LNCrawler

ตอนที่ 37

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 37

โจวหมิงเห็นจูลี่เหมือนจะบ่นเหมือนจะพูดพึมพำอะไรอยู่คนเดียวก็อดสงสัยไม่ได้

“เจ้าพูดกับข้าหรือ?” ตอนนี้เขาคิดถึงหม่าเหล่าซือที่สุดแล้วจริง ๆ

“ไม่เจ้าค่ะ แค่ทวงตำรานิดหน่อย” เด็กหญิงไม่พูดเปล่า ยังใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งเป็นท่าประกอบด้วย

“ตำรา? คุยกันว่าจะกลับสำนัก ไหงมาทวงตำราเอาเวลานี้” 

“ก็พลังปราณของท่านตอนนี้มีทั้งพลังอสูร ทั้งพลังปราณปกติ ไม่รู้ว่าท่านไปได้ดื่มเลือดสัตว์อสูรตัวไหนมา ทำให้กลายเป็นแบบนี้ แต่เดียวผ่านไปสักอาทิตย์หนึ่งก็หายแล้วเจ้าค่ะ” จูลี่พูดราวกับผู้รู้ ทั้งที่จริง ๆ ก็ฟังจากเสียงลึกลับภายในหัวมาอีกที

“แล้วจะให้ข้าอยู่ร่างนี้ไปอีกอาทิตย์หนึ่งเลยเหรอ?” เกิดเดินเข้าไปสำนักแล้วอาจารย์หรือศิษย์ที่เก่งกาจคนไหนมาเจอ เขาไม่กลายเป็นซากอสูรหรือ

“ไม่ ๆ แค่หมายถึงอาการข้างเคียงพวกนี้จะไม่มีอีกไงเจ้าค่ะ แต่วิธีที่ทำให้เกล็ดงูพวกนี้หายไปก็ง่ายนิดเดียวเจ้าค่ะ ค่อย ๆ กดปราณอสูรลงไปในจุดตันเถียนแค่นั้นเองเจ้าค่ะ อย่าไปขวางหรือปิดกั้นมันเจ้าค่ะ”

ง่าย ๆ คือในเมื่อต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วม อาศัยปราณอสูรมาเติมเต็มตันเถียนเอาเสียเลย

“แล้วแบบนี้ข้าจะไม่กลายเป็นอสูรจริง ๆ ใช่ไหม?” เป็นสัตว์อสูรมีโอกาสตายได้ทุกลมหายใจ เอาแค่ที่จูลี่ออกล่าก็ชาไปทั้งหัวแล้ว ใครจะรู้วันดีคืนดีอาจไปอยู่ในถุงเก็บอสูรของจูลี่ก็เป็นได้

“ตราบใดที่ท่านไม่โคจรลมปราณก็ไม่มีปัญหา ผ่านไปสักอาทิตย์ก็น่าจะดีขึ้นแล้ว ไม่เป็นแล้ว” จูลี่ว่า

“อ้อ” ชายหนุ่มรับคำแก้เขินทีหนึ่ง ก่อนจะทำตามที่จูลี่บอก 

ใช้เวลาสักพักในที่สุดโจวหมิงเกล็ดงูบนผิวของชายหนุ่มก็หายไป ตอนนี้กลายเป็นคนปกติแล้ว

แต่ต่อให้เกล็ดงูหายไปแล้ว แต่สภาพหัวฟูยังคงอยู่ ชุดก็เป็นรูจนไม่น่าดูสักนิด เมื่อเดินเข้าสำนักกลายเป็นจุดสนใจอย่างห้ามไม่ได้ โชคดีที่ฟ้ามืดแล้ว จึงมีคนเห็นไม่มาก

เมื่อมาถึงโจวหมิงเอาถุงอสูรไปให้หม่าเหล่าซือ แล้วเขาก็กลับเรือนพำนักของตนเอง เพราะที่นั่นปราณปฐพีเส้นใหญ่กว่า วันนี้เพิ่งเลื่อนระดับ จำต้องปรับสมดุลให้ดี

ส่วนจูลี่กลับนั่งพิจารณาแหวนที่ได้มาอย่างจริงจัง

มันควรเป็นเพียงแหวนมิติ แต่ตอนที่รับรู้ถึงอันตรายกลับสังหารสัตว์อสูรระดับสร้างแกนได้ในทีเดียว แต่พอตั้งใจใช้มันกลับไม่ทำอะไรเลย ราวกับว่าการโจรตีก่อนหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา

“เจ้าอ้วน” เมื่อไม่มีใครให้ถามก็ต้องถามเอากับปรสิตที่สิงร่างตนเองนี่ละ

“เจ้าสิอ้วน บ้านเจ้านั่นละอ้วนทั้งบ้าน" เสียงลึกลับโมโหแล้วจริง ๆ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีร่างกาย แต่มันเคยอ้วนตั้งแต่เมื่อไหร่

