ตอนที่ 3
ตอนที่ 3
เมื่อได้เป้าหมาย เด็กน้อยรอจนกระทั่งฟ้ามืดแล้วก็ตรงไปยังหอสุรา
หากเป็นคนอื่นเพิ่งมาใหม่ไม่มีวันรู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่นางมีผู้นำทางชั้นดี ที่สถิตอยู่ในร่าง
อาศัยความมืดพรางตัว และสัตว์ร้ายในร่างช่วยอำพรางกลิ่นอาย ไม่ช้าเด็กน้อยที่แทบไม่ได้หลบเลี่ยงอะไรเลยก็มาถึงบ้านไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง
หากบอกว่านี่คือหอสุราจูลี่มองว่ามันคือห้องเก็บฟืนเสียมากกว่า ทว่ากลิ่นหอมของสุราลอยมาติดจมูก บ่งบอกว่านางมาไม่ผิดที่
โดยปกติแล้วไม่ว่าจะห้องเก็บเสบียง ห้องเก็บฟืน ล้วนมีคนเฝ้าประจำอยู่ น่าแปลกที่ไม่มีใครเฝ้าหอสุราเลย
เพราะหอสุราแห่งนี้เป็นหอสุราของหอโอสถ ด้านในเป็นเพียงสุราธรรมดา ที่แสนจะธรรมดา หาใช่สุราเซียนไม่
ดังนั้นใครอยากดื่มก็แค่เดินมาเอา จูลี่เดินไปหยิบไหมาเปิด ก่อนจะเทใส่ลงในไหใบเล็กของตัวเอง
ทั้งที่เป็นไหใบเล็ก แต่เทสุราไหใหญ่ลงไปถึงสามไหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเต็ม
นี่เป็นไหที่บิดากำชับไว้นักหนาว่าเก็บให้ดี เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เหลือไว้เป็นของดูต่างหน้าที่แสดงว่านางเคยมีครอบครัวที่อบอุ่นมากเพียงไหน
หากปล่อยสุราทิ้งไว้ข้างในนานพอ พลังปราณอ่อน ๆ ที่ตัวไหปลดปล่อยออกมาจะเคี่ยวกรำจนมันกลายเป็นสุราเซียน เพียงแต่จูลี่เองก็ไม่รู้ว่าต้องรอนานเท่าใด
นางยกเหล้าที่เหลือก้นไหขึ้นกระดกใส่ปากอย่างสำราญใจ อย่างน้อยช่วงนี้คงไม่ขาดแคลนน้ำเมาไปอีกพักใหญ่
ทว่าขณะนั้นเอง ความสงบยามค่ำคืนก็ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
โฮก!!!
เสียงร้องกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับการปรากฏตัวของศิษย์รับใช้ชายผู้หนึ่ง เขาวิ่งหน้าตั้ง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด โกยแนบตรงดิ่งมาทางหอเก็บสุราอย่างไม่คิดชีวิต
เบื้องหลังของเขามีเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรเกราะศิลาที่คลุ้มคลั่งหลุดออกมาจากเรือนเพาะเลี้ยง
ยามนี้มันกำลังอาละวาดพังทลายต้นไม้และสิ่งก่อสร้างจนฝุ่นตลบ บรรดาศิษย์รับใช้คนอื่น ๆ ต่างตื่นตระหนกวิ่งหนีตายกันอลหม่าน
ทว่าเนื่องจากยอดเขาโอสถแห่งนี้เป็นเพียงสถานที่ปรุงยาและที่อยู่ของคนงานระดับล่าง หาใช่ยอดเขาหลักที่มีพวก ศิษย์สายในหรือศิษย์สายตรงผู้มีตบะเก่งกล้าอาศัยอยู่ไม่ ยามเกิดวิกฤตเช่นนี้จึงไม่มีใครที่มีฝีมือพอจะเข้าต่อกรได้เลย
