ตอนที่ 54
ตอนที่ 54
โจวหมิงแทบจะทึ้งผมตัวเอง หากเป็นความคิดของผู้อื่นเขายังพอห้ามได้ แต่เมื่อจูลี่คิดเอง ตัดสินใจเอง และลงมือเอง ส่วนใหญ่คนรอบข้างมีหน้าที่เพียงตามเก็บซากความวุ่นวายเท่านั้น
เด็กหญิงไม่สนใจเสียงคัดค้าน นางลองดึงเชือกที่พันอยู่รอบเอวสองสามครั้ง ตรวจดูว่าปมแน่นหนาพอหรือไม่ จากนั้นจึงยกนิ้วชี้ขึ้นอธิบายแผนการอย่างจริงจัง
“หากข้ากระตุกเชือกหนึ่งครั้ง ให้หย่อนลง”
อสูรเกราะศิลากะพริบตาปริบ ๆ
“สองครั้งให้ดึงขึ้น”
อสูรเกราะศิลาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
“ถ้ากระตุกสามครั้ง…”
โจวหมิงรีบถาม “ให้ช่วยชีวิต?”
“ให้ดึงขึ้นเร็ว ๆ เจ้าค่ะ แสดงว่าโดนปลากัด”
“…”
โจวหมิงหลับตาลงชั่วครู่ รู้สึกปวดหัวจนเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ
อสูรลึกลับในร่างจูลี่ เริ่มสงสัยแล้วว่าเหตุใดตนเองถึงต้องมาติดอยู่ในร่างเด็กที่พูดไม่รู้เรื่องเช่นนี้
เป็นเด็กที่ดื้อเงียบขั้นสุด
จูลี่ถอดเสื้อตัวนอกออก เหลือเพียงชุดชั้นในบางเบาสำหรับลงน้ำ ก่อนจะยกมือป้อม ๆ ปิดจมูกแล้วเดินถอยหลังไปทางริมฝั่ง
“พร้อมหรือยังเจ้าคะ?”
“ยัง” โจวหมิงตอบทันที
ตูม! จูลี่กระโดดลงทะเลสาบไปแล้ว
ละอองน้ำแตกกระจายสูงเกือบสองจั้ง ร่างเล็กจมหายลงใต้ผิวน้ำในพริบตา เหลือเพียงเชือกเส้นหนาที่พาดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ เชื่อมระหว่างเอวของนางกับเขาของอสูรเกราะศิลา
โจวหมิงพุ่งไปถึงริมฝั่ง มองลงไปด้วยหัวใจที่แทบหลุดออกจากอก “ศิษย์น้อง”
ใต้ผืนน้ำใสกระจ่าง จูลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เส้นผมดำขลับลอยแผ่ไปโดยรอบ ใบหน้าที่เดิมดำเป็นตอตะโกค่อย ๆ ถูกน้ำชะล้างจนเห็นผิวขาวนวลขึ้นทีละน้อย
ละอองแสงสีทองที่ติดอยู่ตามผิวหนังไม่ได้ถูกน้ำพัดออกไป กลับส่องประกายเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม ราวกับดวงดาวเล็ก ๆ นับร้อยดวงลอยวนอยู่รอบร่าง
ฝูงปลากระบี่เงินที่ว่ายวนอยู่ทั่วทะเลสาบพลันหยุดนิ่ง ดวงตาสีฟ้าเข้มนับหมื่นคู่จับจ้องมาทางเดียวกัน
จูลี่เองก็จ้องพวกมันกลับ
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
ไม่มีปลาตัวใดเข้ามากัดนางสักตัว พวกมันเพียงว่ายวนเข้าใกล้ช้า ๆ ราวกับกำลังสำรวจสิ่งแปลกปลอม ไม่สิ คล้ายกำลังต้อนรับบางสิ่งที่คุ้นเคยมากกว่า
จูลี่แก้มป่องเพราะกลั้นหายใจ นางยกมือขึ้นกวักเรียกปลาตัวอ้วนที่สุด
ปลากระบี่เงินตัวนั้นเอียงหัวเล็กน้อย ก่อนว่ายเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย
ใกล้ขึ้น
ใกล้ขึ้นอีก
