี่ที่เป็นอันตราย สำนักเองก็จะถูกหมายหัวด้วยเช่นกัน
หลังจากหม่าซือเจียวจากไป เฟิงอู๋จี้ก็ไม่ได้พัก แต่หุนหันออกจากสำนักไปอีกครั้ง
ทางด้านหม่าซือเจียว เมื่อมาถึงเรือนพำนักก็เรียกจูลี่มาพบ แล้วก็ต้องผงะ
“ฟันหน้าของเจ้าหายไปไหน?”
“มันหลุดไปแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์พี่โจวบอกว่าเดี๋ยวมันก็ขึ้น” เสียงตอบอ้อแอเหมือนพร้อมจะหลับเต็มที ยังดีที่ตัวยังตั้งตรงอยู่ได้
“เอ้านี่ ยาชำระไขกระดูก” หม่าซือเจียวเม้มปากเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่าเด็กเจ็ดขวบควรได้รับความเจ็บปวดขนาดนี้ไหม
ยาชำระไขกระดูกขึ้นชื่อเรื่องการทรมานคน ความเจ็บปวดเหมือนตกนรกนั้น เขาผ่านมาย่อมรู้ดี เพียงแต่หลังจากผ่านนรกขุมนั้นไปได้ร่างกายจะคล้ายได้เกิดใหม่ ขับของเสียมากมายออกมา
เด็กหญิงรับมาแล้วโยนเข้าปากทันควัน
“ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวสิ” ชายชราเบิกตากว้าง ให้ก็ยัดเข้าปาก ไม่ถงไม่ถามอะไรสักคำเลย
จูลี่เคี้ยวยาชำระไขกระดูกราวกับเคี้ยวขนมหวาน หม่าซือเจียวรออยู่นาน ก็ไม่เกิดสิ่งใดขึ้น
“นังหนู เจ้าไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลยหรือ?”
“เจ็บเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก
“อ่า ถ้าเจ็บก็ทนเอาหน่อย เดี๋ยวมันจะผ่านไป อาจารย์อยู่ตรงนี้กับเจ้า” หม่าซือเจียวให้กำลังใจ ยังเตรียมอ่างแช่สมุนไพรมารอแล้ว
ก่อนจะพานางไปนั่งบนเตียงที่มีเขาใช้เป็นประจำ
หม่าซือเจียวลืมไปว่าตรงนั้นมีเส้นปราณปฐพีของเขาอยู่
ผ่านไปหนึ่งเค่อ
สองเค่อ
สามเค่อ
เด็กหญิงที่บอกว่าเจ็บก็นั่งคอเอียงสัปหงกเป่าขี้มูกเป็นลูกโป่งแล้ว แถมน้ำลายยังยึดยาวออกมา ปัญหาคือยืดแล้วก็ยึดเถอะ แต่ดันสูดกลับเข้าไปได้อีก นี่มันต้องความยืดระดับไหน?
เจ็บยังไงให้หลับได้ทั้งที่นั่ง ยังทำท่าราวกับไม่ทุกไม่ร้อน
หม่าซือเจียวนั่งเฝ้าเด็กหลับอยู่เกือบสามชั่วยาม สิ่งที่ควรเกิดก็ไม่เกิด ชายชราแทบจะทึ้งหนวดตัวเองทิ้ง
นั่นยาชำระไขกระดูกระดับเซียนเชียวนะ ในสำนักมีเพียงศิษย์สืบทอดเท่านั้นที่จะได้รับ
เมื่อนึกถึงยาพิษที่จูลี่กินเข้าไปแล้วก็ไม่มีผล ชายชราก็เริ่มขมวดคิ้ว หรือโอสถจะไม่มีผลต่อนาง
ความเป็นไปได้เดียวที่อนุมานขึ้นมาได้คือสมุนไพรและโอสถไม่ว่าดีหรือร้ายไม่มีผลต่อนาง
“นังหนู ตื่นก่อน นังหนู” หลังจากนั่งรอมาหลายชั่วยาม ในที่สุดหม่าซือเจียวก็หมดความอดทน
“อาจารย์” จูลี่ปรือตาขึ้นมาอย่างง่วงงุน ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน ราวกับชีวิตนี้ไม่เอาอะไรแล้ว
“เหตุใดร่างกายเจ้าจึงแปลกประหลาดเช่นนี้?”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ” ว่าแล้วจูลี่ก็เป่าขี้มูกเป็นลูกโป่ง ทิ้งหม่าซือเจียวไว้กับความไม่รู้ต่อไป
หม่าซือเจียวคิดจะอุ้มจูลี่ไปนอนดี ๆ แต่อุ้มยังไงก็อุ้มไม่ขึ้น ราวกับนี่คือภูเขาลูกหนึ่ง ในยามปกติเขาอุ้มนางวิ่งได้สบาย แต่พอนางหลับเหตุใดจึงหนักถึงเพียงนี้
ในเมื่อพาไปนอนไม่ได้จึงต้องปลุกอีกรอบ “นังหนู ไปนอนบนเตียงดี ๆ เถอะ”
ทว่า…
เด็กหญิงไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้นมาเลย
ชายชรายอมแพ้ ยามหลับอุ้มไม่ได้ก็ปล่อยไป เขามีเรื่องต้องจัดการ ทว่าหม่าซือเจียวไม่ทันสังเกตุอย่างหนึ่งคือเส้นปราณปฐพีของเขากำลังไหลเข้าสู่ร่างกายของเด็กน้อยอย่างบ้าคลั่ง
