LNCrawler

ตอนที่ 43

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 43

เสียงเยาะเย้ยนั้นดังขึ้นท่ามกลางศิษย์จากหลายสำนัก จนคนรอบข้างพากันหันมอง

ผู้พูดเป็นชายหนุ่มวัยประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมชุดคลุมสีม่วงปักเมฆเงิน หน้าเรียวยาว คางเชิดสูง ด้านหลังมีศิษย์ติดตามอีกสามคน บนหน้าอกมีตราสำนักวายุคราม

ชายหนุ่มปรายตามองจูลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะหยัน "ข้ายังนึกว่าสำนักชิงเฟิงส่งอัจฉริยะมา ที่แท้ก็แค่เด็กขี้เมาคนหนึ่ง" ศิษย์รอบด้านหัวเราะเบา ๆ

จูลี่กำลังง่วนอยู่กับการเคี้ยวหมูย่าง ไม่แม้แต่จะเงยหน้า 

โจวหมิงขมวดคิ้ว "เจ้ามีธุระอะไร" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ 

"ไม่มี แค่เห็นอะไรแปลก ๆ เด็กไม่มีตบะ ยังกล้าเข้าดินแดนลับ หรือว่า คิดจะเข้าไปเป็นอาหารอสูร" เด็กเจ็ดขวบไม่มีตบะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่แปลกที่สำนักชิงเฟิงคิดจะพานางเข้าไปด้วย

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก จูลี่เพิ่งกลืนหมูคำสุดท้ายลงคอ เด็กหญิงยกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ จากนั้นหันไปมองชายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย

"ท่าน พูดกับข้าหรือเจ้าคะ" 

ชายหนุ่มยิ้มเยาะ 

"ตรงนี้มีเด็กเมาอีกคนหรือ"

 จูลี่พยักหน้าหงึก ๆ “อ้อ ข้านึกว่าท่านกำลังบ่นกับตัวเอง”

" "..." รอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มแข็งค้าง 

"หมายความว่าอย่างไร" เด็กหญิงเอียงคอ "ท่านบอกว่ามีคนจะเป็นอาหารอสูร ข้าก็นึกว่าท่านกำลังแนะนำตัวเอง"

เงียบ

จากนั้นเสียงหัวเราะก็ระเบิดดังขึ้นจากศิษย์หลายสำนัก แม้แต่ศิษย์ชิงเฟิงยังรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม 

โจวหมิงยกมือกุมหน้าผาก อีกแล้ว ศิษย์น้องของเขาเริ่มแล้ว

ชายหนุ่มสีหน้าดำคล้ำ "เจ้ากล้าดูถูกข้า รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร" 

จูลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า "ไม่รู้เจ้าค่ะ แต่ท่านพูดเยอะ น่าจะไม่ใช่คนสำคัญ"

เสียงหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม ชายหนุ่มแทบกระอักเลือด เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว พลังปราณระดับสร้างรากฐานขั้นปลายแผ่กระจายออกมา หลายคนหน้าซีด โจวหมิงขยับมายืนบังจูลี่ทันที ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย เสียงทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า

"ผู้ใดก่อเรื่องหน้าประตูดินแดนลับ" ผู้เฒ่าสามคนเหาะลงมาพร้อมกัน แรงกดดันมหาศาลกดทับทั่วบริเวณ 

ชายหนุ่มจากสำนักวายุครามรีบถอยหลัง ก้มศีรษะ "ศิษย์มิกล้า"

ผู้เฒ่าหันมองจูลี่ สายตาหยุดอยู่ที่ไหสุราซึ่งนางกอดไว้แน่น ก่อนขมวดคิ้ว "เด็ก เจ้าดื่มสุราด้วยหรือ"

เด็กอายุน้อยเอาแต่ดื่มสุรา น่ากลัวสุขภาพจะเสียหาย 

จูลี่พยักหน้าอย่างจริงจัง "เจ้าค่ะ ถ้าไม่มีสุรา ข้าจะหิว"

ผู้เฒ่าชะงักไปชั่วครู่ ยังไม่ทันกล่าวอะไร จู่ ๆ พื้นดินใต้เท้าก็เริ่มสั่นสะเทือน ประตูศิลาโบราณที่ปิดสนิทมานานนับปี ค่อย ๆ แยกออกจากกันอย่างช้า ๆ สายหมอกสีขาวมหาศาลพวยพุ่งออกมา พร้อมกลิ่นอายโบราณที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังถูกบางสิ่งจับจ้องอยู่จากส่วนลึกของดินแดนลับ

ผู้เฒ่าทั้งสามเปลี่ยนสีหน้าทันที "เปิดแล้ว ทุกสำนัก เข้าแดนลับได้"

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูดินแดนลับ โลกทั้งใบพลันเปลี่ยนไป ผืนฟ้าสีครามเข้มไร้ดวงอาทิตย์ ภูเขาหินมหึมาลอยค้างอยู่กลางอากาศ ธารน้ำหลายสายไหลย้อนขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังปราณหนาแน่นจนเกิดเป็นละอองสีขาวจาง ๆ ลอยคลุ้งไปทั่ว

