LNCrawler

ตอนที่33

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่33

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนชุดดำใกล้เข้ามาทุกที กลิ่นคาวเลือดของชายปริศนาลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ 

จูลี่ไม่ได้มีความกล้าหาญระดับวีรบุรุษ นางรู้ดีว่าหากโดนจับได้ในสภาพเด็กหญิงตัวน้อยแบบนี้ คงได้กลายเป็นศพก่อนจะได้กินหมูย่างมื้อต่อไปแน่

"พวกเจ้านะ ทำตัวให้กลมกลืนหน่อย" จูลี่กระซิบสั่งฝูงอสรพิษนิลกาลพลางคว้าหางงูยักษ์ตัวหนึ่งมาพันตัวหน้าตาเฉย ก่อนจะหดตัวนิ่งสนิทราวกับเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่า

อย่างมากถ้ามีใครมาเห็นตอนนี้ ก็คิดว่านางคงตกเป็นเหยื่อของสัตว์อสูร 

ฉึบ!

ชายชุดดำสามคนกระโดดลงมาจากต้นไม้ ใบหน้าของพวกมันปิดบังด้วยหน้ากากเหล็ก กลิ่นอายของพวกมันดูดุร้ายและทรงพลังกว่าผู้ฝึกตนที่จูลี่เคยเจอมาหลายเท่า 

"รอยเลือดหายไปตรงนี้ มันต้องอยู่แถวนี้แน่" หนึ่งในนั้นตะโกนพลางกวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ

อสรพิษนิลกาลฝูงนั้นทำตัวเชื่องผิดปกติ พวกมันเลื้อยพันกันเป็นก้อนคล้ายกับตอไม้เก่า ๆ บังร่างของจูลี่จนมิดชิด ชายชุดดำเดินผ่านห่างจากจุดที่จูลี่ซ่อนตัวไปไม่ถึงสามก้าว เด็กหญิงกลั้นหายใจจนหน้าดำหน้าแดง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

ทว่าในจังหวะที่หัวหน้ากลุ่มชุดดำกำลังจะก้าวเท้าเหยียบลงบนหางของงูตัวหนึ่ง

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากทิศทางที่โจวหมิงเพิ่งเหาะจากไป โจวหมิงวิ่งหน้าตั้งกลับมาพร้อมกับถุงเก็บอสูรในมือ เขายังไม่ทันสังเกตเห็นกลุ่มชายชุดดำที่ซุ่มอยู่ จึงตะโกนลั่นด้วยความโล่งใจที่ยังเห็นจุดนัดพบ

"จูลี่ ข้าได้ถุงเก็บอสูรมาแล้ว เจ้าอยู่ไหนน่ะ?"

กลุ่มชายชุดดำหันขวับไปทางเสียงทันที "เด็กนั่นอยู่กับศิษย์สำนักชิงเฟิง"

“จะให้มันเห็นพวกเราไม่ได้ จัดการมัน” ชายคนหนึ่งออกคำสั่ง

โจวหมิงชะงักกึก หน้าซีดเผือดเมื่อเห็นประกายกระบี่คมกริบพุ่งตรงมาที่ลำคอของเขา ยันอักขระแผ่นหนึ่งถูกดึงออกมาใช้ทันที มันระเบิดเสียงดัง 

พอกลุ่มควันจางก็มองโจวหมิงไม่เห็นแล้ว

นี่คือยันซ่อนร่าง 

ปัญหาคือซ่อนร่างแล้วกลิ่นอายยังคงอยู่ อีกฝ่ายวรยุทธ์เหนือกว่า เขายังไม่ได้ทันได้หนีเชื่อว่าคงโดนเฉือดได้ไม่ยาก

“ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวขอรับ พวกท่านเป็นใคร” โจวหมิงแม้จะพลังต่ำเตี่ยเรี่ยดินสำหรับคนกลุ่มนี้ แต่ของดีสำหรับการเอาตัวรอดกลับไม่ด้อยเลย

“ที่นี่ไม่ควรก่อเรื่อง” ชายอีกคนหนึ่งกระซิบเสียงเบา แต่เบายังไงไม่รู้ถึงได้ยินถ้วนทั่ว

“หากคนของสำนักชิงเฟิงพบว่าศิษย์ของพวกเขาเกิดอันตรายอาจจะพากันแห่มา กลายเป็นเรื่องเสียเปล่า ๆ”

คนที่เตรียมลงมือกับโจวหมิงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่คัดค้าน

“เจ้าเห็นชายที่บาดเจ็บมาแถวนี้หรือไม่?” ชายคนนั้นถาม

โจวหมิงส่ายหัวไปหน้าซีดไป ต่อให้เห็นเขาก็จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ใครอยากตายกัน

“ฆ่าทิ้งไม่ดีกว่าหรือ?”

