LNCrawler

ตอนที่ 49

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 49

อสูรเกราะศิลาไม่รอให้สั่งซ้ำสอง

โฮกกก

มันพุ่งทะยานออกจากวงล้อมด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เบื้องหลังของพวกเขา ต้นไม้โบราณและฝูงผึ้งอสูรโลหิตต่างเปิดศึกแย่งชิงมื้ออาหารกันจนอลหม่าน เถาวัลย์กวาดผึ้ง ผึ้งกัดเถาวัลย์ หมูย่างปลิวว่อนไปทั่วป่า ไม่มีฝ่ายใดสนใจเหยื่อทั้งสามอีกต่อไป

เมื่อวิ่งออกมาได้ไกลหลายลี้ อสูรเกราะศิลาก็ทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจจนเหมือนลิ้นจะห้อยทั้งที่ไม่มี

โจวหมิงเองก็เหงื่อท่วมตัว เขาหันกลับไปมองป่าด้านหลัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกสุดชีวิต

"รอดแล้ว?"

แต่เมื่อหันกลับมาหาจูลี่ เขาต้องชะงัก เพราะเด็กหญิงกำลังยืนเปิดแหวนเก็บของแล้วนับหมูย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"หนึ่ง"

"สอง"

"สาม"

โจวหมิงอดถามไม่ได้ "ศิษย์น้อง เจ้าทำอะไร?"

“นับหมูเจ้าค่ะ เมื่อกี้โยนไปตั้งยี่สิบสามตัว” จูลี่เงยหน้าขึ้นตอบด้วยแววตาเศร้าสร้อย   

"จะหมดแล้ว"

โจวหมิงถึงกับเงียบกริบ

เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งเฉียดตายมาหมาดๆ แต่สิ่งที่ศิษย์น้องของเขาห่วงใยเป็นอันดับแรก ดันเป็นจำนวนหมูย่างที่หายไปเสียอย่างนั้น

จูลี่ปิดแหวนเก็บของลงอย่างเสียดาย ก่อนจะเงยหน้ามองอสูรเกราะศิลาที่กำลังนอนแผ่หอบหายใจอยู่กับพื้น รอยไหม้จากต้นไม้โบราณเมื่อคืนยังไม่ทันจางหาย วันนี้ยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดถูกเถาวัลย์ฟาดจนเกราะหินแตกกระจาย เลือดสีเทาเข้มค่อยๆ ไหลซึมออกมาตามรอยแยกเหล่านั้นไม่หยุด

เด็กหญิงเดินเข้าไปย่อตัวลงใกล้ๆ

"เจ้าหิน"

อสูรเกราะศิลาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองอย่างอ่อนแรง

โฮก...

เสียงคำรามของมันแหบพร่าและแผ่วเบากว่าทุกครั้ง จูลี่ใช้มือน้อยๆ เกาศีรษะของมันเบาๆ พลางพึมพำ

"ถ้าตายไปตอนนี้... ใครจะไปล่าหมูให้ข้าล่ะ"

อสูรเกราะศิลาถึงกับชะงักค้าง

โจวหมิงที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็ชะงักตาม ไม่รู้ว่าควรจะสงสารใครก่อนดีระหว่างอสูรที่กำลังปางตาย หรือตรรกะของศิษย์น้องที่คำนึงถึงเรื่องปากท้องมากกว่าชีวิตเพื่อนร่วมทาง

จูลี่ไม่รอช้า นางรีบถอดแหวนเก็บของออกมาวางเรียงบนพื้นหลายวง แล้วเริ่มค้นของด้านในทีละวงอย่างตั้งอกตั้งใจ

"วงนี้ มีแต่สุรา" 

"วงนี้ มีหมู" 

"วงนี้ก็มีหมู"

โจวหมิงมุมปากกระตุกเป็นจังหวะ ไม่รู้ศิษย์น้องของเขา เก็บหมูย่างไว้กี่แหวนกันแน่?

หลังจากค้นอยู่พักใหญ่ จูลี่ก็หยิบขวดยาหยกสีเขียวมรกตออกมาหลายขวด "อันนี้น่าจะใช่เจ้าค่ะ"

โจวหมิงรีบรับมาเปิดจุกดมดู กลิ่นโอสถเข้มข้นรุนแรงโชยออกมา ชายหนุ่มเบิกตากว้าง "โอสถรักษาระดับสูง นี่เป็นของที่พวกนักฆ่าชุดดำกลุ่มนั้นพกไว้หรือ?"

