LNCrawler

ตอนที่ 38

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 38

โจวหมิงที่เพิ่งจะก้มหัวขอบคุณเทพเจ้าโชคลาภอย่างจูลี่ พลันชะงักกึกจนคอแทบเคล็ด ความซึ้งใจที่มีเมื่อครู่ระเหยกลายเป็นไอหายไปหมดสิ้น เขามองป้ายหยกสีน้ำเงินเข้มที่สลักลวดลายตระกูลสูงศักดิ์บนโต๊ะ แล้วหันไปมองจูลี่ที่ยังคงทำหน้าตาซื่อบื้อถือไหสุราค้างไว้ในมือ

"ป้าย... ป้ายขุนนาง?" โจวหมิงเสียงสั่น "ศิษย์น้อง... เจ้าไปเก็บถุงเก็บของพวกคนชุดดำนั่นหมดแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วของพวกนี้คืออะไร?"

จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยื่นแหวนเก็บของระดับสูงให้หม่าซือเจียว "ที่เก็บมาได้เจ้าค่ะ ส่วนป้ายนั่นศิษย์เห็นว่าไม่มีประโยชน์เลยโยนทิ้งเจ้าค่ะ"

นางโยนทิ้งในดงงู ใครจะรู้ว่างูพวกนั้นดันคาบติดมาด้วย

“นี่หมายความว่าอย่างไร? เจ้า พวกเจ้าฆ่าขุนนางอย่างนั้นหรือ?” หม่าเหล่าซือตอนนี้รู้สึกถึงความร้ายแรงของปัญหาแล้ว

“เปล่าเจ้าค่ะ เป็นพวกงูฆ่าเจ้าค่ะ” นางไม่ได้โกหก เป็นพวกงูฆ่าจริง ๆ เพียงแต่ใครบงการก็เป็นอีกเรื่อง

โจวหมิงปิดปากสนิท การฆ่าขุนนางเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เขาจะพูดมากไม่ได้

หม่าซือเจียวขมวดคิ้ว ก่อนจะนำป้ายนั้นเดินจากไปอย่างรีบเร่ง

เมื่อร่างของหม่าซือเจียวลับสายตาไปจากเรือนพำนัก โจวหมิงก็รีบพุ่งเข้าไปปิดประตูและหน้าต่างทุกบานจนแน่นหนา เขาหันกลับมามองจูลี่ที่ยังคงยืนจิบสุราหน้าตาเฉย ราวกับว่าเรื่องที่เกิดไม่เกี่ยวกับตนเองแม้แต่น้อย

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากทางการสืบสวนขึ้นมา พวกเราอาจโดนทรมานหรือฆ่าตายเอาได้” โจวหมิงกระซิบเสียงลอดไรฟัน 

จูลี่วางไหสุราลงอย่างใจเย็น แววตาของเด็กหญิงไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย “เราไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนี่เจ้าค่ะ เป็นอสรพิษเกล็ดเหล็กต่างหาก พวกเราแค่เป็นคนเห็นเหตุการณ์”

โจวหมิงคิดแล้วคิดอีก ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ถูก เขาอยู่ในระดับหลอมรวม ส่วนจูลี่อยู่ในระดับสร้างรากฐาน แถมยังอายุเพิ่งเจ็ดขวบ จะฆ่าผู้ก่อกำเนิดถึงสี่คนได้อย่างไร เห็นชัดว่าเป็นเพียงผู้เห็นเหตุการณ์

“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ศิษย์พี่ดูนี่สิเจ้าคะ” จูลี่กางเอาของที่นางยึดไว้จากแหวนเก็บของของคนชุดดำ

“นี่เจ้าเอามาจากไหน?” โจวหมิงเบิกตากว้าง หินวิญญาณจำนวนมหาศาล มากพอให้เขาไม่ต้องทำงานไปอีกพักใหญ่เลย

หินวิญญาณพวกนี้มีไว้แลกเปลี่ยนซื้อขายในเมือง สิบแต้มสำนักแลกได้หนึ่งหินวิญญาณ แล้วจำนวนที่จูลี่เอามากองนี่ดูเหมือนจะมีนับแสนเลยทีเดียว

“ก็แหวนเก็บของของเจ้าพวกนั้นไงเจ้าคะ” เด็กหญิงพูดแล้วกระดกสุราไปอีกทีหนึ่ง ก่อนจะร้อง “ฮ๊า…” ออกมาอย่างมีความสุข

“ไม่ใช่เจ้าให้อาจารย์ไปหมดแล้วหรือ?”

