ตอนที่ 50
ตอนที่ 50
โจวหมิงไม่ตอบในทันที ชายหนุ่มค่อย ๆ กำด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังพงไม้เบื้องหน้าที่เสียงหัวเราะประหลาดดังออกมา
"ไม่รู้" เขาพึมพำเสียงเครียด "แต่ถ้าเป็นคนจริง เหตุใดข้าจึงสัมผัสกลิ่นอายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย"
สายลมเย็นพัดผ่านป่าโบราณ ใบไม้แห้งปลิววนไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ราวกับเสียงหัวเราะเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา จูลี่เอียงคอทำหน้าสงสัย "หรือว่าเขาซ่อนตัวเก่งกว่าเจ้าคะ?"
โจวหมิงกัดฟันแน่น เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร หากอีกฝ่ายซ่อนกลิ่นอายได้เหนือกว่าตน เช่นนั้นความแข็งแกร่งก็คงห่างกันมากเกินกว่าจะประเมิน แต่ถ้าไม่ใช่ เขาเองก็ไม่กล้าคิดต่อ
อสูรเกราะศิลาค่อย ๆ ขยับกายเข้ามาอยู่หลังจูลี่ ร่างมหึมาของมันสั่นเล็กน้อย ดวงตาหินแข็งไม่ยอมละจากแนวต้นไม้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
จูลี่ก้มลงมองรอยเท้าบนพื้นดินอีกครั้ง ก่อนจะใช้นิ้วป้อมๆ จิ้มลงไปเบาๆ "ยังใหม่อยู่เลยเจ้าค่ะ"
"ใช่" โจวหมิงพยักหน้า "คงเพิ่งเดินผ่านไปไม่นาน"
เด็กหญิงค่อยๆ เงยหน้ามองเข้าไปในป่าลึก "งั้น เราตามไปถามดีไหมเจ้าคะ?"
"ไม่ได้" โจวหมิงรีบคว้าแขนเสื้อของนางไว้ทันที "ศิษย์น้อง ในดินแดนลับแห่งนี้ สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่สัตว์อสูร แต่คือสิ่งที่เราไม่รู้จัก"
จูลี่พยักหน้าหงึกๆ อย่างว่าง่าย "อ้อ งั้นแอบตามก็ได้เจ้าค่ะ"
"..." โจวหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าศิษย์น้องของตนไม่ใช่คนไม่ฟังคำเตือน แต่เป็นคนตีความคำพูดไปคนละแบบ
น่าปวดหัวที่สุด ชายหนุ่มกำลังจะเอ่ยห้ามซ้ำอีกครั้ง ทว่า...
กร๊อบ
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทั้งสามหันกลับไปพร้อมกันแทบจะทันที และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจของโจวหมิงแทบหยุดเต้น
ห่างออกไปไม่ถึงสิบจั้ง มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งยืนอยู่เงียบ ๆ อายุราวสามหรือสี่ขวบ ตัวเล็กกว่าจูลี่ สวมชุดผ้าสีขาวเก่า ๆ เปื้อนดินจนมอมแมม เท้าเปล่าของนางย่ำอยู่บนเศษใบไม้ เส้นผมยาวสีดำสนิทสยายลงมาปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง
สิ่งที่ทำให้โจวหมิงขนลุกไปทั้งตัวไม่ใช่การที่นางโผล่มาโดยไร้เสียง แต่เป็นเพราะเมื่อครู่นี้ ตรงจุดนั้นว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่เลย
เด็กหญิงคนนั้นกอดตุ๊กตาไม้เก่า ๆ ตัวหนึ่งไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิทที่ไร้ตาขาวจ้องมองมาทางพวกเขา จากนั้นนางก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มกว้างที่ฉีกไปถึงใบหู ดูผิดธรรมชาติและน่าสยดสยอง
"พวกพี่" เด็กหญิงเอ่ยด้วยเสียงที่ราบเรียบ "มาเล่นกับข้าหรือ?"
โจวหมิงเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง สัญชาตญาณของผู้ฝึกตนกำลังกรีดร้องสุดเสียงให้'หนีทว่า...
