ตอนที่ 32
ตอนที่ 32
ท่ามกลางหุบเขานิลกาลอันเยือกเย็นและอบอวลด้วยไอพิษจูลี่ในชุดศิษย์รับใช้ที่โมเจียเย็บให้ยืนโอนเอนกอดไหสุราคู่ใจ สายตาปรือปรอยมองไปยังฝูงอสรพิษนิลกาลนับสิบตัวที่เลื้อยยั้วเยี้ยอยู่เบื้องหน้า โดยมีโจวหมิงยืนคุมเชิงด้วยท่าทางตึงเครียด
“ศิษย์น้อง หากข้าถูกพิษตาย เจ้าก็อย่าลืมหาสุรามาไหว้ข้าด้วยนะ” ชายหนุ่มแม้จะดูกล้าแต่ขากลับสั่นผับ ๆ แล้ว
“ไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะ…..” เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง อสรพิษนิลกาลที่เคยดุร้ายพลันตัวแข็งทื่อ
แน่นอนว่าจะเป็นฝีมือใครไปไม่ได้ นอกจากอสูรลึกลับที่อยู่ในร่างจูลี่
เด็กหญิงเดินหน้าไปเก็บงูพวกนั้นยัดใส่แหวนเก็บของ ทว่า…ทำอย่างไรก็ใส่เข้าไปไม่ได้
“แหวนเก็บของใส่สิ่งมีชีวิตไม่ได้หรอกนะ” โจวหมิงว่า
“อ้าว แล้วทำอย่างไรเจ้าคะ? ถุงผ้าหรือ? ท่านมีถุงผ้าหรือไม่?” หม่าซือเจียวสั่งไว้ว่าต้องจับเป็น ไม่งั้นนางจะให้พวกมันตายก่อนแล้วค่อยจับยัดแหวนเก็บของ
“ไม่มีหรอก” ปกติใครเขาจะพกถุงผ้า ในเมื่อมีแหวนเก็บของอยู่แล้ว “แต่ถุงผ้าธรรมดาจะใส่อสูรระดับหลอมกายาได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นต้องใส่อะไรเจ้าคะ?” นางเพิ่งเจ็ดขวบ แม้จะเข้าใจโลกอยู่บ้างหลังจากผ่านความยากลำบาก แต่ความรู้รอบตัวยังน้อย จำเป็นต้องมีคนคอยชี้แนะ
“ก็ต้องถุงใส่อสูรสิ” โจวหมิงว่า
จูลี่ไม่มีเงิน แล้วคนที่อยากได้สัตว์อสูรพวกนี้ก็เป็นหม่าเหล่าซือ
“สงสัยต้องขอศิษย์พี่ให้กลับไปเอาถุงเก็บอสูรกับอาจารย์แล้วละเจ้าคะ” เด็กหญิงอ้าปากหาว ก่อนจะเอาขาหมูออกมาขาหนึ่ง แล้วนั่งลง “เดี๋ยวข้ารอศิษย์พี่อยู่ที่นี่นะเจ้าคะ”
โจวหมิงพยักหน้ารัว ๆ ให้เขาเฝ้าอยู่กลางดงอสรพิษเช่นนี้ เขาไม่มีทางยอมเฝ้าเด็ดขาด ชายหนุ่มเดินเหมือนเหาะจากไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่จูลี่นั่งแทะหมูย่างรออย่างเบื่อหน่าย เสียง ตุ๊บ! ก็ดังขึ้น เมื่อหันไปจึงเห็นร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก
เด็กหญิงปิดไหสุราถือขาหมูย่องเข้าไปดู
สภาพชายคนนั้นลมหายใจรวยริน ดูแล้วอาการร่อแร่เหมือนคนใกล้ตายเต็มที
“ท่านน้า... ท่านน้าเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” จูลี่หน้าเสียเล็กน้อย ภาพตรงหน้าทับซ้อนกับบิดาที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด แต่ยังฝืนส่งนางออกมา ย้ำเตือนให้นางมีชีวิตรอด ดวงตาของนางจึงแดงก่ำขึ้นมา
ชายคนนั้นตอนนี้ทั้งเจ็บจากบาดแผล ทั้งจุกเพราะตกจากที่สูง จึงยังพูดไม่ออกอยู่ชั่วขณะ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา พยายามโบกมือไล่ให้หนีไป