“รู้แล้ว รู้แล้ว บ้านข้าก็อ้วนหมดนั่นละ พอใจหรือยัง แล้วบอกได้หรือยังว่านี่แหวนอะไร?" นี่เรียกคนด่าก็ไม่จำ คนเรียกก็ไม่เข็ด รู้ทั้งรู้ว่าจะโดนโมโหใส่ แต่ก็ยังเรียกเจ้าอ้วนไม่หยุด

เหมือนยิ่งโดนด่าก็ยิ่งสะใจ

“เจ้าคิดว่าของระดับนี้จะฟังคำสั่งของเด็กสร้างรากฐาน ที่วันวันเอาแต่กินหมูย่างหรืออย่างไร?” เสียงลึกลับได้ช่องก็ไม่ลืมที่จะสบประมาททีหนึ่ง

“ข้าหิวเพราะใครละ วันวันเอาแต่กินกินกิน” ด่านางมาเด็กหญิงก็เท้าเอวด่ากลับเช่นกัน

“เจ้าเป็นคนกิน เกี่ยวอะไรกับข้า?” 

หนึ่งคนสองวิญญาณเถียงกันจนจูลี่หลับ สุดท้ายก็ยังไม่ได้เบาะแสเกี่ยวกับแหวนที่ได้มาใหม่วงนี้

เช้าวันรุ่งขึ้นจูลี่ต้องคัดสมุนไพรพิษที่ทำให้คันคะเย่อไปทั้งตัว แต่เป็นจูลี่ แทบจะลงไปนอนกลิ้งทบบนสมุนไพรกลับไม่มีผลอะไรเลย ดังนั้นหม่าซือเจียวจึงโยนให้นางทำคนเดียว แต่ยังไม่ทันคันไปถึงไหน หม่าซือเจียวก็มาหาพร้อมกับโจวหมิง

"พวกเจ้าทำผลงานได้ดีมาก" หม่าซือเจียววางป้ายลงบนโต๊ะ "แปดหมื่นแต้ม ของเจ้า"

เด็กหญิงรับมาด้วยใบหน้ายินดียิ่ง “อาจารย์เจ้าคะ เดี๋ยวขอพิษเพิ่มด้วยเจ้าค่ะ ของเก่าหมดแล้ว” สุราก็หมดด้วยเช่นกัน 

“ศิษย์พี่แบ่งกันเจ้าค่ะ” เด็กหญิงยื่นป้ายหยกออกไปเตรียมจะถ่ายโอนให้โจวหมิง

“ไม่เอา ไม่เอา แค่ข้าเลื่อนระดับก็พอแล้ว” จูลี่แบ่งแกนปราณให้เขาถึงสองชิ้น ใช้แค่แปดหมื่นแต้มคืนก็ยังน้อยไป เขาไม่กล้ารับเด็ดขาด

คำพูดของโจวหมิงทำให้หม่าซือเจียวชะงักไป ก่อนจะมองดี ๆ อีกที จึงได้รู้ว่าโจวหมิงเลื่อนระดับแล้ว

เพียงแต่โจวหมิงเพิ่งเข้าสำนักได้ปีกว่า ๆ ด้วยพรสวรรค์แบบเขา จากผู้สร้างรากฐานขั้นต้น พุ่งพรวดทีเดียวกลายเป็นหลอมรวม

ชายชราอยากจะทิ้งผมของตัวเองออกให้หมดจริง ๆ นี่เขารรับตัวประหลาดอะไรมา แค่จูลี่ก็แย่แล้ว ดันมีโจวหมิงอีกคน

หลังจากเถียงกันอยู่พักหนึ่ง ทั้งคู่จึงสรุปว่าโจวหมิงรับแค่หนึ่งหมื่นแต้ม 

หนึ่งหมื่นแต้มนี้เท่ากับเขาทำงานเฝ้าประตูทั้งเดือน 

ชายหนุ่มมองเด็กหญิงอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ตอนนี้จูลี่แทบจะเป็นเทพเจ้าโชคลาภของชายหนุ่มแล้ว

ขณะที่โจวหมิงกำลังซึ้งใจจนเกือบจะหลั่งน้ำตา หม่าซือเจียวที่นิ่งเงียบมานานก็หยิบป้ายหยกประจำตัวของใครบางคนขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า

“พวกเจ้าคุยกันเสร็จแล้วก็ถึงตาข้าถามบ้าง เหตุใดป้ายหยกประจำตัวของขุนนางถึงติดอยู่ในถุงเก็บอสูรของข้าได้?”