จูลี่กลับยกมือโบกให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเองราวกับเจอเพื่อนเล่น
"น้องหญิง เจ้ารู้ไหมเจ้าคะ แถวนี้มีหมูเขี้ยวน้ำเงินอยู่ที่ไหน?"
"..." โจวหมิงแทบทรุดลงกับพื้น สถานการณ์คอขาดบาดตายเช่นนี้ ศิษย์น้องของเขายังจะห่วงเรื่องหมูอยู่อีกหรือ
เด็กหญิงชุดขาวนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มประหลาดบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง นางกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยกนิ้วชี้ซีดเผือดไปทางด้านหลังของตนอย่างช้า ๆ
"มี เยอะเลย"
เสียงของนางแผ่วลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ "แต่ หมูพวกนั้น... กินคน"
สิ้นคำพูดของเด็กหญิง พื้นดินรอบข้างพลันสั่นสะเทือน เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังก้องมาจากส่วนลึกของป่าเป็นจังหวะ
ตึง ตึง ตึง
ราวกับมีสัตว์อสูรขนาดมหึมาจำนวนหลายสิบตัว กำลังเดินตรงมาทางพวกเขาด้วยความหิวโหย
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังกึกก้องใกล้เข้ามาทุกขณะ พื้นดินสั่นสะเทือนเป็นจังหวะราวกับขุนเขาหลายลูกกำลังเคลื่อนที่เข้าหา โจวหมิงกำกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลัง "ไม่ใช่ตัวเดียวแน่ อย่างน้อยสิบตัว"
โจวหมิงอยากวิ่งใจจะขาด แต่จูลี่ยังคงปักหลักอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน
เด็กหญิงชุดขาวยังคงยืนกอดตุ๊กตาไม้อยู่ที่เดิม ใบหน้าไร้อารมณ์ของนางค่อย ๆ ถอยหลังทีละก้าว แววตาสีดำสนิทไร้ตาขาวดูพร่าเลือนลง "พี่สาว พวกมันกำลังมา ข้าจะไปแล้ว"
สิ้นคำร่างของนางก็เลือนรางลงราวกับหมอกควัน ก่อนจะจางหายไปจากตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอย โจวหมิงเบิกตากว้าง
"หายไปแล้ว" แม้แต่สัมผัสพลังปราณก็ไม่หลงเหลือ ราวกับนางไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
ยังไม่ทันได้ไตร่ตรอง พุ่มไม้เบื้องหน้าก็ระเบิดออก
โครม!
ร่างมหึมาของหมูเขี้ยวน้ำเงินตัวแรกพุ่งทะยานออกมา เกราะหนังสีน้ำเงินเข้มปกคลุมทั่วร่าง เขี้ยวคู่งามยาวเกือบหนึ่งจั้ง ดวงตาแดงก่ำเปี่ยมด้วยความดุร้าย แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของโจวหมิงร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มก็คือหมูเขี้ยวน้ำเงินอีกหลายสิบตัวพุ่งทะลวงตามมาติด ๆ
โจวหมิงหน้าซีดเผือด เพราะอยู่ในระดับสร้างรากฐานมานาน ลืมไปแล้วว่าตนเองเพิ่งเลื่อนระดับ ถ้าสู้จริง ๆ ก็พอสู้ได้
อสูรเกราะศิลาถอยหลังหนึ่งก้าว คราวนี้มันไม่ได้แสดงอาการกลัวอีกแล้ว
จูลี่ดวงตาเป็นประกายดั่งเจอสมบัติล้ำค่า
“หมู”
"หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า" เด็กหญิงยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ "พอดีเลยเจ้าค่ะ"
โจวหมิงอ้าปากค้าง "พอ?"
