ตอนที่ 39
ตอนที่ 39
โจวหมิงที่กำลังโดนหม่าซือเจียวเทศนาเรื่องความขี้ขลาดถึงกับชะงักกึก เขาก้มลงมองเด็กหญิงที่กำลังจ้องไหสุราเปล่าในมือด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์เหมือนเพิ่งเสียญาติผู้ใหญ่ไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
"เรื่องคอขาดบาดตายอยู่ตรงหน้า เจ้ายังจะห่วงเรื่องสุราอยู่อีกรึ" โจวหมิงกระซิบเสียงต่ำพลางคว้าแขนเสื้อจูลี่ให้เงียบเสียง
แต่จูลี่กลับสะบัดแขนออกอย่างดื้อดึง นางหันไปมองหม่าซือเจียวที่ยังคงบ่นกระปอดกระแปดเรื่องป้ายขุนนาง แล้วจู่ ๆ ก็ทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
"อาจารย์เจ้าคะ สุราข้าหมดแล้ว แบบนี้จะให้ศิษย์ไปทิ้งป้ายหยกกลางดงอสรพิษอย่างมีสมาธิได้อย่างไรกันเจ้าคะ? ถ้าข้าทำพลาดขึ้นมา พวกเราตายกันหมดแน่นะเจ้าคะ"
หม่าซือเจียวมุมปากกระตุก ถ้าขนาดไปล่าสัตว์อสูรระดับสร้างแก่นมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ยังกล้าหาข้ออ้างไร้สาระพวกนี้มาอีก
“ได้แต้มมาตั้งมาก อยากได้ก็ไปแลกเองสิ ส่วนเรื่องป้าย ข้าจัดการเองได้ ไม่ต้องให้เจ้าเป็นเดือดเป็นร้อน”
โจวหมิงนึกถึงแต้มที่จูลี่แลกสุรามาร้อยกว่าไห แล้วก็หมดในเวลาเพียงไม่กี่วัน “เจ้ากินสุรามากกว่าน้ำเปล่าเช่นนี้ ร่างกายไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ?”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ เสียงระฆังของสำนักก็ดังกังวานขึ้นเป็นจังหวะพิเศษ เป็นสัญญาณเรียกประชุมด่วนระดับสูงสำหรับศิษย์ทุกสายที่ได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียนเข้าร่วมดินแดนลับหุบเขาเมฆาที่กำลังจะเปิดในอีกสามวันข้างหน้า
หม่าซือเจียวชะงักไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ก่อนจะหันมามองศิษย์สายตรงของตนเอง
“นังหนู ตบะเจ้าหายไปไหน?” เมื่อวานยังเป็นผู้สร้างรากฐาน วันนี้กลายเป็นคนไร้ค่าไม่มีตบะไปเสียแล้ว
“ศิษย์ได้ของดีมาเจ้าค่ะ” ส่วนจะเป็นของอะไรนางไม่อยากเปิดเผย
หม่าซือเจียวเดาได้ว่าเป็นอักขระซ่อนตบะ แต่มองไม่ออกว่าเป็นของอะไรจึงไม่ได้ไตร่ถามต่อ
“พวกเจ้าเป็นศิษย์สายตรง ถึงแม้ระดับจะต่ำเตี่ยไปหน่อย แต่คงเลี่ยงการเข้าร่วมดินแดนลับแห่งนี้ไม่ได้” ใจจริงเขาไม่อยากให้จูลี่และโจวหมิงเข้าร่วมเท่าไหร่ แต่เหมือนเป็นกฎไปแล้วว่าศิษย์สายตรงทุกคนจำเป็นต้องเข้าร่วม
แล้วเจ้าเด็กสองคนนี้ดันเป็นศิษย์สายตรง
“ดินแดนลับมีสุราหรือไม่เจ้าคะ?” เด็กหญิงเอียงคอถาม ถ้าไม่มีสุรา นางอาจได้ตายคาดินแดนลับนั่นเป็นแน่
หม่าซือเจียวอยากจะเอาหัวโขกเต้าหู้ตาย "ถ้าเจ้ามีชีวิตรอดออกมาได้ ข้าจะเอาสุราที่หมักจากสมุนไพรล้ำค่าในดินแดนลับมาให้เจ้าอาบแทนน้ำเลย"
โจวหมิงมองตาปริบ ๆ อยากจะบอกว่าปกติจูลี่ก็ดื่มสุราแทนน้ำอยู่แล้ว แบบนี้สุราอาจารย์หม่าจะหมดหรือไม่ แต่คิดก็ส่วนคิด เขาไม่มีทางพูดออกมาแน่ อยู่แบบนี้ก็ดีแล้วเหตุใดต้องหาเรื่องใส่ตัว
“ถ้างั้นตอนนี้ศิษย์ขอตัวไปแลกสุราก่อนนะเจ้าคะ” ว่าแล้วจูลี่ก็จูงมือโจวหมิงจากไป
ดินแดนลับกำลังจะเปิด โถงภารกิจจึงคึกคักยิ่ง แต่ละคนมาแลกอาวุธ โอสถ ค่ายกล ยันอักขรา และสิ่งของช่วยชีวิตในยามคับขัน ทว่า…