พวกเขาทำได้เพียงจุดพลุกระดาษยันต์ส่งสัญญาณแสงสีแดงพุ่งสว่างวาบขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อร้องขอความช่วยเหลือข้ามยอดเขา ให้บรรดาอาจารย์ในสำนักรีบมาจัดการโดยด่วน
สัตว์อสูรตาแดงก่ำแยกเขี้ยวโง้ว มันไล่กวดศิษย์รับใช้เคราะห์ร้ายคนนั้นจนมาถึงหน้าบ้านไม้เก่า ๆ ซึ่งก็คือหอเก็บสุรานั่นเอง อุ้งเท้ามหึมาอันทรงพลังกางออก หมายจะตะปบทั้งคนและกระท่อมหลังนี้ให้แหลกเป็นผุยผงในคราเดียว
ทว่า... น้ำเมาในกระท่อมนี้มีค่าสำหรับจูลี่ยิ่ง นางยังเทเหล้าใส่ไหเล็กของตัวเองไม่เสร็จด้วยซ้ำ
พริบตาก่อนที่อุ้งเท้าอสูรจะฟาดลงมา บรรยากาศรอบข้างพลันเยือกแข็งจนน่าขนลุก จิตสังหารสายหนึ่งระเบิดวาบออกมาจากร่างป้อมของเด็กหญิงเจ็ดขวบ มันเข้มข้น ดุดัน และเปี่ยมด้วยแรงกดดันมหาศาล
พร้อมกับเสียงคำรามต่ำพร่ากังวานที่ได้ยินเพียงสัตว์อสูรคลั่งเท่านั้น
“เหล้าข้า ใครอย่าแตะ”
เท้าสัตว์อสูรที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ สัญชาตญาณสัตว์ป่ากรีดร้องเตือนภัยสั่งให้มันฝืนม้วนตัวกลับกลางคันจนหน้าทิ่มดินโครมใหญ่ มันตัวสั่นเทาพั่ก ๆ ด้วยความหวาดกลัวปนขวัญเสีย
จะโกยก็กลัวโดนตบจากด้านหลัง ตายไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนอะไรตาย แต่จะอยู่ พลังมหาศาลนี้ก็กดทับจนหายใจไม่ออก
แกล้งตาย
นี่เป็นสิ่งเดียวที่มันคิดออก หน้าจึงทิ่มแล้วทิ่มเลยอยู่บนกองดินเช่นนั้น
เดิมจูลี่แค่จะขโมยเล็กน้อย แต่เมื่อมีคนมาช่วยกลบความผิดให้ตนเองแล้วนางก็ไม่เกรงใจอีก ไหสุราทั้งหลายถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว และเทลงในไหเล็กของนาง
สัตว์อสูรเกราะศิลาหมอบนิ่งสนิท ขาสี่ข้างเหยียดชี้ฟ้าทื่อๆ พยายามกลั้นหายใจสุดชีวิต ดวงตาโตๆ ของมันเหลือบมองพื้นดิน ไม่กล้าแม้แต่จะขยับขนสักเส้น หวังลึกๆ ว่าจะรอดพ้นจากความตายจากพลังลึกลับนั้น
ทางด้านศิษย์รับใช้ชายที่ทรุดตัวอยู่บนพื้น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ หลังจากหลับตาปี๋รอความตายอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำเอาเขาเบิกตาค้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า
สัตว์อสูรคลั่งที่เพิ่งไล่กวดเขามาหยกๆ บัดนี้กลับนอนหงายท้อง ตัวแข็งทื่อ หน้าจมลงไปในกองดินราวกับโดนสายฟ้าฟาดใส่ ทั้งที่ไม่มีใครลงมือเลยสักคน
“เกิด... เกิดอะไรขึ้น” ศิษย์รับใช้ชายพึมพำเสียงสั่น มึนงงสับสนจนสติแทบหลุด