จูลี่พยักหน้าอย่างมั่นใจ "หมูย่างเพิ่งหมดพอดีเจ้าค่ะ"
หมูทั้งฝูงส่งเสียงร้องกึกก้อง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่จูลี่ราวกับคลื่นยักษ์มรณะ พื้นดินสั่นไหว ต้นไม้ใหญ่ล้มระเนระนาด โจวหมิงกัดฟันคำราม "เจ้าหิน ช่วยศิษย์น้อง"
พูดจบตัวเขาเองก็ชักกระบี่ออกไปเผชิญหน้า
อสูรเกราะศิลาทำหน้าเหนื่อยหน่าย ทิ้งตัวลงข้างหลังจูลี่หน้าตาเฉย
คนที่ออกคำสั่งมันได้มีแค่จูลี่ที่มีกลิ่นอายน่าเกรงขามเท่านั้น คนระดับต่ำแค่หลอมรวมยังกล้ามาสั่งงานมันได้อย่างไร
โจวหมิงจะด่าก็ด่าไม่ออก ไม่รู้เหตุใดอสูรเกราะศิลาถึงฟังแต่จูลี่ ทีกับเขาทำหน้าเหมือนมองมดปลวก
"ก็ได้"
ชายหนุ่มสูดหายใจลึก พลังปราณในกายพลันโคจรอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่เลื่อนสู่ระดับหลอมรวม เขายังไม่เคยต่อสู้อย่างจริงจังสักครั้ง วันนี้ก็ถือเป็นการลองมือเสียเลย
ร่างของโจวหมิงหายไปจากจุดเดิม วิชาเท้าวายุถูกใช้ออกอย่างเต็มกำลัง เพียงพริบตา เขาก็ปรากฏตัวอยู่หน้าฝูงหมูเขี้ยวน้ำเงิน
คมกระบี่กวาดเป็นวงกว้าง คลื่นกระบี่สีฟ้าพุ่งออกไปไกลหลายสิบจั้ง
ฉัวะ
หมูเขี้ยวน้ำเงินสามตัวด้านหน้าถูกฟันกระเด็น เลือดสดสาดกระเซ็นเต็มพื้น แต่ฝูงหมูที่เหลือกลับไม่มีทีท่าจะหยุด พวกมันยังคงพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
โจวหมิงหน้าตึง
"ไม่รู้จักกลัวเลยหรือ" เดิมตั้งใจว่าฆ่าตายสักสองสามตัว ที่เหลืออาจจะหวาดกลัวเหมือนอสรพิษเกล็ดเหล็ก แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิด
หมูตัวหน้าสุดพุ่งชนเข้ามา โจวหมิงจำต้องยกกระบี่รับ แรงปะทะมหาศาลทำให้พื้นดินใต้เท้าแตกร้าว ชายหนุ่มถูกผลักถอยหลังไปกว่าสิบก้าว
แขนทั้งสองข้างชาจนแทบกำกระบี่ไม่อยู่
"แรงอะไรเช่นนี้"
หมูเขี้ยวน้ำเงินตัวเดียว กลับมีพละกำลังไม่ด้อยกว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมรวม ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่ากลุ่มที่อยู่ป่าหลังสำนักเสียงอีก
แล้วพวกมันมีเกินสิบ ต่อให้เป็นระดับหลอมรวมก็มีสิทธิ์ถูกเหยียบตาย
โจวหมิงเพิ่งเข้าใจ เหตุใดเมื่อครู่เด็กหญิงชุดขาวจึงพูดว่า
"หมูพวกนั้น กินคน" พวกมันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่เป็นฝูงอสูรที่เติบโตอยู่ในดินแดนลับแห่งนี้มานานนับไม่รู้กี่ปี
"ศิษย์น้อง" โจวหมิงตะโกนโดยไม่ละสายตาจากฝูงหมู "หนีไปก่อน"
ทว่าจูลี่กลับเดินอ้อมเขาออกมาอย่างไม่รีบร้อน เด็กหญิงมองหมูทั้งฝูง
ก่อนจะยื่นมือเข้าไปในแหวนเก็บของ ทำเอาโจวหมิงใจหายวาบ
"ศิษย์น้อง ตอนนี้ยังจะหยิบหมูย่างอีกหรือ"
แต่สิ่งที่จูลี่หยิบออกมา กลับไม่ใช่หมูย่าง แต่เป็นถังไม้ใบหนึ่ง
โจวหมิงชะงัก "นั่นอะไร?"