เด็กน้อยไร้ตบะใส่ชุดศิษย์รับใช้คนหนึ่ง กับชายหนุ่มใส่ชุดศิษย์สายตรงคนหนึ่ง พอมาถึงก็ขอแลกในสิ่งที่คนอื่นไม่แลก
“เอาสุราชั้นดีสองหมื่นแต้มเจ้าค่ะ” เด็กหญิงวางป้ายหยกลงไป ท่าทางเหมือนนักเลงหัวไม้ในตัวเมือง เพียงแต่ผู้กระทำคือเด็กหญิงตัวสูงยังไม่พ้นเอวของศิษย์พี่คนอื่น ๆ เลยด้วยซ้ำ
ทุกสายตาหันมามองจูลี่เป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่านางไร้ตบะ ป้ายก็เป็นป้ายหยกของศิษย์สายตรง ก็พากันขมวดคิ้ว
เพียงโถงภารกิจตอนนี้คุ้นหน้าคุ้นตากับจูลี่แล้ว ดังนั้นจึงไม่สงสัย เพียงครู่เดียวก็จัดการให้นางเรียบร้อย
หลายคนจึงเข้าใจเอาเองว่าป้ายหยกอาจจะเป็นของโจวหมิง เพียงแต่โจวหมิงดูจะเป็นศิษย์สายตรงที่ตบะอ่อนด้อยไปเสียหน่อยก็เท่านั้น
โจวหมิงยังไม่คิดจะแลกของ เขาจำเป็นต้องไปวางแผนดี ๆ เสียก่อน อย่างไรดินแดนลับก็ยังไม่เปิดในวันนี้
เมื่อทั้งสองคนกลับมาถึงเรือนพำนัก หม่าซือเจียวที่รออยู่ก่อนแล้วก็ค้อนขวับทันทีที่เห็นไหสุราจำนวนมหาศาลวางเรียงรายอยู่ในแหวนเก็บของของจูลี่
“นี่พวกเจ้า วัน ๆ สนใจแต่เรื่องกินเรื่องดื่มหรืออย่างไร ดินแดนลับหุบเขาเมฆาคือที่ที่คนตายกันเป็นเบือ พวกเจ้ายังคิดว่าไปฉลองฤดูใบไม้ผลิหรือไง” ชายชราตวาดลั่น ก่อนจะดึงตัวจูลี่มาตรงหน้า “ในเมื่อพวกเจ้ามีตบะ เอ้อ ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเจ้าจะไป ก็ต้องมีวิชาเอาตัวรอด"
ชายชราดึงตำราเล่มเก่าออกมา ด้านหน้าเขียวว่า เท้าวายุ
โจวหมิงมองอาจารย์หม่าด้วยสายตาชื่นชม “จริงด้วย อาจารย์ช่างสายตากว้างไกลยิ่งนักขอรับ” ระยะนี้เขาอยู่กับจูลี่เผชิญเรื่องอันตรายมาก็หลายครั้ง ถ้ามีวิชาเอาตัวรอดที่ดี เหตุใดจึงจะไม่ร่ำเรียนเล่า
“วิชานี้เน้นความเร็วและการเคลื่อนที่ที่คาดเดาไม่ได้” หม่าซือเจียวอธิบายพลางทำท่าก้าวย่างให้ดู “หลักการง่ายมาก คือไม่ต้องไปสู้ใครให้เสียเวลา ชีวิตมีค่าต้องรักษา วิชาแรกและวิชาเดียวที่เจ้าต้องใช้ในดินแดนลับคือ... วิ่งหน้าตั้ง”
จูลี่เบะปาก นางไม่เห็นจำเป็นต้องใช้วิชาวิ่งหน้าตั้งอะไร ยังเอาตัวรอดจากฆ่าล้างตระกูลมาได้เลย วิชาเอาตัวรอดที่ดีคือวิชาปกปิดกลิ่นอายต่างหาก แต่นั่นละ นางไม่อยากเถียงกับคนแก่ เดี๋ยวตาเฒ่าจะหัวใจวายตายเสียก่อน
หลังจากสั่งสอนกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดจูลี่กับโจวหมิงก็สำเร็จวิชาวิ่งเท้าวายุ หรือที่หม่าซือเจียวเรียกว่าวิ่งหน้าตั้งขั้นต้นสำเร็จ
ในตอนนี้เองที่ชายชราลองอุ้มจูลี่ขึ้นมาดู แล้วก็อุ้มได้เป็นปกติ ไม่ได้รู้สึกเหมือนยกภูเขาทั้งลูกเหมือนตอนที่นางหลับแต่อย่างใด
คืนนั้นตอนที่จูลี่หลับ หม่าซือเจียวจึงเข้าไปหาแล้วลองอุ้มดู ทว่าก็อุ้มได้เป็นปกติ
สมมุติฐานที่คิดว่าตอนจูลี่หลับถึงจะอุ้มไม่ขึ้นจึงถูกปัดตกไป
เขาทอดถอนใจแล้วหันไปหาโจวหมิงที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่มุมห้อง "เจ้าเป็นศิษย์พี่ของนาง อยู่กับนางบ่อยที่สุด เจ้าไม่สังเกตเห็นอะไรผิดปกติบ้างรึ?"
โจวหมิงเกาหัวยิกๆ ด้วยความอึดอัดใจ
“ถ้าอาจารย์ถามว่านางดูเป็นปกติตรงไหนอาจจะตอบง่ายกว่านะขอรับ”