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงจำนวนมากก็มุ่งตรงมายังท้ายเขา บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์สายในที่เห็นสัญญาณเตือนภัยรีบรุดมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว
“อสูรคลั่งอยู่ไหน” อาจารย์ผู้คุมเรือนเพาะเลี้ยงตะโกนลั่นพลางชักกระบี่บินออกมา เตรียมพร้อมรบเต็มที่
ทว่าเมื่อทุกคนมาถึง กลับพบเพียงสัตว์อสูรเกราะศิลาขนาดมหึมานอนแน่นิ่งเป็นซาก ศิษย์รับใช้ชายที่นั่งเอ๋ออยู่กลางพุ่มไม้
“มัน... มันสิ้นฤทธิ์แล้วรึ?” อาจารย์คุมเรือนเพาะเลี้ยงเดินเข้าไปสะกิดร่างสัตว์อสูรอย่างระแวดระวัง ทันทีที่ปลายกระบี่แตะโดน สัตว์อสูรก็แอบเกร็งตัวแน่นกว่าเดิม หากพูดได้คงบอกออกไปว่า อย่ามายุ่งกับมัน มันเป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้น
อาจารย์นวดขมับ ตรวจดูรอบๆ ก็ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้หรือบาดแผลใดๆ จึงหันไปคาดคั้นศิษย์รับใช้ชาย “เจ้าทำอะไรมัน? เหตุใดมันถึงมีสภาพเช่นนี้”
“ศิษย์... ศิษย์ไม่ได้ทำอะไรเลยขอรับ” ศิษย์รับใช้ชายคนนั้นละล่ำละลัก “ศิษย์แค่วิ่งหนีมา พอถึงหน้าหอสุรา จู่ ๆ มันก็หน้าทิ่มดินแน่นิ่งไปเองเลยขอรับ”
ภายนอกหอสุราจะวุ่นวายโกลาหลเพียงใด แต่ด้านในกลับเงียบสงบยิ่ง จูลี่มั่นใจว่านางขโมยเทสุราใส่ไหใบน้อยจนเกือบหมดหอแล้ว จึงพยักหน้าเบาๆ อย่างพึงพอใจและเตรียมตัวจะปีนหน้าต่างหนีซ่อนตัว
เพียงแต่... ขานางสั้นเกินไปนิด คิดจะปีนก็ปีนไม่ขึ้น เด็กหญิงเจ็ดขวบพยายามกระโดดเหยง ๆ ดีดขาอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็พาตัวเองขึ้นมาพาดอยู่บนขอบหน้าต่างได้สำเร็จ ทว่ายังไม่ทันได้ดีใจ การทรงตัวกลับเสียจังหวะ สุดท้ายร่างป้อมเซถลาหัวคะมำ เอาหน้าลงไปปักทิ่มพื้นดินโครมใหญ่
สภาพเหมือนสัตว์อสูรด้านนอกตัวนั้นไม่มีผิด
“เด็กโง่” เสียงคำรามต่ำเอือมระอาของสิ่งมีชีวิตในร่างดังก้องในหัวอีกครั้ง
เด็กหญิงยู่หน้า ถ่มเศษหญ้าเศษดินออกจากปากพลางรีบดันตัวลุกขึ้นสาวเท้าเตรียมจะวิ่งหนี หากมีใครมาเห็นนางอยู่ตรงนี้ ชีวิตสงบสุขในสำนักคงจบสิ้นลงแน่
ทว่าเสียงความเคลื่อนไหวลนลานของเด็กน้อย ดันไปเข้าหูศิษย์สายในที่คอยคุ้มกันรอบนอกเข้าพอดี
“นั่นใครน่ะ!” เสียงตะโกนทักดังขึ้นพร้อมแสงไฟคบเพลิงที่ตวัดหันมาทางนี้
เมื่อเห็นว่ายัยหนูขาสั้นหนีไม่พ้นแน่ และหากโดนจับได้เรื่องขโมยเหล้าจะความแตก แรงกดดันมหาศาลที่มีเพียงสัตว์อสูรแกล้งตายอยู่หน้าหอสุราเท่านั้นถึงสัมผัสได้ก็ออกคำสั่ง
“พังหอสุรานี่ซะ”