จูลี่มองบาดแผลฉกรรจ์นั้นด้วยความไม่รู้จะช่วยอย่างไร ในหัวน้อย ๆ ของนางนึกถึงคำสอนและประสบการณ์ของตนเองยามเจ็บป่วยหรือเสียใจตอนที่ตระกูลล่มสลาย
“ท่านอย่าเป็นอะไรนะเจ้าคะ นี่สุราเจ้าค่ะ”
คนที่เจ็บอยู่แทบกระอักเลือด ใครสั่งใครสอน คนบาดเจ็บถามเอาสุราให้ดื่ม
ทว่าพอจ้องมองเจ้าสุราก็ต้องดวงตาเบิกกว้าง “เจ้า เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ เอียงคอไปซ้ายที ขวาที ถ้านางไม่อยู่ที่นี่ แล้วจะให้นางไปอยู่ที่ไหน แต่เด็กหญิงยังไม่ทันได้ตอบ ชายคนนั้นก็ยัดกายขึ้นอย่างยากลำบาก ท่าทางทรมาณเหลือเกิน
“เจ้าเป็นศิษย์ของที่นี่หรือ?” แม้เสื้อผ้าจะดูหยาบไปหน่อย ดูเหมือนเป็นศิษย์รับใช้มากกว่าศิษย์สายนอกหรือสายใน แต่ขอแค่อยู่ในสำนักก็มีคนคอยดูแลแล้ว
“ดูเหมือนคนผู้นี้จะรู้จักเจ้า ระวังไว้ด้วย” เสียงลึกลับเอ่ยเตือนจูลี่ทันที
ความระแวดระวังฉายชัดเข้ามาในแววตาของเด็กหญิง นางเดินถอยห่างไปอีกหลายก้าว
ชายวัยกลางคนถอนหายใจ ใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนให้จูลี่
“ระวังตัวไว้ให้ดี อย่าได้บอกความลับของเจ้ากับใคร แม้แต่อาจารย์ของเจ้าก็ตาม” พูดจบเขาก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง “ไม่มีเวลาแล้ว พวกมันกำลังตามกลิ่นข้ามา” ชายหนุ่มพูดรัวเร็ว พลางคว้ามือขวาของจูลี่ขึ้นมา
“ทำอะไรนะ” จูลี่พยายามจะสะบัดมือหนี แต่เรี่ยวแรงของนางน้อยนิดเมื่อเทียบกับชายใกล้ตายตรงหน้า
เขายัดวงแหวนโลหะสีดำสนิทที่สลักลวดลายแปลกตาลงบนนิ้วชี้ของเธอ วงแหวนนั้นดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับแหวนเก็บของสามวงบนนิ้วกลางของนาง
“จงจำไว้ หยดเลือดของเจ้าลงไปเพื่อทำพันธสัญญาครอบครองเสีย มันจะซ่อนกลิ่นอายของตัวมันเองและของเจ้า แล้วใครก็มองทะลุของที่อยู่ด้านในไม่ได้"
ต้องรู้ไม่ว่าจะถุงเก็บของ แหวนเก็บของ ขอเพียงมีตบะที่สูงกว่าผู้ครอบครองก็สามารถสอดส่องได้ว่าด้านในมีอะไร
เพราะแบบนี้ผู้ฝึกที่ระดับต่ำจึงไม่อาจครอบครองของที่มีมูลค่าสูงจนเกินไป เพราะจะกลายเป็นปัญหาแย่งชิงเอาได้
จูลี่ไม่ได้วางใจอีกฝ่ายขนาดนั้น จึงไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธ
หูของเขาขยับราวกับได้ยินเสียงบางอย่างที่อยู่ไกลออกไป ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “พวกมันมาเร็วเกินไป... ข้าต้องไปแล้ว จำคำของข้าไว้ให้ดี ตอนนี้ไปซ่อนตัวก่อน แล้วรีบกลับสำนักให้ไวที่สุด”
ชายหนุ่มหันกลับมามองจูลี่เป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนจะสลายหายไปในอากาศธาตุทิ้งไว้เพียงสายลมพัดผ่านเบา ๆ
“หายตัวแบบนี้ได้ด้วย” จูลี่ยืนเหวออยู่ที่เดิม มือหนึ่งถือขาหมู อีกมือหนึ่งมีแหวนอยู่สี่วง แหวนเก็บของสามวง และแหวนมิติที่ได้มาใหม่อีกหนึ่งวง
“เจ้าควรแลกแหวนมาอีกมาก ๆ นะ” เสียงลึกลับว่า
“เอามาทำไม?”