จนจมูกแหลมของมันแทบแตะปลายนิ้วจูลี่ เด็กหญิงยิ้มกว้าง ก่อนจะคว้าครีบข้างลำตัวมันเอาไว้ทันที
ปลากระบี่เงินสะดุ้งสุดตัว มันสะบัดหางอย่างรุนแรง น้ำรอบด้านระเบิดออกเป็นกระแสน้ำวน ดึงร่างจูลี่พุ่งลึกเข้าไปกลางทะเลสาบ
เชือกที่ผูกเอวตึงขึ้นในพริบตา อสูรเกราะศิลาถูกแรงดึงลากไปข้างหน้าจนกีบทั้งสี่ไถลไปกับพื้น
โฮกกกกกก
มันรีบฝังกรงเล็บลงในดินสุดแรง แต่ปลายเชือกยังคงดึงมันเข้าหาทะเลสาบทีละน้อย
โจวหมิงหน้าถอดสี “เจ้าหิน ดึงกลับ”
อสูรเกราะศิลาหันมาถลึงตาใส่ มันกำลังดึงอยู่ ไม่เห็นหรืออย่างไร
สัตว์อสูรธาตุดินระดับผสานแก่นจะถูกปลาระดับหลอมกายาตัวหนึ่งลากจนแทบตกน้ำได้อย่างไร เรื่องน่าอับอายเช่นนี้มันไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
อสูรเกราะศิลาคำรามก้อง พลังปราณธาตุดินระเบิดออกมาจากร่าง กรงเล็บทั้งสี่จมลึกลงไปในพื้นราวกับรากไม้ จากนั้นจึงเชิดศีรษะขึ้นเต็มแรง
ซ่า!
จูลี่ถูกกระชากพ้นผิวน้ำขึ้นมา
เด็กหญิงห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ มือทั้งสองยังเกาะครีบปลากระบี่เงินไว้แน่น ขณะที่ปลาตัวใหญ่กว่าร่างของนางหลายเท่ากำลังสะบัดดิ้นอย่างบ้าคลั่ง
“ศิษย์พี่” จูลี่ปล่อยมือจากปลา
โจวหมิงชักกระบี่ออกทันที “มาแล้ว”
ประกายกระบี่วาบผ่านอากาศ ศีรษะของปลากระบี่เงินหลุดกระเด็นออกจากลำตัว เลือดสีแดงสาดกระจายราวกับสายฝน ร่างมหึมาตกกระแทกพื้นดังตุบจนพื้นดินยุบลงเล็กน้อย
จูลี่เองก็ตกลงตามไปด้วย
“โอ๊ย!”
เด็กหญิงกลิ้งไปบนพื้นสองรอบ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้ามึนงง
โจวหมิงรีบวิ่งเข้าไปตรวจดู “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
จูลี่สำรวจแขนขาของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี” โจวหมิงถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะหันไปเก็บซากปลากระบี่เงินเข้าแหวนเก็บของ
จูลี่รีบยกมือห้าม “เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ”
“มีอะไร?” โจวหมิงชะงักไปเล็กน้อย
เด็กหญิงเดินเข้าไปก้มดูร่างปลาที่เหลือเพียงลำตัว ก่อนใช้มือกดเนื้อบริเวณท้องอย่างจริงจัง “ตัวนี้อ้วนดีเจ้าค่ะ”
“ศิษย์น้อง ข้ารู้ว่ามันอ้วน” โจวหมิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดเคือง
“ควรเอาไปนึ่งหรือย่างดีเจ้าคะ?” จูลี่ยังคงถามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โจวหมิงสูดหายใจเข้าลึก แล้วเก็บปลาเข้าแหวนโดยไม่ตอบคำถาม “ค่อยคิดหลังจากจับเสร็จ”
ดวงตาจูลี่เป็นประกายทันที “แสดงว่าจะจับต่อใช่ไหมเจ้าคะ?”
