ตอนที่ 31
ตอนที่ 31
รบกวนอ่านเข้าเนื้อหาค่ะ
ระดับของผู้บำเพ็ญ
1.รวบรวมปราณ 2.สร้างรากฐาน 3.หลอมรวม 4.ก่อกำเนิด 5. ท่องนภา 6.เหนือมนุษย์ 7.ครึ่งเซียน 8.ขอบเขตเซียน
ทีนี้เมื่อตอนที่ 25-26 อิไรท์เขียนถึงพลังของจูลี่ บอกว่านางเลื่อนระดับเป็นสร้างรากฐาน คืออิไรท์เขียนผิดนะคะ อิไรท์จำผิดว่าสร้างรากฐานเป็นหน่วยแรก พอไปเปิดลำดับขั้น+พล๊อตที่เชทไว้แต่แรก อ้าวมันผิด จะปล่อยเลยตามเลยก็ไม่ได้เดะเนื้อเรื่องเพี้ยน ตอนนี้อิไรท์แก้แล้ว จูลี่เป็นผู้รวบรวมปราณขั้นต้นนะคะ ขออภัยในความผิดพลาดหลาย ๆ เด้อค่า
ปล. แต่งเองลืมเองนักเลงพอ
ผู้อาวุโสหลายคนหรี่ตามองพื้นที่โดยรอบ แต่ละคนฝ่ายชีวิตมาก็ไม่น้อย บอกว่าหลอมโอสถ แต่กลิ่นโอสถอยู่ที่ใด ไม่มีแม้แต่กลิ่นไหม้
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
“แน่ใจสิ ถ้าไม่อย่างงั้นแล้วอย่างไหนละ” คงไม่มีใครเชื่อว่าทัณฑ์สายฟ้านี้มาเพราะเด็กหลับคนหนึ่ง
พอคิดถึงว่าเป็นเพียงทัณฑ์สวรรค์สามสาย ไม่ได้ร้ายแรงอะไร หากมีศิษย์สักคนเลื่อนขั้น พวกเขาคงตั้งท่ารับสายฟ้านั่นแล้ว ไม่ปล่อยให้เรือนพังเช่นนี้ นี่อาจจะเป็นความผิดพลาดจริง ๆ หม่าซือเจียวไม่จำเป็นต้องโกหก
เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้จึงยอมรับกันง่าย ๆ
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปละ” เจียงเหล่าซือเป็นอีกหนึ่งคนที่มาดูเหตุการณ์เป็นคนแรกที่จากไป ไม่ใช่เพราะเชื่อ แต่เพราะรู้ว่าทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตัวเอง หากไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงก็ไม่จำเป็นต้องสืบสาวให้มากความ
พอเห็นเจียงเหล่าซือจากไป คนอื่นก็ทยอยกล่าวคำอำลาไปทีละคน
เมื่อคนจากไปแล้วหม่าซือเจียวก็มีเวลาหันมาดูเจ้าตัวต้นเหตุ ปรากฎว่านางเลื่อนระดับแล้วจริง ๆ จากรวบรวมปราณขั้นต้น ตอนนี้กระโดดข้ามมาเป็นสร้างรากฐานแล้ว
นี่มันตัวตนแบบไหน
หม่าซือเจียวรู้สึกเหมือนชิวิตแก่ ๆ ของเขาเสียเปล่าแล้วจริง ๆ เกิดมาร่วมร้อยปี ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน
คนอะไรหลับแล้วเลื่อนขั้น ถ้าทุกคนทำแบบนี้ได้สำนักของเขาคงกลายเป็นอันดับหนึ่งขอสำนักเซียนแล้วจริง ๆ
หม่าซือเจียวยืนนิ่งค้างดั่งรูปปั้นหิน มือที่สั่นเทาของเขายื่นไปจับชีพจรของจูลี่อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ได้ทำเอาชายชราแทบจะล้มทั้งยืน
ปราณในร่างของเด็กหญิงไม่ได้ไหลเวียนอย่างมีระเบียบเหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป แต่มันเหมือนมหาสมุทรที่กำลังบ้าคลั่ง ที่ปั่นป่วนสับสนวุ่นวาย
ลักษณะแบบนี้เหมือนธาตุไฟเข้าแทรก
แต่เด็กหญิงยังคงหลับไม่มีทีท่าของความเจ็บปวด
หรืออาจจะเพราะเหตุนี้ทำให้นางดื่มสุราราวกับน้ำเปล่า ท่าทางเหมือนคนเมา แต่พอต้องเถียงใครกลับไม่เสียเปรียบเลย เห็นชัดว่าสติยังดี
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือจากรวบรวมปราณขั้นต้นกลายเป็นสร้างรากฐานในคืนเดียว
เช้าวันต่อมาโจวหมิงมาถึงเรือนพำนักเพื่อดูแลจูลี่เหมือนทุกวัน เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเรือนพำนักพังไปครึ่งหนึ่ง มีหม่าซือเจียวนั่งเปิดตำราอย่างบ้าคลั่งอยู่ ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจสิ่งของที่พังเลยสักนิด
เหตุการณ์ฟ้าผ่าเรือนของเขาผุดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
โจวหมิงรู้สึกสบายใจขึ้นมาในทันที อย่างน้อยเขาก็มีผู้ร่วมชะตากรรมแล้ว
กว่าจูลี่จะตื่นก็สายแล้ว เด็กหญิงตื่นมารู้สึกสดชื่นอย่างแปลกประหลาด พอโจวหมิงเห็นว่าจูลี่ตื่นแล้วก็พาไปหาหม่าซือเจียว
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ชายชราถามราวกับไม่ได้ใส่ใจมากหนัก
จูลี่เอียงคอ ไม่เข้าใจความหมาย “อย่างไรเจ้าคะ?”