“จะได้ใส่ให้ครบทุกนิ้วไง” ใครสั่งใครสอนให้ใส่แหวนนิ้วเดียวสามวง แถมยังใส่นิ้วกลาง
จูลี่ค้อนขวับ ก่อนจะกัดปลายนิ้ว แต่กัดเท่าไหร่ก็ไม่เป็นแผลสักที จนเสียงลึกลับในอดไม่ได้
“เจ้าคิดว่าฟันเจ้าคมนักหรือยังไง? นู้น เขี้ยวเจ้างูพวกนั้นยังจะคมเสียกว่า”
เด็กหญิงเบะปาก ก่อนจะเดินเตาะเตะเซซ้ายเซขวามายืนกลางดงอสรพิษ
“พวกเจ้านะ กัดข้าหน่อยสิ”
หากเป็นคนอื่นพูดแแบบนี้พวกมันคงมองว่าท้าทาย อีกฝ่ายคงได้กลายเป็นศพในไม่ช้าแน่ แต่กับเด็กที่มีกลิ่นอายบรรพกาลแผ่ออกมาเหมือนจะกดข่มพวกเขาไว้เช่นนี้ มันได้แต่อ้าปากยื่นเขี้ยวให้แต่โดยดี
อาศัยฟันอสรพิษแทนเข็ม ในที่สุดจูลี่ก็ได้เลือดมาหยดหนึ่ง ก่อนจะป้ายลงบนแหวนสีดำสนิททันที
เมื่อได้รับเลือด ตัวแหวนสั่นสะท้านเบา ๆ จูลี่รับรู้ได้ถึงการเชื่อมโยงบางอย่างที่บอกไม่ถูก นางสามารถมองเห็นพื้นที่ภายในแหวน มันกว้างมาก กว้างพอที่จะยัดอาคารหลังใหญ่เข้าไปได้เป็นสิบหลังเลย
ทว่า สิ่งที่ทำให้จูลี่ต้องอ้าปากค้างจนกรามเกือบขยับไม่ได้ ไม่ใช่กองหินปราณส่องประกายระยิบระยับ หรือตำรายุทธ์โบราณที่วางเรียงรายอยู่...
แต่มันคือวัตถุชิ้นหนึ่งที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กึ่งกลางห้องโถงมิตินั้น
มันคือกรอบรูปไม้โบราณ และภาพวาดสีน้ำมันข้างในนั้นคือ…ท่านแม่
ใช่... เป็นภาพมารดาสวมชุดหรูหราสีดำสลับทอง ดูสง่างาม น่าเกรงขาม และดวงตาในภาพนั้นช่างเย็นชาจนน่าขนลุก
จู่ ๆ จูลี่รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เริ่มดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงแหบพร่าของใครบางคนที่ตะโกนขึ้น
“ตามรอยเปื้อนเลือดมา มันต้องหนีมาแถวนี้แน่”
จูลี่กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ นางเก่งแต่กับสัตว์อสูร เพราะพึ่งพาบารมีผู้อื่น แต่กับคนด้วยกันนางยังเป็นเด็กหัดเดินอยู่เลย