เขาจำเป็นต้องไปหอตำรา เพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับสภาวะพิเศษของจูลี่อย่างจริงจัง ร่างกายที่โอสถใด ๆ ก็ไม่มีผลต่อร่างกาย
หม่าซือเจียวเพิ่งก้าวออกจากเรือนพำนักไปได้ไม่ไกลนัก ท้องฟ้าที่ควรจะมืดมิดก่อนรุ่งสางกลับถูกบดบังด้วยความมืดมิดที่ผิดปกติ
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีครามสว่างวาบราวกับจะฉีกกระชากมิติ เสียงคำรามของฟ้าร้องดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก หม่าซือเจียวชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองเรือนพำนักของจูลี่ด้วยความตื่นตระหนก
“ชิบหายละ”
ยังไม่ทันขาดคำ พลังปราณฟ้าดินก็หมุนวนเป็นเกลียวดิ่งลงมาที่เรือนพำนักของเขาอย่างบ้าคลั่ง เรือนไม้ที่สร้างจากไม้ปราณชั้นดีสั่นสะเทือน ก่อนที่หลังคาจะถูกกระแทกจนพังครืนลงมาเป็นแถบ ๆ
ภายในเรือนที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและเศษไม้ จูลี่ที่กำลังนอนน้ำลายยืดอยู่นั้นไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงระเบิดแต่อย่างใด
ฟ้าผ่าลงมาสามสายเต็ม ๆ ก่อนที่เมฆดำจะกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว
หม่าซือเจียวรีบดีดตัวกลับไปยังซากเรือนพำนักด้วยความลนลาน หัวใจแก่ ๆ แทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเรือนพำนักกลายเป็นกองฟืนกองหนึ่ง
"จูลี่ นังหนู" ชายชราตะโกนก้อง ฝ่ากลุ่มควันหนาทึบเข้าไป
ท่ามกลางเศษซากหลังคาที่พังลงมา จูลี่ก็ดำเมี้ยงเป็นตอตะโก เพียงแต่เด็กหญิงยังคงกองอยู่บนเตียงเหมือนผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ ฝืนหนึ่ง
นางยังคงหลับไหล น้ำลายยืดเป็นทางเหมือนเดิม ไม่มีความสะทกสะท้านใด ๆ ต่อทัณฑ์สวรรค์ที่เพิ่งผ่าลงมาสามสายซ้อน
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ในยอดเขาโอสถต่างเหาะทะยานมาถึงที่เกิดเหตุ นำโดยผู้อาวุโสฝ่ายคุมกฎที่หน้าตาตื่นตระหนก
"ผู้เฒ่าหม่า เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฟ้าผ่าลงมาที่นี่? ข้าสัมผัสได้ถึงปราณเซียนที่สั่นสะเทือนไปถึงเขตชั้นในเลยนะ"
หม่าซือเจียวเหงื่อแตกพลั่ก เขาเหลือบมองจูลี่ที่ยังนอนเป่าขี้มูกเป็นลูกโป่งอยู่ข้างหลัง แล้วหันมาเผชิญหน้ากับเหล่าอาจารย์ด้วยใบหน้าที่พยายามรักษาความนิ่งไว้ให้มากที่สุด
"ไม่มีอะไร... ไม่มีอะไรเลย" ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่า พยายามบังร่างมอมแมมของจูลี่ไว้ "ข้า... ข้าแค่เผลอหลอมโอสถระดับสูงปกติ แต่เผลอพลาดขึ้นระดับเซียน กลายเป็นเรียกทัณฑ์สวรรค์มา ข้าลืมป้องกัน ก็เลยกลายเป็นสภาพเช่นนี้"
ผู้อาวุโสฝ่ายคุมกฎขมวดคิ้ว "หลอมโอสถพลาดถึงกับเรียกทัณฑ์สวรรค์มาสามสาย? เจ้าหลอมโอสถอะไรกันแน่ผู้เฒ่าหม่า ถึงได้รุนแรงขนาดทำลายเรือนพำนักของเจ้าจนราบคาบเช่นนี้?"
"โอสถ... โอสถกระดูกมังกรนิลกาฬน่ะ" หม่าซือเจียวแถไปเรื่อย พยายามทำหน้าตาให้ดูเหมือนคนเสียดายยาจนแทบจะร้องไห้ "โอสถของข้า…..กว่าจะรวบรวมมาได้ ตอนนี้ก็หายไปหมดสิ้นแล้ว แถมยังทำให้เรือนพังอีก ตอนนี้ข้าทำใจยากยิ่ง พวกท่านช่วยกลับไปก่อนเถอะ"
ผู้อาวุโสแต่ละคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำไมวันนี้ตาเฒ่าหม่าถึงได้ดูเสแสร้างนัก