“หากเจ้าฆ่า สำนักชิงเฟิงออกมาควบคุมพื้นที่ตรงนี้ พวกเรายังจะหาคนเจอได้อย่างไร?” อีกอย่างการฆ่ายังต้องเปืองเวลากับทรัพยากรเพื่อตามหา 

แม้โจวหมิงจะยังคงเหลือกลิ่นอายอยู่ แต่มันก็กระจายไปทั่ว ในระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งเค่อไม่แน่ว่าจะหาเจอ 

“อย่าเสียเวลากับแค่ศิษย์กระจอก ๆ คนหนึ่งเลย” หนึ่งในคนชุดดำพยักหน้าให้กัน แล้วกระโจนไปในทิศทางหนึ่งที่รับรู้ถึงกลิ่นอายของคนที่ถูกพวกเขาตามล่า

โจวหมิงอยากจะบอกว่า พวกท่านอยากคุยกัน อยากปรึกษา อยากนินทา อยากกระซิบกัน ก็ให้มันเบา ๆ ได้ไหม เขาไม่ได้อยากรู้ จะไปก็รีบไป ถ้าไม่ไปเขาจะได้โกยหนีเสียที

คนชุดดำไม่อยากเสียเวลาที่นี่ พยักหน้าให้กันแล้วกระโดดขึ้นยอดไม้แล้วจากไป

เพิ่งหายเครียดกับคนแปลกหน้าที่จ้องเอาชีวิต โจวหมิงก็ต้องมาเครียดกับจูลี่อีก หลังจากตามหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ

เสียงกรน

กรนไม่พอละเมอด่่าอาจารย์ด้วย

“ศิษย์น้อง เจ้าออกมาจากดงงูได้หรือไม่?” โจวหมิงรู้ว่าจูลี่อยู่ในดงงู แต่ถึงตอนนี้ยังไม่เห็นตัว

ปัญหาคือไร้เสียงตอบรับ ทว่าเขาสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของนางยังอยู่ กลิ่นอายอยู่แต่ไม่เห็นคน

ตอนนี้โจวหมิงเข้าใจความรู้สึกของคนชุดดำพวกนั้นแล้ว ที่เหตุใดจึงยอมไม่เอาความเข้า นอกจากปัญหายุ่งยากที่อาจถูกสอบสวนในภายหลังแล้ว การรับรู้ถึงกลิ่นอาย แต่หาไม่เจอนี่น่าปวดหัวกว่า

“ศิษย์น้อง….” โจวหมิงกลัวก็กลัว อสรพิษพวกนั้นถ้าตัวสองตัวเขาอาจจะพอสู้ได้อย่างยากลำบาก แต่นี่เป็นฝูง

ชายหนุ่มตัดสินใจเฝ้ารอ จนกระทั่งฟ้าเกือบมืด ในที่สุดอสรพิษนิลกาลที่นิ่งสนิทก็มีการเคลื่อนไหว 

พอมันเลื้อยออกจึงได้เห็นเด็กอ้าปากหาวพร้อมกับขยี้ตารัว ๆ

“เจ้ากล้ามากนะ” นอนกลางป่าไม่พอ ยังใช้ให้อสรพิษนิลกาลเป็นยามให้อีก เขาไม่แน่ใจว่านี่คืองูหรือหมาเฝ้าบ้าน

“ศิษย์พี่ ได้ถุงเก็บอสูรมาแล้วหรือไม่เจ้าคะ?”