โจวหมิงชะงัก
เขาพูดผิดไปแล้ว
ยายเด็กเจ้าเล่ห์ มีตรงไหนที่ไร้เดียงสาตรงกับหน้าตาเจ็ดขวบบ้าง
เด็กหญิงไม่เปิดโอกาสให้เขากลับคำ นางรีบเดินกลับไปยืนที่ริมฝั่ง ดึงเชือกรอบเอวให้เข้าที่ แล้วชูนิ้วให้สัญญาณกับอสูรเกราะศิลา
“อีกรอบเจ้าค่ะ”
อสูรเกราะศิลาถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างระแวดระวัง
“ครั้งนี้ดึงให้เร็วกว่านี้นะ”
มันถอยอีกหนึ่งก้าว
“เมื่อครู่เกือบโดนลากลงน้ำแล้ว”
อสูรเกราะศิลาถลึงตา ใครกันแน่ที่ทำให้มันเกือบตกน้ำ
จูลี่ไม่สนใจสีหน้าตัดพ้อของมัน นางกระโดดลงทะเลสาบอีกครั้ง
คราวนี้ฝูงปลาไม่รอให้นางกวักเรียก ทันทีที่ละอองแสงสีทองสัมผัสผิวน้ำ ปลากระบี่เงินนับร้อยตัวก็กรูกันเข้ามาจากทุกทิศทาง
บางตัวใช้จมูกดุนแขน
บางตัวว่ายวนรอบขา
บางตัวอ้าปากงับชายเสื้ออย่างสงสัย
จูลี่มองซ้ายมองขวา ก่อนเลือกคว้าตัวที่ใหญ่ที่สุดอีกครั้ง แต่ทันทีที่นางเหยียดมือออก ปลาสามตัวกลับพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ตัวหนึ่งงับแขนซ้าย
ตัวหนึ่งงับขาขวา
อีกตัวงับตรงก้นพอดี ดวงตาของจูลี่เบิกกว้าง นางรีบกระตุกเชือกสามครั้งติดกัน
บนฝั่ง อสูรเกราะศิลาเห็นสัญญาณก็ออกแรงเชิดหัวสุดกำลัง
จูลี่ถูกดึงพ้นน้ำขึ้นมาราวกับลูกตุ้ม นอกจากปลาสามตัวที่กัดติดแน่นแล้ว ยังมีปลาอีกเจ็ดแปดตัวกระโจนตามขึ้นมาหมายจะเข้าใกล้ละอองแสงสีทอง
ภาพตรงหน้าจึงกลายเป็นเด็กหญิงตัวเล็กห้อยอยู่กลางอากาศ โดยมีปลาวิญญาณนับสิบตัวเกาะตามแขน ขา เสื้อ และเส้นผม
“ศิษย์พี่”
โจวหมิงกำกระบี่แน่น “ข้าเห็นแล้ว”
“มันกัดก้นข้า”
“ข้าก็เห็นแล้ว”
“อย่าฟันโดนข้านะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นเจ้าก็อย่าดิ้น”
ประกายกระบี่พุ่งวาบไปมาราวกับสายฟ้า
ปลากระบี่เงินถูกฟันตกลงพื้นทีละตัว บางตัวตายทันที บางตัวยังดิ้นกระแด่ว ๆ จูลี่เองก็หมุนคว้างไปตามแรงของเชือกจนมองอะไรไม่ชัด
อสูรเกราะศิลาที่ทำหน้าที่เป็นคันเบ็ดต้องวิ่งซ้ายทีขวาทีตามคำสั่งของโจวหมิง บางครั้งดึงขึ้น บางครั้งหย่อนลง จนสุดท้ายมันเริ่มสับสนว่าเป็นสัตว์อสูรหรือคันเบ็ดตกปลากันแน่
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม พื้นที่ริมทะเลสาบเต็มไปด้วยรอยกระบี่ รอยลาก และเกล็ดปลาสีเงินที่กระจัดกระจายไปทั่ว
แหวนเก็บของของโจวหมิงมีปลากระบี่เงินเพิ่มขึ้นเกือบร้อยตัว
ชายหนุ่มเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว แขนที่ถือกระบี่สั่นระริก เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำและเลือดปลา
อสูรเกราะศิลานอนหมอบกับพื้น ลมหายใจหอบหนัก แม้มันจะไม่มีลิ้นให้ห้อย แต่สภาพก็ใกล้เคียงกับสุนัขที่ถูกใช้งานจนหมดแรง
ส่วนจูลี่กลับดูสดชื่นขึ้นมาก ดูเหมือนจะสนุกมากกว่าด้วย
เขม่าดำจากทัณฑ์สวรรค์ถูกน้ำชะล้างออกจนหมด ผิวขาวนุ่มกลับคืนมาอีกครั้ง เส้นผมเปียกแนบแก้มกลมยุ้ย เพียงแต่ชุดชั้นในของนางเต็มไปด้วยรอยฟันปลาและรูขาดเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน
เด็กหญิงนั่งนับปลาในแหวนด้วยความพึงพอใจ
“เก้าสิบเจ็ด เก้าสิบแปด เก้าสิบเก้า”
โจวหมิงทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น “พอแล้ว…”
“ยังไม่ถึงหนึ่งร้อยเลยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว
“ขาดแค่ตัวเดียวก็ถือว่าครบ”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ตัวเลขไม่สวย”
โจวหมิงอยากร้องไห้ “ศิษย์น้อง ข้าไม่มีแรงฟันแล้ว”
จูลี่มองแขนที่สั่นของโจวหมิง แล้วมองอสูรเกราะศิลาที่แผ่อยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ
นางจึงจำใจพยักหน้า “ก็ได้เจ้าค่ะ”
คนกับอสูรถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน
แต่ยังไม่ทันได้พักจริง ๆ ผิวน้ำของทะเลสาบที่ปั่นป่วนมาตลอดกลับสงบลงอย่างกะทันหัน
เงียบสนิท
แม้แต่ระลอกคลื่นเล็ก ๆ ก็ไม่มี
ปลากระบี่เงินนับหมื่นตัวที่เคยว่ายวนอยู่ใกล้ฝั่งต่างแยกย้ายกันหนีลงสู่ส่วนลึกของทะเลสาบในพริบตา
โจวหมิงที่เพิ่งเอนตัวลงพลันลุกขึ้นนั่ง “เกิดอะไรขึ้น?”
จูลี่เองก็หันไปมองผืนน้ำด้วยความสงสัย
เบื้องล่างของทะเลสาบ เงาดำขนาดมหึมาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า มันใหญ่เสียจนเมื่อว่ายผ่าน พื้นที่ทั้งบริเวณพลันมืดลงราวกับมีก้อนเมฆดำบดบังแสงอาทิตย์
โจวหมิงกลืนน้ำลาย “นั่น ไม่ใช่ปลาแล้วกระมัง”
อสูรเกราะศิลาที่เพิ่งหมดแรงเมื่อครู่ดีดตัวลุกขึ้นทันที มันถอยกรูดออกจากริมฝั่งอย่างรวดเร็ว ดวงตาหินเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
จูลี่กลับยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ
เงาดำใต้ผิวน้ำหยุดเคลื่อนไหว
จากนั้นดวงตาสีฟ้าขนาดใหญ่กว่าตัวจูลี่ทั้งตัวก็ค่อย ๆ ลืมขึ้นจากก้นทะเลสาบ
ดวงตานั้นจ้องตรงมาที่นาง จริง ๆ ต้องบอกว่า มันกำลังจ้องละอองแสงสีทองซึ่งติดอยู่บนเส้นผมของนางต่างหาก
จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ “ศิษย์พี่ ตัวนี้น่าจะทำได้หลายมื้อเลยเจ้าค่ะ”
โจวหมิงหันมามองเด็กหญิงด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ขอร้องละ อย่าคิดจะตกมันขึ้นมาเลย”