ตอนที่ 45
ตอนที่ 45
โจวหมิงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปในกระโจม
พอเห็นกระโจมก็ต้องยอมรับว่าห้าหมื่นแต้มไม่เสียเปล่าจริง ๆ
แม้ภายนอกจะดูเป็นเพียงกระโจมธรรมดา แต่เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน กลับกว้างขวางกว่าที่เห็นหลายเท่า พื้นปูด้วยหนังสัตว์อสูรเนื้อนุ่มจนแทบจมเท้า โต๊ะ เก้าอี้ เตาอาคม แม้กระทั่งเครื่องใช้จำเป็นล้วนจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เหนือศีรษะยังมีผลึกเรืองแสงส่องประกายอ่อน ๆ ราวกับอยู่ในเรือนพัก
โจวหมิงทอดถอนใจ "สมกับราคาห้าหมื่นแต้ม..."
เขาเดินออกมาด้านนอกอีกครั้งเพื่อสำรวจบริเวณรอบ ๆ แต่เมื่อสังเกตให้ละเอียด สีหน้าของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความฉงน
"แปลก" ชายหนุ่มย่อตัวลงวางฝ่ามือบนพื้นดิน พลังปราณในกายแผ่ออกไปเพียงครู่เดียว ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
นี่มัน เส้นปราณปฐพี
ใต้พื้นดินลึกลงไปมีเส้นปราณขนาดมหึมาพาดผ่าน ความเข้มข้นของพลังวิญญาณนั้นเหนือกว่าบ่อปราณในสำนักชิงเฟิงหลายเท่าตัว
หากนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่บนจุดนี้ ต่อให้เป็นหมู ก็อาจทะลวงระดับได้
รอบด้านกลับเงียบผิดปกติ ไม่มีสมุนไพรวิญญาณแม้แต่ต้นเดียว ไม่มีผลไม้วิญญาณ แม้แต่หญ้าธรรมดายังขึ้นประปรายอย่างเบาบาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์อสูร
รอบพื้นที่หลายร้อยจั้งกลับไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต
โจวหมิงขมวดคิ้วแน่น สถานที่เปี่ยมพลังเช่นนี้ควรเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สัตว์อสูรต้องแย่งชิงกันครอบครอง เหตุใดจึงว่างเปล่าถึงเพียงนี้
หรือจะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่ายึดครองอยู่? ความคิดนี้ทำให้เขารีบลุกขึ้นทันที
"ศิษย์น้อง"
โจวหมิงรีบเดินเข้าไปในกระโจม เห็นจูลี่นอนกอดไหสุราหลับน้ำลายยืดอย่างสบายอารมณ์ เด็กหญิงพลิกตัวอื้ออึงเบา ๆ ก่อนจะนิ่งไป ชายหนุ่มถอนหายใจยาว
"ช่างเถอะ... อย่างน้อยถ้ามีสัตว์อสูรจริง เกรงว่ามันคงต้องกลัวศิษย์น้องมากกว่า" เขาตัดสินใจเดินออกมานั่งเฝ้าอยู่หน้าเตาอาคม
เขาไม่ได้นั่งให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่รวบรวมปราณจากพื้นดินเข้าสูจุดตันเถียนของตัวเองด้วย
ปราณเข้มข้นเช่นนี้หาได้ยาก ถึงแม้เขาจะเพิ่งทะลวงขั้น ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ แต่ใครบ้างไม่อยากก้าวหน้า
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป สองก้านธูป จนหลายชั่วยามผ่านไป ในป่ายังคงไร้ซึ่งเสียงความเคลื่อนไหว โจวหมิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ค่ำแล้ว
อสูรเกราะศิลายังไม่กล้ามา
โจวหมิงเริ่มกระวนกระวาย ด้วยความเร็วของอสูรเกราะศิลา ต่อให้วิ่งไปไกลสุดลูกหูลูกตาก็ควรกลับมาได้แล้ว
ยังไม่ทันได้คิดอะไรผ้าม่านกระโจมก็ถูกเปิดออกอย่างแรง จูลี่เดินออกมาพร้อมไหสุรา ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย "เจ้าหินยังไม่กลับหรือเจ้าคะ?"
