ตอนที่ 44
ตอนที่ 44
จูลี่เดินผ่านไปแล้ว แต่ผู้คนที่เข้ามายังดินแดนลับยังไม่ได้ก้าวไปไหน
เบื้องหลังยังมีศิษย์จากอีกหลายสำนักทยอยเดินผ่านประตูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
มีเสียงกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่ขึ้นเป็นระยะจากกลุ่มศิษย์ที่ยืนแข็งค้างอยู่หน้าประตูศิลาโบราณ สายตาที่เคยเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามเมื่อครู่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและฉงนงุนงงอย่างถึงที่สุด
ชายหนุ่มสำนักวายุครามที่เคยยืนวางท่าเชิดสูง ใบหน้าในตอนนี้กลับซีดเผือดราวกับคนเพิ่งเห็นผี เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมผ่านไรผมจนชุดคลุมสีม่วงเปียกชื้น เขามองตามแผ่นหลังเล็กจ้อยที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในหมอกควันของดินแดนลับอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
"ศิษย์พี่ เมื่อครู่ ข้าตาฝาดหรือไม่?" ผู้ติดตามคนหนึ่งถามเสียงสั่นเครือ พลางก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว
"อสูรเกราะศิลาที่ขึ้นชื่อว่าบ้าคลั่งและดุร้ายที่สุด... กลับยอมให้เด็กไร้ตบะขี่หลังเหมือนวัวลากเกวียนเนี่ยนะ?"
"หุบปาก!" ชายหนุ่มคำรามในลำคอด้วยความตื่นตระหนก แม้ปากจะสั่งให้ลูกน้องเงียบ แต่ขาทั้งสองข้างของเขากลับสั่นระริกโดยไม่อาจควบคุม เขาจำได้แม่นว่าเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว เขาเพิ่งถากถางนางไปว่า 'จะเข้าไปเป็นอาหารอสูร' แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นว่าเด็กหญิงคนนั้นคือคนที่สั่งให้อสูรเกราะศิลาเดินช้าลงอีกนิดเพียงเพราะกลัวเหล้าหก
ศิษย์จากสำนักอื่น ๆ ที่ยืนอยู่โดยรอบต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บรรยากาศแห่งความหยิ่งผยองที่เคยมีก่อนเข้าแดนลับมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตระหนักรู้ที่ว่า สำนักชิงเฟิงมีศิษย์ที่ควบคุมสัตว์อสูรได้อยู่
"อย่าได้ริอาจไปยุ่งกับเด็กนั่นเด็ดขาด" ศิษย์พี่ผู้หนึ่งจากสำนักที่อยู่ใกล้เคียงกระซิบเตือนศิษย์น้องในสังกัดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขนาดอสูรที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับสร้างรากฐานยังต้องหวาดกลัว นางยังคุมได้ดุจสุนัขเฝ้าบ้าน” หากไม่อยากตายอย่างไม่รู้ตัว ก็จงจำใส่หัวไว้ว่าอย่าได้ขวางทางเด็กหญิงผู้นั้นแม้แต่ก้าวเดียว
แต่บางคนไม่คิดเช่นนั้น หลังอาการตกตะลึงเพียงครู่ ก็กลับมาสงบจิตใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็แค่เด็กไร้ตบะผู้หนึ่ง ขอเพียงล่อให้นางอยู่ลำพัง การจะเล่นงานก็ง่ายเพียงฝ่ามือ
ท่ามกลางความคิดหลากหลายของคนเบื้องหลัง จูลี่ที่อยู่ห่างออกไปในป่าโบราณกลับไม่รับรู้ถึงความสั่นสะเทือนที่นางก่อขึ้นแม้แต่น้อย
"ศิษย์น้อง..." โจวหมิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเบา ๆ "เราจะไปที่ไหนกันต่อดี"
จูลี่พิงหลังกับแผ่นหินอุ่น ๆ ของเจ้าเกราะศิลา ดื่มสุราอีกอึกหนึ่ง
"หาที่นอนเจ้าค่ะ"
โจวหมิงที่นั่งอยู่บนหลังอสูรเกราะศิลาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ พลางเหลือบมองศิษย์น้องตัวน้อยที่นั่งจิบสุราอยู่ข้างหน้า
"ศิษย์น้อง...คนอื่นเขารีบไปแย่งสมบัติกันหมดแล้ว"
จูลี่หันมามองอย่างแปลกใจ ก่อนเอียงคอถามด้วยความซื่อ
"แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเราหรือเจ้าคะ?"
"..."
