ตอนที่ 51
ตอนที่ 51
จูลี่เปิดฝาถัง กลิ่นหอมของสุราพลันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เด็กหญิงก้มมองถังด้วยสีหน้าเสียดาย
"ของดีทั้งนั้นเลย"
จากนั้นนางยกถังทั้งใบ สาดสุราลงบนพื้นจนหมด
เดิมทีสุราหมักพวกนี้สมควรถูกฝังไว้รอบเรือนพำนัก แต่เพราะทำออกมามากเกินไป ฝังจนทั่วทุกพื้นที่แล้วยังเหลืออีกมาก ตั้งใจจะเอาไปหาที่ฝังสักที่ แต่ต้องเข้าดินแดนลับเสียก่อน
กลิ่นสุราเข้มข้นโชยออกไปไกลหลายสิบจั้ง
ฝูงหมูที่กำลังวิ่งอยู่ พลันหยุดพร้อมกัน ทุกตัวสูดจมูกฟุดฟิด
ดวงตาสีแดงก่ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความสับสน
โจวหมิงยิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจ "ศิษย์น้อง เจ้ากำลังทำอะไร"
จูลี่ตอบอย่างจริงจัง "ท่านพ่อเคยบอกเจ้าค่ะ"
"หมู ชอบกินของหมัก"
โจวหมิงนิ่งค้าง เขาไม่รู้ว่าคำพูดนี้จริงหรือไม่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ฝูงหมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งฝูง กำลังก้มหน้าดมพื้น
ไม่สนใจจะไล่ฆ่าพวกเขาอีกเลย
ฝูงหมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งฝูงก้มหน้าสูดจมูกฟุดฟิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่แทนที่จะกรูเข้ามาแย่งสุราดังที่โจวหมิงคาดคิด พวกมันกลับค่อย ๆ ถอยหลังไปหลายก้าว
อู๊ด…….
ดวงตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยความดุร้ายเมื่อครู่ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
หมูตัวจ่าฝูงก้มศีรษะลงต่ำ ก่อนจะหมอบติดพื้น จากนั้นหมูทั้งฝูงก็ทยอยหมอบตามราวกับได้รับคำสั่ง
โจวหมิงยืนอึ้ง
"พวกมัน ทำอะไร?"
จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ "ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ"
เสียงของเจ้าอ้วนดังขึ้นในหัวอย่างเกียจคร้าน "ก็กลัวข้าน่ะสิ สัตว์อสูรที่สายเลือดยังไม่ต่ำเกินไป ย่อมสัมผัสกลิ่นอายของข้าได้"
จูลี่พยักหน้าหงึก ๆ ทุกครั้งที่ล่าหมูเขี้ยวน้ำเงินล้วนเป็นแบบนี้ แล้วครั้งนี้ก็เช่นกัน
"งั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวจับทำหมูหัน" เด็กหญิงพูดขึ้นมาหน้าตาเฉย
โจวหมิงยังไม่ทันได้โล่งใจ อสูรเกราะศิลาที่นอนหมอบอยู่ด้านหลังกลับตัวแข็งทื่อ
“โฮก…….” เสียงคำรามของมันแผ่วเบาจนน่าสงสาร
ร่างมหึมาค่อย ๆ ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ดวงตาหินเบิกกว้าง จ้องเขม็งขึ้นไปบนท้องฟ้า
โจวหมิงขมวดคิ้ว "เจ้าหิน?"
อสูรเกราะศิลาไม่ได้ตอบ แต่มันสั่นไปทั้งร่าง กลัวจูลี่ว่าแย่แล้ว แต่ปฏิกิริยาตอนนี้ดูเหมือนจะกลัวมากกว่า
โจวหมิงจึงค่อย ๆ เงยหน้ามองตาม แล้วหัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น เมฆดำเหนือศีรษะกำลังแยกออกจากกันอย่างช้า ๆ
ท่ามกลางช่องว่างนั้น ดวงตาสีทองขนาดมหึมาข้างหนึ่งกำลังทอดมองลงมา มันใหญ่เสียจนบดบังผืนฟ้าไปกว่าครึ่ง รูม่านตาสีทองตั้งตรงดุจอสรพิษโบราณ เย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
เพียงแค่ถูกจ้องมอง โจวหมิงก็รู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างแข็งตัว ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนแทบยืนไม่อยู่
หมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งฝูงยิ่งหมอบต่ำกว่าเดิม ตัวสั่นไม่หยุด
แม้แต่อสูรเกราะศิลาที่ดุร้ายมาตลอด ก็ยังเอาหัวซุกอยู่ด้านหลังจูลี่ ทั้งที่เด็กหญิงปิดส่วนไหนของมันไม่ได้เลย แถมยังไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นอีก
จูลี่เงยหน้าตามอย่างช้า ๆ "ศิษย์พี่"
"บนฟ้ามีตาเจ้าค่ะ"
โจวหมิงฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก "ข้า เห็นแล้ว" เห็นแล้วอย่างไร ไม่เห็นแล้วอย่างไร ตอนนี้เขาอยากหนีไปให้พ้น ๆ เสียมากกว่า ไม่มีความอยากรู้อยากเห็นเลยสักนิด
ในหัวของจูลี่ ความเงียบปกคลุมอยู่หลายลมหายใจ ผิดวิสัยของเจ้าอ้วนที่ปกติพูดเรื่อย ๆ
"เจ้าอ้วน?"