เขาไม่รอช้า รีบเทโอสถลงบนบาดแผลฉกรรจ์ของอสูรเกราะศิลา ทันทีที่น้ำยาแตะผิวหิน เสียง "ฉ่า" ดังขึ้นพร้อมกับที่บาดแผลเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว อสูรเกราะศิลาส่งเสียงครางอย่างผ่อนคลาย

จูลี่ยิ้มกว้าง "เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้"

โจวหมิงพยักหน้าเห็นด้วย โชคดีเหลือเกินที่วันนั้นพวกเขาไม่ทิ้งข้าวของของพวกนักฆ่าไป ไม่อย่างนั้นวันนี้คงลำบากแน่

จูลี่เก็บขวดยาที่เหลือเข้าที่ เดิมทีนางตั้งใจจะเก็บอสูรเกราะศิลาเข้าถุงเก็บอสูรทั่วไป แต่ทว่า... ในจังหวะที่นางเอามือแตะหัวอสูรเพื่อจะเก็บ ดันพลาดไปโดนแหวนสีดำที่นิ้วโป้งโดยบังเอิญ พร้อมกับส่งพลังจิตเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ร่างมหึมาของอสูรเกราะศิลาหายวับไปต่อหน้าต่อตา

"..."

โจวหมิงไม่ได้คิดอะไร จึงถามออกไปส่ง ๆ "เจ้าหินล่ะ?"

จูลี่กะพริบตาปริบๆ นางลองก้มมองในถุงเก็บอสูรที่เตรียมไว้แต่แรก แต่ข้างในว่างเปล่า

"เอ๊ะ?"

เด็กหญิงรีบก้มมองแหวนสีดำที่นิ้วโป้งแทน ในขณะที่จิตสำนึกของนางจดจ่ออยู่ที่แหวน ภาพที่ปรากฏในหัวกลับทำให้หัวใจนางเต้นรัว นั่นคือโลกอีกแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีภูเขา แม่น้ำ และทุ่งหญ้าที่เงียบสงบ และตรงกลางทุ่งหญ้านั้น อสูรเกราะศิลากำลังนอนแผ่อยู่ด้วยสีหน้ามึนงง มันลองใช้กรงเล็บเขี่ยพื้นหญ้าดูด้วยความสงสัย พื้นหญ้านั่นเป็นของจริง ไม่ใช่ภาพลวงตา!

จูลี่เบิกตากว้าง "ศิษย์พี่ เจ้าหินเข้าไปอยู่ในแหวนแล้วเจ้าค่ะ"

เมื่อตอนที่ได้รับแหวนครั้งแรก ยังเป็นเพียงพื้นที่กว้าง ๆ ที่มีของมากมายแค่นั้น ตอนนี้กลับเป็นเหมือนโลกอีกใบหนึ่ง

จูลี่เบิกตากว้าง

"ศิษย์พี่ เจ้าหินเข้าไปอยู่ใน…."

คำพูดหลุดออกจากปากยังไม่ทันจบประโยค เด็กหญิงก็รีบเม้มริมฝีปากแน่น

"..."

สายตาก้มลงมองแหวนสีดำที่นิ้วโป้ง

คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก

ต่อให้โจวหมิงเป็นคนดีเพียงใด แต่สมบัติที่สามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ หากข่าวรั่วไหลออกไป เกรงว่าคงเกิดหายนะตามมาไม่สิ้นสุด

แค่ทุกวันนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบ ๆ ซ๋อน ๆ ก็เกินพอแล้ว ยังไม่อยากหาเรื่องให้ตัวเองเพิ่ม

ความลับ จะเป็นความลับได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีผู้ใดล่วงรู้

จูลี่จึงไม่พูดถึงเรื่องแหวนอีก นางเพียงลองใช้ความคิดสื่อสารกับแหวนเบา ๆ 'ออกมา'

ร่างมหึมาของอสูรเกราะศิลาปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสองอีกครั้ง

มันกะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง ราวกับเมื่อครู่เพียงแค่หลับตาไป

"ดูเหมือนถุงเก็บอสูรที่อาจารย์หม่าให้เจ้าจะเป็นของคุณภาพดีไม่น้อยเลย" โจวหมิงมองภาพนั้น ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ "เก็บเข้าออกได้รวดเร็วจริง ๆ"

"เจ้าค่ะ" จูลี่ตอบรับเบา ๆ

นางไม่อธิบายเพิ่มเติม ส่วนโจวหมิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่เก็บอสูรใส่ถุงเก็บอสูรมีอะไรน่าตื่นเต้นกัน

หลังพักเหนื่อยอยู่ชั่วครู่ โจวหมิงก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าด้วยความกระฉับกระเฉง "ไปกันเถอะ ยิ่งอยู่นิ่งนานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น"

จูลี่พยักหน้าตอบรับ "เจ้าค่ะ"

อสูรเกราะศิลาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แม้บาดแผลฉกรรจ์จะสมานตัวไปมากแล้วด้วยโอสถล้ำค่า แต่มันก็ยังไม่กล้าแสดงท่าทีผยองเหมือนก่อนหน้านี้ มันคอยกวาดสายตาระแวดระวังไปทั่วทุกทิศทาง โดยเฉพาะต้นไม้ต้นใดที่ดูผิดปกติ มันจะรีบเบี่ยงตัวหลบด้วยความหวาดระแวง

ทั้งสามเดินลึกเข้าไปในป่าได้ประมาณครึ่งชั่วยาม จู่ๆ อสูรเกราะศิลาก็หยุดฝีเท้ากึก คราวนี้ท่าทางของมันไม่ได้แสดงถึงความหวาดกลัว แต่เป็นความตื่นตัวระดับสูงสุด มันสูดจมูกฟุดฟิดหลายครั้งก่อนจะคำรามเบาๆ ในลำคอ

"โฮก..."

