ตอนที่ 52
ตอนที่ 52
ป่าโบราณกลับมาเงียบงันอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสาม
โจวหมิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พลางเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้า มือทั้งสองยังสั่นไม่หยุด "ข้า…ข้านึกว่าจะตายเสียแล้ว"
จูลี่เอียงคอมองซ้ายมองขวา "แต่ตอนนี้ไม่ตายแล้วเจ้าค่ะ"
"..." โจวหมิงยิ้มขื่น ๆ ศิษย์น้องของเขาปลอบคนได้ เจ็บแสบจริง ๆ
อสูรเกราะศิลาค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ มันยังไม่กล้าเงยหน้ามองท้องฟ้า เอาแต่ใช้จมูกดมอากาศรอบตัวหลายครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาวราวกับยกภูเขาออกจากอก
โฮก….
โจวหมิงมุมปากกระตุก นี่หินยักษ์หรือหมาเฝ้าบ้าน ขยันดมยิ่ง “มันบอกว่าอะไร?”
จูลี่ลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เจ้าหินบอกว่า ตัวนั้นไปแล้ว"
โจวหมิงขมวดคิ้ว เขาโยนคำถามไปส่ง ๆ ไม่คิดว่าจูลี่จะเข้าใจภาษาอสูรจริง ๆ
เพียงแต่ความเข้าใจนั้นผิดมหันต์ ในเมื่อคนที่บอกจริง ๆ คือสิ่งที่จูลี่เรียกว่าเจ้าอ้วน
"ตัวนั้น?" เมื่อความกลัวหดหายความอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มเข้ามาแทนที่
"เจ้าหินก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ" เด็กหญิงตบหัวอสูรเกราะศิลาเบา ๆ
"มันรู้แค่ว่า ห้ามเข้าใกล้"
ทันใดนั้นเอง อสูรเกราะศิลากลับหันหัวไปอีกทาง มันสูดจมูกแรง ๆ คราวนี้ดวงตาของมันไม่ได้หวาดกลัว
แต่เต็มไปด้วยความสับสน มันเดินอ้อมโขดหินขนาดใหญ่ไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยุดอยู่หน้าพื้นดินผืนหนึ่ง แล้วใช้กรงเล็บเขี่ยเบา ๆ
ภาพลักษณ์ของยักษ์หินในสายตาโจวหมิงตอนนี้ ยืนยันอยางแน่นอนแล้วว่าคือหมาเฝ้าบ้านดี ๆ นี่เอง
ครืดดด
ดินชั้นบนหลุดออก เผยให้เห็น เศษหินสีทองขนาดเท่าฝ่ามือ ผิวของมันใสราวกับหยก ภายในมีแสงสีทองไหลเวียนช้า ๆ คล้ายของเหลว
โจวหมิงเดินเข้าไปเพียงก้าวเดียว หัวใจก็เต้นแรงขึ้นทันที พลังปราณในกายหมุนเวียนเองโดยไม่ต้องโคจร
"นี่???"
"สมบัติสวรรค์?" จูลี่ก้มลงหยิบขึ้นมาอย่างไม่คิดอะไร ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส หินสีทองก็สั่นเบา ๆ
วืม...
เสียงคล้ายชีพจรดังขึ้นจากภายใน
เจ้าอ้วนร้องลั่นในหัวทันที "โยนทิ้ง เดี๋ยวนี้"
จูลี่สะดุ้ง "ทำไมเจ้าคะ?"
"ของชิ้นนี้ มันกำลังมองเจ้าอยู่"
เด็กหญิงกะพริบตาปริบ ๆ "ไม่เห็นมีตา"
"..."
เจ้าอ้วนเงียบไปชั่วอึดใจ "ข้าไม่ได้ล้อเล่น"
ทันใดนั้นเอง เศษหินสีทองในมือของจูลี่พลันแตกออกเป็นผงแสงนับไม่ถ้วน ฟุ่บ!