"..."
ไม่มีเสียงตอบ
จูลี่เรียกซ้ำอีกครั้ง
"เจ้าอ้วน"
คราวนี้มันจึงตอบกลับมา แต่น้ำเสียงกลับเคร่งเครียดกว่าที่เคย
"อย่าสบตามัน"
จูลี่เอียงคอ "ทำไมเจ้าคะ"
"เพราะ มันกำลังมองหาใครบางคน"
"หาใครหรือเจ้าคะ"
เจ้าอ้วนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ "ข้าเองก็ไม่รู้ แต่หวังว่าจะไม่ใช่เจ้า"
สิ้นเสียงนั้น ดวงตาสีทองบนท้องฟ้าก็ค่อย ๆ เคลื่อนสายตาอย่างเชื่องช้า กวาดผ่านฝูงหมู
ผ่านอสูรเกราะศิลา
ผ่านโจวหมิง
ก่อนจะหยุดนิ่ง ที่ร่างเล็ก ๆ ของจูลี่เพียงผู้เดียว
ทันใดนั้นเอง แสงสีทองสายหนึ่งก็ส่องลงมาจากท้องฟ้า ปกคลุมร่างของเด็กหญิงเอาไว้ทั้งร่าง
ดวงตาสีทองบนท้องฟ้าหรี่ลงเล็กน้อย แรงกดดันมหาศาลแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า
ซ่า…..เสียงต้นไม้โบราณทุกต้นสั่นไหวพร้อมกัน ใบไม้สีดำปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า
โจวหมิงกัดฟันแน่น รู้สึกเหมือนมีขุนเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่า เพียงแค่ยืนให้มั่นยังแทบทำไม่ได้
"แรงกดดันอะไรกัน..."
อสูรเกราะศิลายิ่งน่าเวทนายิ่งกว่าเดิม มันหมอบติดพื้นจนท้องแนบดิน ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
หมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งฝูงก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันก้มหัวตัวสั่นราวกับกำลังเฝ้ารอคำพิพากษา
มีเพียงจูลี่ ที่ยังยืนเอียงคออยู่ที่เดิม
เด็กหญิงยกมือขึ้นบังแดด "ศิษย์พี่ ตาข้างบนนั่นมองเราอยู่หรือเจ้าคะ?"
โจวหมิงฝืนเงยหน้าขึ้น เหงื่อเย็นไหลเข้าตา ก่อนจะรีบก้มหน้าลง พร้อมก่นด่าในใจ ชัดขนาดนี้ยังมีหน้ามาถามอีกหรือ?
"ก้มหน้าไว้"
แต่จูลี่กลับกะพริบตาปริบ ๆ "ทำไมเจ้าคะ?"
โจวหมิงยังไม่ทันตอบ
เสียงของเจ้าอ้วนก็ดังขึ้นในหัว ครั้งนี้มันไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านเหมือนทุกครั้ง หากเป็นเสียงที่เคร่งเครียดอย่างไม่เคยมีมาก่อน
"เด็กน้อย หลับตา"
จูลี่ชะงัก ตั้งแต่รู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าอ้วนเรียกนางว่า "เด็กน้อย"
ไม่ใช่ "เด็กโง่"
ไม่ใช่ "เด็กบ้า"
เด็กหญิงจึงเชื่อฟังโดยไม่ถามอะไรอีก นางค่อย ๆ หลับตาลง ในช่วงลมหายใจนั้นเอง
ดวงตาสีทองบนท้องฟ้าพลันสั่นไหว ราวกับ มันกำลังมองเห็นอะไรบางอย่างผ่านร่างของจูลี่
สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น แม้แต่เจ้าอ้วนเองก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่นั้น "ไม่!"
"มันมองเห็นข้า..." น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความตกใจ
ทันใดนั้นดวงตาสีทองก็ค่อย ๆ หลับลง เมฆทั่วท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพเดิม แรงกดดันมหาศาลหายไปในพริบตา
ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
โจวหมิงทรุดลงนั่งหอบหายใจ เสื้อผ้าทั้งตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
อสูรเกราะศิลานอนแผ่อยู่กับพื้น ลมหายใจหอบหนักจนตัวสั่น
ส่วนหมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งฝูง ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว พวกมันหนีหายไปหมดแล้ว
ป่าโบราณกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
เงียบ
เสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสาม จูลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง
"ไปหมดแล้วหรือเจ้าคะ"
ไม่มีผู้ใดตอบ
เพราะในเวลานี้ ทั้งโจวหมิง ทั้งอสูรเกราะศิลาต่างกำลังคิดเหมือนกัน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในดินแดนลับแห่งนี้ ไม่ใช่สัตว์อสูร แต่คือดวงตาสีทองเมื่อครู่นั้นต่างหาก
ปัญหาคือไม่รู้ว่าคือสิ่งใด แล้วอะไรทำให้มันจ้องมองมายังพวกตน