โจวหมิงอ้าปากค้าง
เกี่ยวอะไร ก็เกี่ยวหมดนั่นแหละ เข้าดินแดนลับทั้งที ผู้ใดไม่รีบไปเก็บโอสถวิญญาณ แร่หายาก หรือผลไม้สวรรค์ รอให้คนอื่นเก็บไปหมดก่อนหรืออย่างไร แต่เมื่อเห็นดวงตากลมโตที่จ้องมองมาอย่างใสซื่อ เขาก็ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ
สุดท้าย เขาเลือกที่จะเงียบ
อสูรเกราะศิลายังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้าผ่านป่าโบราณอันเงียบสงัด ระหว่างทางแม้จะมีสัตว์อสูรจำนวนไม่น้อยแอบซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ แต่ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบนหลังอสูรเกราะศิลา พวกมันก็รีบหมอบต่ำ หลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง เดินมาได้ราวหนึ่งชั่วยาม จูลี่จึงยกมือขึ้นแตะเขาของมันเบา ๆ
"ตรงนี้แหละเจ้าค่ะ"
เบื้องหน้าเป็นลานหญ้าขนาดไม่ใหญ่ มีลำธารสายเล็กไหลผ่าน ด้านหลังเป็นหน้าผาหินสูง ส่วนโดยรอบถูกต้นไม้โบราณปกคลุมจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นจากภายนอก
โจวหมิงกวาดตามองรอบด้านพลางคิ้วกระตุก
"ที่นี่... ไม่มีสมุนไพร ไม่มีแร่ ไม่มีผลไม้วิญญาณ ศิษย์น้องเลือกที่นี่ทำไม?"
จูลี่ตอบทันทีโดยไม่ลังเล
"เงียบดีเจ้าค่ะ... หาที่นอนเจ้าค่ะ"
"..."
เหตุผลเรียบง่ายเสียจนโจวหมิงพูดไม่ออก เขาจำต้องกระโดดลงจากหลังอสูรเกราะศิลาตามเด็กหญิงไป
จูลี่ชี้นิ้วที่สวมแหวนเก็บของวงหนึ่งออกมา แสงสว่างวาบขึ้น ผืนผ้าไหมสีครามขนาดใหญ่ถูกโยนออกมา ก่อนจะกางตัวเองออกกลางลานหญ้าราวกับมีชีวิต เสาเงินหลายต้นปักลงบนพื้นเองอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจ กระโจมหลังงามก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ตัวกระโจมสูงเกือบสองจั้ง พื้นด้านในปูด้วยหนังสัตว์อสูรเนื้อนุ่ม มีห้องแบ่งออกเป็นหลายส่วน ด้านหนึ่งเป็นที่พัก อีกด้านเป็นลานเล็ก ๆ สำหรับนั่งพักผ่อน มุมหนึ่งยังมีเตาอาคมสำหรับปรุงอาหารโดยเฉพาะ
โจวหมิงอ้าปากค้าง
"กระโจมพยับเร้นระดับกลาง"
เขาเคยเห็นเพียงครั้งเดียวตอนอยู่ในตลาดเมืองเท่านั้น ราคาตั้งห้าหมื่นแต้ม แม้แต่ศิษย์สายในหลายคนยังไม่กล้าแลก แต่ศิษย์น้องของเขา กลับเอามากางเหมือนกำลังเที่ยวเล่นในป่า
จูลี่เดินสำรวจอยู่รอบหนึ่ง ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"คืนนี้นอนสบายแล้วเจ้าค่ะ"
จากนั้นนางก็หันไปมองอสูรเกราะศิลาที่หมอบรออยู่
"เจ้าหิน"
อสูรเกราะศิลาสะดุ้ง รีบหมอบชิดติดพื้นทันที
"โฮก..."
"ไปล่าสัตว์อสูรมาให้หน่อย เอาที่เนื้ออร่อย ๆ นะ ถ้าตัวไหนเหนียว อย่าเอามาล่ะ"
อสูรเกราะศิลากะพริบตาปริบ ๆ เนื้ออร่อย? มันเกิดมาหลายร้อยปี ไม่เคยมีผู้ใดสั่งงานเช่นนี้มาก่อน
"เร็วหน่อยนะ เดี๋ยวศิษย์พี่โจวจะย่างไม่ทัน" จูลี่ตบหัวมันเบา ๆ
อสูรเกราะศิลารีบพยักหน้ารัว ๆ ก่อนหมุนตัววิ่งหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
โจวหมิงมองตามร่างมหึมาที่กำลังเร่งฝีเท้าจนต้นไม้หักโค่นเป็นทางยาว มุมปากกระตุกไม่หยุด
"ศิษย์น้อง... เมื่อครู่ เจ้าสั่งให้อสูรระดับผสานแก่น ออกไปหาอาหารหรือ?"
จูลี่พยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
“เจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นใครจะหา?”
โจวหมิงพูดไม่ออก ก็ถูกของนาง เขาเองก็ไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น
"ข้าจะนอนนะเจ้าคะ"
พูดจบ เด็กหญิงก็หิ้วไหสุราเดินเข้ากระโจม ทิ้งให้โจวหมิงยืนเหม่อมองป่าอยู่ตามลำพัง ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางมองกระโจมหรูหราท่ามกลางแดนลับมรณะ
เขาชักสงสัยแล้ว ตกลงนี่มาล่าสัมบัติ หรือมาฉลองฤดูใบไม้ผลิกันแน่