ผงแสงเหล่านั้นไม่ได้ลอยหนี แต่กลับหมุนวนรอบตัวจูลี่ ราวกับกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง
โจวหมิงตกใจ "ศิษย์น้อง" เขารีบพุ่งเข้าไปหมายจะดึงจูลี่ออก
ระยะห่างเหลือเพียงก้าวเดียว กลับมีม่านพลังโปร่งใสเด้งเขากระเด็นออกไปหลายจั้ง
"อั่ก!" โจวหมิงกระอักเลือดคำหนึ่ง
แรงกดดันแบบนี้ได้ เหมือนกับดวงตาสีทองเมื่อครู่นี้ไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้รู้สึกหวาดกลัวถึงขั่วหัวใจอีกครั้ง
หากบอกว่าโจวหมิงขี้ขลาดแล้ว อสูรเราะศิลาขี้ขลาดกว่า มันถอยหลังหนีไปอีกหลายก้าว ไม่คิดแม้แต่จะไปช่วยโจวหมิงที่กระอักเลือดอยู่บนพื้น
ส่วนจูลี่ ยังคงยืนงงอยู่กลางดงม่านแสง นางยกมือขึ้นเกาหัวแล้วบ่น "คัน"
ผงแสงสีทองทั้งหมดหยุดหมุนในทันใด ก่อนจะรวมตัวกันเป็นลูกบอลแสงขนาดเท่ากำปั้น แล้วลอยวนรอบจูลี่ช้า ๆ
ลูกบอลแสงสีทองลอยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองแสง ปลิวหายไปกับสายลมราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน
แรงกดดันที่ปกคลุมทั่วผืนป่าหายไปในพริบตา ป่าโบราณกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
โจวหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนทรุดนั่งลงกับพื้น "ในที่สุด ก็ไปเสียที"
จูลี่เกาหัวเบา ๆ บ่นออกมาคำหนึ่ง "แปลก" ก่อนหยิบหมูย่างออกมากัดอีกคำ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
มีเพียงสิ่งลึกลับที่อยู่ในร่างของเด็กน้อยเท่านั้นที่ยังคงเงียบผิดปกติ มันไม่ได้เอ่ยถึงดวงตาสีทองอีกแม้แต่คำเดียวเหมือนไม่ต้องการให้จูลี่รับรู้เรื่องนี้มากไปกว่านี้
จูลี่เรียนรู้ว่า เรื่องที่ไม่ควรรู้ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะรู้ไปแล้วชีวิตอาจจะหาไม่ก็เป็นได้ นางรอดจากการฆ่าล้างตระกูลได้เพราะความไม่อยากรู้อยากเห็นที่บิดาพร่ำสอนไว้นักหนานี่ละ
พักอยู่บริเวณนั้นอีกไม่นาน ทั้งสามก็ออกเดินทางต่อ
อสูรเกราะศิลายอมให้จูลี่กับโจวหมิงขึ้นขี่แต่โดยดี คราวนี้มันไม่คิดหนีอีกแล้ว อย่างน้อยอยู่กับเด็กปีศาจก็ยังดีกว่าไปเจอต้นไม้ประหลาดหรือดวงตาสีทองเมื่อครู่นั่น
ระหว่างทางไม่มีผู้ใดพูดอะไร แม้แต่โจวหมิงเองก็ยังเอาแต่ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ดวงตาสีทอง ผงแสง แรงกดดันมหาศาล ทั้งหมดล้วนเกินกว่าความเข้าใจของผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมอย่างเขาไปมาก
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
สุดท้ายชายหนุ่มจึงเลือกทำตามคำสอนของอาจารย์ เรื่องใดไม่ควรรู้ ก็อย่าไปสืบไม่เช่นนั้น คนที่ตายก่อนมักเป็นคนที่รู้มากเกินไป