“ศิษย์พี่ ท่านรู้จักค่าผ่านทางหรือไม่ ของที่ผ่านมือข้า ข้าก็ต้องคิดค่าบำรุงรักษาสักหน่อย” ตามจริงหากหม่าซือเจียวไม่เห็นป้ายขุนนาง แหวนพวกนั้นคงเป็นของนางทั้งหมดแน่นอน

โจวหมิงหมดคำจะพูด เรื่องคอขาดบาดตายถึงเพียงนี้ นางยังกล้าแอบขโมยของเขามา ช่างเป็นเด็กที่ไร้ศีลธรรมจริง ๆ

 

หม่าเหล่าซือนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับเจ้าสำนัก ทว่าเจ้าสำนักกลับไม่อยู่ จึงต้องแจ้งกับรองเจ้าสำนักแทน ทว่าปฏิกิริยาของรองเจ้าสำนักกลับไม่ได้ตื่นตะหนกแต่อย่างใด

“จริง ๆ แล้วช่วงเดือนที่ผ่านมามีคนของราชสำนักมาป้วนเปี้ยนแล้วสำนักเราอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว”

“มีคนของตระกูลขุนนางมาตายในเขตล่าอสูรของสำนักไม่ต้องกังวลได้อย่างไร?” หม่าซือเจียวทำหน้าบิดเบี้ยวอยู่พอสมควร อะไรคือไม่ต้องกังวล ต้องรอให้คนของทางการยกมาบุกสำนักก่อนหรืออย่างไร

“ตอนนี้ดูเหมือนพวกเขาจับเป้าหมายเจอแล้ว คนผู้นั้นมาจากตระกูลชู ตลอดทางที่ตามล่าฆ่าคนตระกูลขุนนางไปไม่น้อยเลย ถ้านี่จะตายอีกสามสี่คนพวกเขาไม่มีเวลามาสนใจหรอก” 

ง่าย ๆ ก็คือลูกน้องชั้นผู้น้อย ไม่มีอะไรให้สนใจ

กลุ่มคนที่ตายอยู่ในระดับก่อกำเนิด เทียบเท่าได้กับศิษย์สายในของสำนักต่าง ๆ

“แล้วป้ายกับของพวกนี้?” หม่าซือเจียวมองของร้อนในมือ ไม่รู้ว่าควรจะทำกับพวกมันอย่างไร

“ทิ้งพวกมันไปเสียให้ไกล ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็พอ” รองเจ้าสำนักกล่าวอย่างจริงจัง

“แล้วคนตระกูลชูผู้นั้น?” เพราะหม่าซือเจียวเอาแต่หลอมโอสถ ดังนั้นข่าวคราวนอกสำนักจึงไม่รู้มากนัก

รองเจ้าสำนักถอนหายใจเบา ๆ “เหมือนจะถูกจับได้ใกล้กับตระกูลจางนะ” 

ตระกูลจางเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางระดับกลาง แต่มีส่วนได้ส่วนเสียในการทำลายตระกูลชู เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครพูดอะไรก็พอจะเดาได้คร่าว ๆ ว่าชายคนนั้นคงตั้งใจจะไปล้างแค้น แต่ถูกจับได้เสียก่อน

“น่าแปลกที่เขายอมให้จับแต่โดยดี ได้ข่าวว่ายังยิ้มเยาะให้คนตระกูลจางด้วย เหมือนกับว่าแผนบางอย่างที่เขาวางไว้สำเร็จแล้ว" รองเจ้าสำนักว่า

“แล้วรู้หรือไม่ว่าชายคนนั้นเป็นใคร”

“ดูเหมือนจะเป็นชูไห่ดานคนสนิทของหัวหน้าตระกูลนะ” รองเจ้าสำนักตอบแล้วก็โบกมือไล่ “ไม่มีอะไรแล้วผู้อาวุโสหม่าก็กลับไปเถอะ" รองเจ้าสำนักถอนหายใจทีหนึ่งแล้วก็เตรียมจะจากไป

“อ้อ” หม่าซือเจียวพยักหน้าสองสามที “งั้นข้ากลับเรือนของข้าละ ท่านก็ระวังตัวให้ดีด้วย”

หม่าซือเจียวกลับมาที่เรือนพำนักด้วยความรู้สึกที่เบาลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว เขาเรียกโจวหมิงและจูลี่มาพบอีกครั้งเพื่อคืนแหวนเก็บของให้ พร้อมกำชับหนักแน่นให้ทั้งคู่ทำลายหลักฐานและปิดปากเงียบสนิทเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในถ้ำ

“แล้วป้ายขุนนางพวกนั้น?”

ชายชรามองป้ายพวกนั้นแล้วไม่สบายใจอย่างยิ่ง

“เก็บมันมาจากไหนก็เอาไปทิ้งตรงนั้น” ว่าแล้วก็โยนป้ายให้โจวหมิงเสียดื้อ ๆ

“อาจารย์ ศิษย์บอกตามตรงว่าไม่กล้าไปตรงนั้นอีกแล้วขอรับ” ถ้าไม่มีจูลี่ไปด้วย แต่เรื่องนี้เขาจะไม่พูด

“ขี้ขลาดสิ้นดี แบบนี้ยังกล้ามาเป็นศิษย์สายตรงของข้า” หม่าซือเจียวลืมไปแล้วว่ารับโจวหมิงมาเป็นศิษย์สายตรงเพราะต้องการให้ดูแลจูลี่เท่านั้น

“อาจารย์ นั่นมันอสูรระดับสร้างแก่นนะขอรับ” ขนาดศิษย์สายในยังรับมือยาก เขาเป็นแค่ศิษย์สายนอกส้มหล่น ถ้าไม่มีจูลี่ก็วิ่งหนีตั้งแต่เห็นหางแล้ว

ในขณะที่ผู้อื่นกำลังเถียงกัน ตัวต้นปัญหากำลังนิ่วหน้า เทสุราหยดสุดท้ายใส่ปาก ก่อนจะเบะปากน้ำตาคลอเบ้า

“สุราข้า สุราของข้าหมดอีกแล้ว”