“ได้มาแล้ว” โจวหมิงชูถุงที่มีลักษณะภายนอกคล้ายถุงเก็บของอยู่พอสมควร ยกเว้นอักขราและลายปักที่ต่างกัน

“งั้นเก็บเลยเจ้าค่ะ” จูลี่พูดแล้วก็คว้าจับหางงูตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วลากมาหาโจวหมิง

ชายหนุ่มโยนถุงเก็บอสูรให้จูลี่ถุงหนึ่ง ส่วนตัวเองก็ใช้อีกถุงหนึ่ง

หลังจากได้ตามจำนวนที่เคยคุยกับหม่าเหล่าซือแล้ว จูลี่ก็เตรียมตัวกลับ ทว่า…

“เจ้าเก็บปราณต้นกำเนิดเสียหน่อยสิ” เสียงลึกลับดังขึ้น

“ปราณต้นกำเนิด?” จูลี่เอียงคอ บนใบหน้าแปะไว้ด้วยเครื่องหมายคำถาม

“เจ้าคิดว่าสัตว์อสูรพวกนี้เหตุใดจึงมีระดับได้ อาศัยแค่การฝึกฝนไม่ได้หรอก มันต้องมีทรัพยากรด้วย" แล้วทรัพยากรของสัตว์อสูรก็คือปราณต้นกำเนิดนี้

จูลี่ตัดสินใจเดินเข้าไปดู โดยมีโจวหมิงติดตามมาด้วย แล้วก้เห็นเหมือนน้าพุปราณ แล้วด้านข้างก็เต็มไปด้วยพืชพันธ์ชั้นดี

ปัญหาคือจูลี่ไม่รู้จักสักตัว 

“พืชพวกนี้ อันไหนใช้ได้บ้างเจ้าคะ?” จูลี่หันไปถามโจวหมิง ที่ยืนบื้อใบ้ ไม่รู้ว่าจูลี่บ่นพึมพำอะไรอยู่เพียงลำพัง

“ศิษย์น้อง ขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ศึกษาวิชาหลอมโอสถ” โจวหมิงเกาหัวเล็กน้อย ถามเรื่องอื่นยังพอทนตอบให้ ถามเรื่องสมุนไพรเขาบอกได้คำเดียวว่า หยุดเอาไว้ตรงนั้น

จูลี่มองพืชพรรณรูปร่างประหลาดที่เรืองแสงสลัวๆ อยู่รอบน้ำพุด้วยแววตาเป็นประกาย นางหยิบไหสุราขึ้นมาจิบเล็กน้อยพลางนึกสนุก 

“ศิษย์พี่ ท่านดูนี่สิเจ้าคะ กิ่งไม้พวกนี้ดูเหมือนไม้จิ้มฟันยักษ์ แล้วดอกไม้พวกนี้ก็เหมือนใบหูของหมูย่างเลย” เด็กหญิงยื่นมือป้อม ๆ ออกไปหมายจะเด็ดดอกไม้สีม่วงสลับทองที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนเคลิบเคลิ้ม ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส พื้นดินใต้ฝ่าเท้าพลันสั่นสะเทือนรุนแรงจนทั้งคู่แทบล้มคว่ำ

น้ำพุที่เคยไหลเย็นกลับพุ่งสูงขึ้นราวกับภูเขาไฟปะทุ แสงสีทองจากภายในน้ำพุนั้นแฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่กัดกินกระดูก 

“หนี” เสียงลึกลับในหัวจูลี่คำรามลั่น “เจ้าเด็กโง่ นั่นไม่ใช่พืชธรรมดา แต่มันคือบัวโลหิตอเวจีที่ดูดกินวิญญาณของผู้ฝึกตนที่หลงเข้ามา เจ้ากำลังจะทำให้นางพญาอสรพิษที่จำศีลอยู่ข้างใต้นั้นตื่นขึ้นมาแล้ว” 

“แล้วไม่เตือนให้เร็ว ๆ กว่านี้ มาบอกตอนที่เกิดเรื่องแล้ว” ตวาดมานางก็ตวาดกลับ

“เตือนดีกว่าไม่เตือน อย่าพูดมากหนีสิ” 

โจวหมิงมองเลิ่กลั่กไม่รู้ว่าจูลี่กำลังทำอะไรอยู่ เด็กหญิงขว้าแขนชายหนุ่ม พรางตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

“หนีเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ หนีให้ไว”

ทว่ายังไม่ทันจะได้ไปไหน จู่ ๆ พื้นก็ยุบลงไป ในวินาทีที่กำลังจะร่วงหล่นลงสู่หลุมมืดมิดใต้ดิน แหวนมิติสีดำสนิทบนนิ้วชี้ของจูลี่กลับส่องแสงสีเลือดรุนแรง