มันหันไปทางทิศตะวันตก โจวหมิงขมวดคิ้วแน่น "ได้กลิ่นอะไรมาอย่างนั้นหรือ?"

อสูรเกราะศิลาพยักหน้าตอบ ก่อนจะก้าวเดินอย่างเชื่องช้าและมั่นคงไปตามกลิ่นนั้น โจวหมิงและจูลี่รีบสาวเท้าตามไปติดๆ ไม่นานนัก กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงก็ลอยปะทะเข้าจมูก ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นนั้นก็ยิ่งตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้ กระทั่งทั้งสามหยุดฝีเท้าลงหลังโขดหินขนาดใหญ่เบื้องหน้า

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือร่องรอยของการต่อสู้อันดุเดือด ต้นไม้สูงใหญ่หักโค่นเป็นวงกว้าง พื้นดินถูกขุดคุ้ยจนกลายเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ ร่องรอยคมกระบี่และรอยอาคมที่ยังหลงเหลือพลังปราณอยู่ประปราย รวมถึงคราบเลือดที่กระเซ็นไปทั่วบ่งบอกว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์สังหารหมู่มาได้ไม่นาน

โจวหมิงย่อตัวลงตรวจดูรอยเลือดบนพื้น "เลือดยังไม่แห้งสนิท... การปะทะนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง"

ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว มีร่างของสัตว์อสูรระดับสูงนับสิบตัวนอนกองรวมกันอยู่ ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ ร่างเหล่านั้นอยู่ในสภาพว่างเปล่า แกนอสูรถูกควักออกไปจนหมด แม้แต่เขี้ยว เล็บ หนัง หรือชิ้นส่วนที่มีค่าก็ถูกเก็บกวาดไปจนไม่เหลือแม้แต่น้อย

"มีคนมาก่อนหน้าเรา และดูเหมือนจะมีหลายฝ่ายด้วย" โจวหมิงพึมพำด้วยความระแวดระวัง

ในขณะที่โจวหมิงกำลังประเมินสถานการณ์ จูลี่กลับเดินอ้อมไปอีกทาง นางก้มลงมองพื้นดินอย่างตั้งใจ ก่อนจะใช้นิ้วเล็กๆ เขี่ยกองใบไม้แห้งออก เผยให้เห็นรอยเท้าเล็กๆ ที่ฝังอยู่บนดิน

มันไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ แต่เป็นรอยเท้ากลมมนขนาดเท่าฝ่ามือเด็ก รอยเท้าเหล่านั้นมีเพียงแถวเดียวและเดินสวนทางกับรอยเท้าของเหล่าผู้ฝึกตนที่เพิ่งจากไป 

ราวกับว่ามีบางสิ่ง เดินย้อนเข้ามาหาพื้นที่สังหารแห่งนี้หลังจากที่ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว

จูลี่เอียงคอถาม "ศิษย์พี่... มีคนมาเก็บกวาดของทีหลังด้วยเจ้าค่ะ"

โจวหมิงเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แต่เพียงแค่มองแวบเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที "ไม่ใช่ รอยเท้าพวกนี้ไม่ใช่ของคน และก็ไม่ใช่สัตว์อสูรที่ข้ารู้จักด้วย"

อสูรเกราะศิลาที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับถอยกรูดไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว รูม่านตาของมันหดเล็กลงจนเหลือเพียงจุดเดียว มันจำรอยเท้านี้ได้ เมื่อคืนก่อนที่มันจะเผชิญหน้ากับต้นไม้โบราณ มันเคยเห็นรอยเท้าลักษณะเดียวกันนี้ผ่านตามาแวบหนึ่ง แต่ตอนนั้นมันคิดเข้าข้างตัวเองว่าอาจเป็นเพียงเพราะสายตาฝ้าฟางไปเอง

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแผ่วเบาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของป่าที่มืดมิด

"ฮิ..."

"...ฮิฮิ..."

เสียงนั้นแหลมเล็กและใสซื่อ ฟังดูเหมือนเสียงของเด็กน้อยไม่มีผิด แต่กลับทำให้ขนทั่วร่างกายของโจวหมิงและอสูรเกราะศิลาลุกชันขึ้นพร้อมกันด้วยความรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูกสันหลัง

ทว่าจูลี่กลับหันไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าใสซื่อและสงสัย

"ศิษย์พี่"

"ในดินแดนลับแห่งนี้ มีเด็กคนอื่นมาด้วยหรือเจ้าคะ?"