LNCrawler

ตอนที่ 46

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 46

เปรี้ยง!

สายฟ้าฟาดลงมาตรงกลางกระโจมพยับเร้นเต็ม ๆ

ตูม

กระโจมพยับเร้นระดับกลางราคาห้าหมื่นแต้มระเบิดกระจายเป็นเศษผ้าไหมปลิวว่อน เสาเงินหักเป็นท่อน เตาอาคมแตกละเอียด หนังสัตว์อสูรที่ปูพื้นไหม้เกรียมจนดำเป็นตอตะโก โจวหมิงรีบถอยหลังหลายก้าว ยกแขนขึ้นบังเศษหินและเศษไม้ที่ปลิวว่อน

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

สายฟ้าฟาดลงมาอีกหลายครั้งติดต่อกัน พื้นดินโดยรอบกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ กองไฟที่ก่อไว้ น่าแปลกที่ต้นไม้โบราณกลับยังตั้งตระหง่านไม่ถูกอัศนีแผดเผา

แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เด็กหญิงตัวน้อยกลับยังคงนอนกอดไหสุราอยู่กลางวงสายฟ้า เสียงหายใจสม่ำเสมอ น้ำลายยังไหลเปียกแก้ม ราวกับเสียงฟ้าคำรามและทัณฑ์สวรรค์เป็นเพียงเสียงกล่อมนอน

ที่ทำให้เห็นว่าถูกทัณฑ์สวรรค์ก็ตรงตัวดำเป็นตอตะโกนั่นละ

โจวหมิงยืนอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก "หลับจริง ๆ ใช่ไหม?"

เมื่อสายฟ้าสายสุดท้ายสลายหายไป กลิ่นอายของจูลี่ก็พุ่งสูงขึ้นอีกขั้น พลังปราณโดยรอบที่เคยหนาแน่นหายวับไปราวกับถูกใครบางคนกวาดจนหมดสิ้น แต่ดูภายนอกจูลี่ยังเป็นเด็กหญิงไร้ตบะเหมือนเดิม

ชายหนุ่มหวาดระแวงค่อย ๆ เดินเข้าไปเอามือไปอังจมูกเด็กหญิงตัวน้อย

ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ

โจวหมิงถอนหายใจอีกรอบ ความตึงเครียดก็คลายลง อย่างน้อยศิษย์น้องของเขาก็ยังอยู่ดี เขาไม่เห็นตบะของนางไม่รู้เพราะอะไร แต่เดาได้ว่าตอนนี้นางอยู่ในระดับท่องนภาแล้ว

หากเป็นคนอื่นอยู่ในระดับท่องนภาคงเริ่มหาอาวุธเพื่อบินขึ้นไปบนฟ้า แต่จูลี่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวิชาอะไรติดตัวเลย นอกจากวิชาหนีหน้าตั้งที่หม่าเหล่าซือสอนเอาไว้

“ช่างเถอะ” โจวหมิงมองสภาพรอบด้าน มองซากกระโจมที่เหลือเพียงเศษผ้าไหมไหม้เกรียม เขาถอนหายใจยาว 

เขาค้นแหวนเก็บของ มีเครื่องนอนอยู่ชุดหนึ่ง หลังจากชั่งใจแล้วก็เอาไปห่มให้จูลี่ น้ำค้างกลางคืนอาจทำให้ป่วย ห่มไว้ดีกว่าไม่มี ส่วนเขา…..

คืนนี้... คงต้องอาศัยกองใบไม้เสียแล้ว 

ชายหนุ่มรวบรวมใบไม้แห้งและกิ่งไม้มากองรวมกัน ทิ้งตัวลงนอนหนุนชุดสำรองที่ติดไว้ในแหวนเก็บของ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน มองท้องฟ้าที่กลับมาสงบอีกครั้ง

"ช่างเป็นคืนที่ยาวนานจริง ๆ"

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์สาดผ่านยอดไม้ลงมา จูลี่ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เด็กหญิงบิดขี้เกียจสุดแรง

"อื้อ... นอนสบายจังเลยเจ้าค่ะ"

นางหันซ้าย หันขวา ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ "เอ๊ะ? กระโจมหายไปไหนเจ้าคะ?"

โจวหมิงนอนอยู่บนกองใบไม้อยู่ทั้งคืน ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เขาชี้ไปยังกองเศษผ้าไหมสีดำที่อยู่ไม่ไกล "เมื่อคืน เจ้าเลื่อนระดับ แล้วทัณฑ์สวรรค์ก็ผ่ากระโจมจนไม่เหลือแล้ว"

จูลี่มองตามนิ้วของเขา ก่อนนิ่งไปครู่หนึ่ง "อ้อ..." เด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ สีหน้าไม่ได้เสียดายแม้แต่น้อย "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ออกจากดินแดนลับ... ค่อยซื้อใหม่ก็ได้"

"..." โจวหมิงถึงกับหลับตาลง กระโจมห้าหมื่นแต้ม... ในปากของศิษย์น้องเขา ช่างพูดง่ายราวกับเป็นเสื่อผืนหนึ่งจริง ๆ

เช้าวันต่อมา โจวหมิงเพิ่งลุกขึ้นจะไปล้างหน้าที่ลำธาร

ตึง! ตึง! ตึง!

พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะถล่ม ฝูงนกนับร้อยนับพันต่างพากันแตกตื่นบินว่อนออกจากยอดไม้ โจวหมิงหน้าเปลี่ยนสี รีบคว้ากระบี่ข้างกายขึ้นมาตั้งท่าทันที

"มีอะไรมา"

ในขณะที่โจวหมิงกำลังเคร่งเครียด จูลี่ยังคงยืนหาวหวอดๆ อย่างไม่สนใจโลก

"อื้อ..." เด็กตัวดำเป็นตอตะโกบิดขี้เกียจทีหนึ่ง 

"ง่วง..." 

ครืน!

เสียงไม้ใหญ่ล้มครืนดังสนั่นหวั่นไหว ร่างมหึมาของอสูรเกราะศิลาพุ่งทะลุป่าออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและรอยร้าวจากการกระแทก ใบหน้าที่เคยดุดันกลับแสดงอาการหวาดผวาอย่างสุดขีด ต่างจากเมื่อวานราวกับคนละตัว

โจวหมิงอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนกระบี่ลงไปได้

"เจ้าหิน!"

เมื่ออสูรเกราะศิลาเห็นจูลี่ มันไม่รอช้า รีบพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนโจวหมิงใจหายวาบ นึกว่าจะโดนมันขยี้เละเสียแล้ว แต่ทว่า ก่อนจะถึงตัวเด็กหญิงเพียงไม่กี่ก้าว มันกลับหยุดความเร็วกระทันหันจนพื้นดินเป็นรอยลากยาว ตามมาด้วยฝุ่นตลบ

ครืดดด...

มันรีบหมอบกายลงด้านหลังเด็กหญิงทันที เอาหัวอันใหญ่โตมุดหลบซ่อนอยู่หลังร่างเล็กๆ ของจูลี่อย่างรวดเร็ว

"..."

โจวหมิงยืนนิ่งสนิท ดวงตาเบิกกว้าง อสูรระดับผสานแก่นที่เคยเกรียงไกร บัดนี้กำลังใช้เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบโล่กำบัง

ตัวเล็กตัวน้อยมาก มากเสียจนบังตรงไหนก็ไม่มิด 

จูลี่เองก็งุนงงไม่แพ้กัน นางเอียงคอถาม

"เจ้าหิน"

"เมื่อคืนเจ้าแอบหนีใช่ไหม"

อสูรเกราะศิลาตัวแข็งทื่อทันที มันรีบหลบสายตาอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่กล้าสบตา

ความจริงคือ เมื่อคืนหลังจากหนีออกจากค่าย มันหมายมั่นปั้นมือว่าจะไม่กลับมาอีกเป็นอันขาด ใครจะยอมตกเป็นลูกไล่ให้เด็กมนุษย์ตัวจ้อยกัน ขอเพียงหนีให้พ้นระยะ ความอิสระก็จะกลับมาหาตัว

แต่ทว่าหนีไปได้ไม่ถึงครึ่งคืน มันดันโชคร้ายเผลอเดินหลงเข้าไปในเขตลึกของป่าอันเป็นสถานที่ต้องห้าม

ที่นั่นมันได้พบกับต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าต้นหนึ่ง เพียงแค่ย่างกรายเข้าไปใกล้ไม่ถึงร้อยจั้ง แรงกดดันมหาศาลก็ถาโถมลงมาราวกับขุนเขาทับร่าง ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เถาวัลย์สีดำทมิฬก็พุ่งพรวดออกมาจากใต้ดินหมายจะรัดร่างมันไว้ หากมันไม่รีบเผ่นหนีสุดชีวิต ป่านนี้คงกลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ประหลาดนั่นไปนานแล้ว

อสูรเกราะศิลาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง โลกภายนอกนั่นมันอันตรายเกินไป อย่างน้อยการอยู่กับเด็กปีศาจคนนี้ ก็ยังมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า

โจวหมิงจ้องมองรอยไหม้ทั่วร่างมันด้วยความสงสัย

"เจ้าหิน..."

"เจ้าไปเจออะไรมากันแน่"

อสูรเกราะศิลาส่ายหน้าหวืด ๆ รัวเร็ว ไม่ปริปากพูดสักคำ ไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง มันไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว 

จูลี่เห็นมันสั่นไม่หยุด จึงยื่นหมูย่างเสียบไม้ที่เหลืออยู่ครึ่งไม้ให้

"กินไหม"

อสูรเกราะศิลาชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง มันค่อยๆ ยื่นปากไปคาบหมูย่างมาอย่างระมัดระวัง เมื่อลิ้มรสคำแรก ร่างกายของมันก็พลันแข็งค้าง

"..."

อร่อย อร่อยยิ่งกว่ากินหินที่เคยเป็นของโปรดเสียอีก

จูลี่ยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดู

"ดีเลย"

"งั้นหายแล้วก็ไปล่าสัตว์อสูรที่เนื้ออร่อย ๆ แบบนี้มานะ"

อสูรเกราะศิลา

"..."

หมูย่างคำเมื่อครู่ที่เพิ่งกลืนลงไป เหมือนจะไม่อร่อยเสียแล้วสิ