โจวหมิงสูดหายใจเข้าลึก พลันรู้สึกว่าพลังปราณในร่างหมุนเวียนเร็วขึ้นกว่าปกติหลายเท่า 

"สมกับเป็นดินแดนลับ..." ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างตื่นเต้น 

สถานที่เช่นนี้ หากบำเพ็ญเพียรเพียงวันเดียว เกรงว่าจะเทียบได้กับโลกภายนอกหลายวัน ทว่าพอหันมา กลับพบว่าจูลี่นั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นเสียแล้ว เด็กหญิงกอดไหสุราไว้แน่น ก่อนจะล้วงถุงเก็บอสูรออกมา 

"ออกมาได้แล้ว"

แสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกจากถุงเก็บอสูร ร่างมหึมาสูงกว่าสามจั้งปรากฏตัวขึ้นกลางป่า พื้นดินสะเทือนเล็กน้อย 

มันคืออสุรเกาะศิลาที่จูลี่แอบไปขโมยมาตั้งแต่เมื่อคืน คาเดาว่าตอนนี้ส่วนดูแลสัตว์อสูรคงหากันจ้าละหวั่นแล้ว

โจวหมิงรีบถอยหลังไปหลายก้าว แม้จะรู้ว่าอสูรมักจะเชื่องกับจูลี่ แต่ทุกครั้งที่เห็น เขายังอดหวาดเสียวไม่ได้

อสูรเกราะศิลาก้มศีรษะลงต่ำ ดวงตาหินแข็งกระพริบปริบ ๆ อย่างนอบน้อม จูลี่ตบขามันเบา ๆ 

"นั่ง" 

อสูรเกราะศิลารีบหมอบลงทันที เด็กหญิงปีนขึ้นหลังมันอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะจัดไหสุราไว้บนตัก แล้วเอนตัวพิงแผ่นหลังหินอย่างสบายอารมณ์ "ไปกันเถอะเจ้าค่ะ"

โจวหมิงยืนอึ้ง "ศิษย์น้อง... เจ้าจะขี่มันจริง ๆ หรือ" 

จูลี่เอียงคอ "ทำไมจะไม่ได้เจ้าคะ เดินเองเหนื่อย" 

เหตุผลนั้นช่างมีน้ำหนักเสียจนโจวหมิงเถียงไม่ออก เมื่อต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมเสีย โจวหมิงปีนขึ้นไปบนหลังของอสูรตัวใหญ่ ท่าทางของเขากล้า ๆ กลัว ๆ

อสูรเกราะศิลาค่อย ๆ ลุกขึ้น ก้าวแรกของมันทำให้พื้นดินสั่นเบา ๆ ทุกย่างก้าวหนักแน่นดั่งภูผาเคลื่อนที่ จูลี่โยกตัวไปมาตามจังหวะ ก่อนจะหยิบหมูย่างออกมากัดคำหนึ่ง 

"สบายกว่าเดินเยอะเลยเจ้าค่ะ" โจวหมิงมองเด็กหญิงที่กำลังกินหมูย่าง ดื่มเหล้า ขี่อสูรเกราะศิลาราวกับคุณหนูออกเที่ยว 

เมื่อต่อต้านไม่ได้ก็แค่เข้าร่วม โจวหมิงหยิบเอาหมูย่างและสุราขึ้นมาดื่มตาม

ระหว่างทาง สัตว์อสูรที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ต่างพากันโผล่หน้ามามอง หมาป่าเพลิง เสือลายเมฆา ลิงอสูรเขี้ยวเหล็ก แต่ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างจากอสูรเกราะศิลา สัตว์อสูรทุกตัวกลับตัวแข็งทื่อ ก่อนจะค่อย ๆ หมอบลงกับพื้น 

ไม่ใช่แค่เกรงกลัวอสูรเกราะศิลา แต่ยังมีกลิ่นอายที่ซ่อนอยู่บนหลังของมัน กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง 

อสูรเกราะศิลากลืนน้ำลายอย่างลำบาก มันรู้ดีว่าสัตว์อสูรพวกนี้เข้าใจผิดคิดว่ามันคือผู้ติดตามของตัวตนสูงสุด มันเองก็ไม่กล้าอธิบาย อธิบายผิด อาจไม่มีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้

ส่วนจูลี่ไม่ได้รับรู้เรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย นางหรี่ตาอย่างเกียจคร้าน พลางตบหลังอสูรเกราะศิลาเบา ๆ 

"เดินช้าอีกหน่อยเจ้าค่ะ เหล้าหก" 

อสูรเกราะศิลาสะดุ้งสุดตัว รีบชะลอฝีเท้าลงทันที ทุกก้าวนุ่มนวลราวกับกำลังแบกไข่มังกร โจวหมิงที่อยู่ด้านหลังถึงกับยกมือกุมหน้าผาก 

"นี่มันอสูรระดับผสานแก่น หรือวัวลากเกวียนกันแน่"