เขาค้านจะตอบคำถามนางจึงหันไปพูดกับโจวหมิงแทน "เจ้าชักช้า ศิษย์น้องจะนำหน้าเจ้าแล้วนะ นางอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นต้น น้อยกว่าเจ้าเพียงนิดเดียว
ตอนแรกโจวหมิงไม่ได้สนใจ พอหม่าซือเจียวทักก็ส่งปราณไปสำรวจจูลี่ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
หม่าซือเจียวโยนตำราลับที่เจ้าสำนักฝากมาให้จูลี่ “เจ้าไปหอตำรา หาวิชาเอาตัวรอดไว้สักหน่อย วิชาค่ายกลอะไรก็เรียนรู้ไว้บ้างก็ดี”
“อาจารย์ ข้าไม่ว่าง” เด็กหญิงปฏิเสธทันควัน
“ไม่ว่าง? ทำอะไร?” หม่าเหล่าซือกดเสียงต่ำทันที
“ทำงานให้อาจารย์เสร็จข้าต้องไปล่าแต้มอยู่นะเจ้าคะ” เด็กหญิงทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว
“ล่าแต้ม?” มีเพียงระดับพลังแต่ถ้าไม่มีวิชา จะล่าแต้มก็ทำได้แค่งานทั่วไปในสำนักเท่านั้น “หากเจ้าอยากก้าวหน้า เจ้าควรออกไปเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรบ้าง”
โจวหมิงทำหน้าเหมือนปลาตาย “อาจารย์ นางไปเจอสัตว์อสูรทุกวันขอรับ”
หม่าซือเจียวนึกได้ถึงวิธีล่าสัตว์อสูรของจูลี่ขึ้นมาทันที นอนหลับอยู่ดี ๆ ก็มีหมูล่าหมูมาให้ ดังนั้นที่ว่านางล่าแต้ม ก็คงไม่ต่างกัน
เมื่อนึกถึงตะขาบร้อยตัวที่เขาได้จากโถงภารกิจมา “ตะขาบร้อยตัวนั่นฝีมือเจ้า?"
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงยิ้มหวาน ท่าทางภูมิใจไม่มีหวาดกลัวสักนิด
หม่าซือเจียวรู้สึกเหมือนแก่ขึ้นอีกนับสิบปี มีเด็กคนนี้เลือดลมของเขาตีกลับเป็นร้อยตลบแล้ว
“งั้นเจ้าก็ไปล่าอสรพิษนิลกาลให้ข้า เอามาก ๆ หน่อยนะสักร้อยถึงสองร้อยตัวข้าก็ไม่เกี่ยง” หม่าซือเจียวว่า
ระดับพื้นพลังของจูลี่หากต้องเจอสัตว์อสูรระดับหลอมกายาอาจจะมีปัญหา แต่มีโจวหมิงไปด้วยช่วยกันสู้ไม่น่าเกิดเรื่องอันใด
“ตัวละกี่แต้มเจ้าคะ?” เรื่องล่านางไม่กลัว นางกลัวไม่ได้แต้ม
“ตัวละสามร้อยแต้ม” หม่าซือเจียวว่า
“อาจารย์…” เด็กหญิงลากเสียงยาว เห็นชัดว่าไม่พอใจกับแต้มนี้ “แรดเกราะทมิฬได้ตั้งสามร้อยกว่าแต้ม แต่อสรพิษนิลกาล ได้แค่สามร้อยหรือเจ้าคะ?”
เรื่องอื่นจูลี่อาจไม่เชี่ยวชาญ แต่เรื่องสัตว์อสูรนางรู้ดีไม่เบาเลย
“สี่ร้อย ไม่เกินนี้” หม่าซือเจียวใบหน้าบิดเบี้ยว ค่าซ่อมเรือนพำนัก ค่าสุราที่นางขโมยไปกิน เขายังไม่คิดเก็บกับนางเลย
“ก็ได้เจ้าค่ะ” ใบหน้าเด็กหญิงบอกชัดว่าไม่พอใจ ไม่รู้ทำไมนางถึงได้มีอาจารย์ขี้งกแบบนี้