ถึงแม้ความอยากรู้อยากเห็นจะสูงเสียดฟ้าก็ตามที
หลังจากเดินทางต่อได้ราวครึ่งชั่วยาม เสียงสายน้ำพลันดังแว่วมาจากเบื้องหน้า เมื่ออสูรเกราะศิลาแหวกพุ่มไม้สุดท้ายออกไป ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งสามหยุดฝีเท้าพร้อมกัน
ทะเลสาบขนาดมหึมาปรากฏอยู่ตรงหน้า
ผืนน้ำสีครามใสราวกับกระจก มองเห็นก้อนหินและสาหร่ายใต้ผืนน้ำได้อย่างชัดเจน หมอกสีขาวบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ ขณะที่พลังวิญญาณบริเวณนี้หนาแน่นเสียจนแทบควบแน่นเป็นละออง
โจวหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก "พลังวิญญาณที่นี่เข้มข้นกว่าบริเวณก่อนหน้านี้อีก"
จูลี่กลับไม่ได้สนใจเรื่องพลังวิญญาณ นางก้มมองแขนตัวเอง แล้วถูแรง ๆ แต่ยังดำเหมือนเดิม เด็กหญิงหน้ายู่เหมือนหมูหิว "ล้างไม่ออก"
โจวหมิงมองตาม ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ "ถูกทัณฑ์สวรรค์เมื่อคืน ถ้าล้างออกง่าย ๆ ก็คงแปลก"
จูลี่ย่นจมูก "ข้าจะอาบน้ำเจ้าค่ะ"
เด็กหญิงเดินตรงไปยังริมทะเลสาบ วางไหสุราไว้บนโขดหิน ก่อนจะนั่งถอดรองเท้าฟางออก แล้วค่อย ๆ ย่อนเท้าลงเพื่อหยั่งความลึกของน้ำ
แต่ทันทีที่ปลายเท้ากำลังจะแตะผิวน้ำ ภายใต้ทะเลสาบอันเงียบสงบ
ปลาวิญญาณตัวหนึ่งพลันลืมตาขึ้น ดวงตาสีฟ้าเข้มของมันสั่นไหว มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง
ไม่ใช่กลิ่นมนุษย์ ไม่ใช่กลิ่นสัตว์อสูร
แต่เป็นกลิ่นอายที่ทำให้สายเลือดของมันเกิดแรงสั่นสะเทือนโดยไม่อาจอธิบาย มันรีบส่งคลื่นจิตออกไปทันที
'ตื่น'
'ทุกตัว ตื่น'
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ปลาวิญญาณที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้ทะเลสาบนับพัน นับหมื่น ต่างลืมตาพร้อมกัน ผืนน้ำอันเงียบสงบเริ่มเกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ
ปลาตัวหนึ่งส่งคลื่นจิตถาม 'เกิดอะไรขึ้น'
อีกตัวตอบกลับ 'ไม่รู้ แต่ มีบางอย่างมา'
'บางอย่างที่ทำให้ข้ารู้สึก... อยากเข้าไปใกล้'
ปลาทั้งทะเลสาบเริ่มว่ายรวมตัวกันโดยไม่รู้ตัว
ส่วนบนฝั่ง จูลี่ยังไม่รู้เรื่องอะไร นางกำลังใช้น้ำถูแขนอย่างตั้งใจ
"ทำไมยังดำอยู่อีกเจ้าคะ"
โจวหมิงที่ยืนเฝ้าอยู่ริมฝั่งพลันขมวดคิ้ว เขามองเห็นผิวน้ำที่เริ่มกระเพื่อมผิดปกติ คลื่นเล็ก ๆ กำลังวิ่งเข้าหาฝั่งจากทุกทิศทาง
ราวกับ มีบางสิ่งจำนวนมหาศาลกำลังว่ายเข้ามารวมกันใต้เท้าของจูลี่
ชายหนุ่มดึงเท้าของจูลี่ขึ้นทันที ก่อนจะร้องโหยหวนด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “ปีหน้าต่อให้มัดแข้งมัดขาข้า ข้าไม่มีทางมาสถานที่แบบนี้อีกเด็ดขาด”
**********************
อยู่ดี ๆ ก็มีเกิบตกใส่หัว