"ยัง" โจวหมิงตอบเสียงเรียบ
เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนขมวดคิ้วน้อย ๆ "หรือมันแอบอู้"
โจวหมิงกลืนน้ำลายไม่รู้จะตอบอย่างไร ทว่าจูลี่กลับพยักหน้าให้ตัวเองอย่างมุ่งมั่น นางยกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ก่อนคว้าไม้เสียบหมูย่างที่เหลือเสียบไว้ที่เอว
"ศิษย์พี่ ช่วยเฝ้ากระโจมให้หน่อยนะเจ้าคะ ข้าจะไปลากเจ้าหินกลับมา"
พูดจบ เด็กหญิงก็เดินฮัมเพลงเบา ๆ เข้าสู่ป่าโบราณ ราวกับกำลังจะไปตามเด็กดื้อกลับบ้าน มิใช่ตามหาอสูรระดับผสานแก่นที่ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต่างหวาดกลัว ทิ้งให้โจวหมิงยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นด้วยแววตาปลงตก
เขารู้สึกสงสารอสูรเกราศิลามากขึ้นทุกวันแล้ว
ชายหนุ่มอยู่กับความมืดของป่า ก่อนจะนั่งลงเฝ้าเตาอาคมด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่น่าสงสารกว่ากันระหว่างอสูรที่ออกไปหาอาหาร หรือคนที่กลายเป็นลูกไล่ของเด็กเจ็ดขวบแบบเขา
โจวหมิงนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเตาอาคม เงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดของป่าโบราณ พลังปราณจากเส้นปราณปฐพีเบื้องล่างไหลเข้าสู่ร่างไม่ขาดสาย เพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกได้ว่ารากฐานที่เพิ่งทะลวงขั้นเริ่มมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ
"สมแล้วที่เป็นเส้นปราณปฐพี..." ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ หากฝึกอยู่ที่นี่สักหลายวัน ประโยชน์ที่ได้รับคงมหาศาล
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลย แสงสุดท้ายหายไป แทนที่ด้วยดวงดาวมากมาย แต่จูลี่กับอสูรเกราะศิลาก็ยังไม่กลับมา
โจวหมิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง พลางมองเข้าไปในป่ามืดที่เงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงลำธารไหล
เขาเริ่มเป็นห่วงศิษย์น้องขึ้นมาแล้ว อย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กเจ็ดขวบ เขาไม่ควรวางใจให้นางออกไปเพียงลำพัง
ยังไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้น พุ่มไม้ด้านหน้าก็แหวกออก จูลี่เดินกลับมาอย่างเชื่องช้า ไหสุรายังคงกอดไว้แน่นเหมือนเดิม แต่คราวนี้ใบหน้าเล็ก ๆ กลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เด็กหญิงเดินมาถึงหน้ากระโจม ก่อนทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
"หาไม่เจอเจ้าค่ะ..." นางถอนหายใจยาว "เจ้าหินหายไปแล้ว"
โจวหมิงชะงัก "หาไม่เจอจริง ๆ หรือ?"
จูลี่พยักหน้าอย่างหมดแรง "ข้าเดินหาตั้งนาน... ไม่เจอเลย" เด็กหญิงเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาฉ่ำวาวด้วยความเสียดาย "คืนนี้ไม่มีเนื้อย่างแล้ว"
โจวหมิงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คนปกติถ้าพาหนะหาย อย่างน้อยก็ควรเป็นห่วงพาหนะก่อน แต่ศิษย์น้องของเขา กลับเป็นห่วงอาหารเย็น
แต่เขาจำได้ว่าหมูเขี้ยวน้ำเงินมีอยู่เต็มแหวนของนาง ไม่น่าจะกินหมดแล้ว ยังจะห่วงของกินไปทำไม?
"ช่างเถอะเจ้าค่ะ" จูลี่ลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน "พรุ่งนี้ค่อยหาใหม่" พูดจบ นางก็หิ้วไหสุราเดินเข้ากระโจม ไม่นานนัก เสียงหายใจสม่ำเสมอก็ดังออกมา เห็นได้ชัดว่าหลับสนิทไปแล้ว โจวหมิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
สัตว์อสูรหายไปไม่เป็นไร ขอแค่จูลี่ปลอดภัยก็พอ
เมื่อสบายใจแล้ว ชายหนุ่มก็กลับมานั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
พลังปราณใต้พื้นยังคงไหลเวียนไม่สิ้นสุด เขาเริ่มโคจรวิชาอีกครั้ง พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่าง ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ โจวหมิงก็ขมวดคิ้ว
พลังปราณ... ลดลง?
ชายหนุ่มรีบปล่อยสัมผัสออกไป เส้นปราณปฐพียังคงอยู่ แต่พลังวิญญาณที่เคยพลุ่งพล่านกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังถูกใครบางคนดูดกลืน
"เกิดอะไรขึ้น?" เขาพยายามดูดซับอีกครั้ง แต่ยิ่งดูด พลังปราณกลับยิ่งบางเบาลง ราวกับแม่น้ำที่กำลังเหือดแห้ง โจวหมิงมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ไม่มีสัตว์อสูร ไม่มีผู้ฝึกตน ไม่มีผู้ใดอยู่เลย แล้วพลังปราณหายไปไหน?
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าลงความเห็นว่าตนเองคงคิดมากไป
ชายหนุ่มล้มตัวลงบนหนังสัตว์อสูรหน้าเตาอาคม ไม่นานก็หลับไปเช่นกัน
ครืนนนน!
เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวดังก้องไปทั่วทั้งดินแดนลับ โจวหมิงสะดุ้งตื่นขึ้นทันที ยังไม่ทันได้ลืมตาเต็มที่
"ทัณฑ์สวรรค์!" โจวหมิงดีดตัวลุกขึ้นทันที สีหน้าซีดเผือด เขารีบวิ่งออกจากกระโจมเงยหน้ามองท้องฟ้า
เมฆทมิฬขนาดมหึมากำลังก่อตัวเหนือศีรษะ สายฟ้านับร้อยสายแหวกว่ายอยู่ภายใน
ภาพเช่นนี้ เขาคุ้นเคยเหลือเกิน โจวหมิงค่อย ๆ หันศีรษะกลับไปมองกระโจมด้านหลัง ก่อนมุมปากจะกระตุก
โจวหมิงร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวัง "ศิษย์น้องอีกแล้วเหรอ?"