LNCrawler

ตอนที่ 55

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 55

จูลี่ยังคงนั่งยอง ๆ อยู่ริมฝั่ง ดวงตากลมโตจับจ้องเงาดำใต้ผิวน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ “ข้าแค่ดูเฉย ๆ เจ้าค่ะ”

โจวหมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยศิษย์น้องก็ยังพอฟังคำเตือนอยู่บ้าง

จูลี่เหลือบมองเชือกซึ่งผูกอยู่กับเขาของอสูรเกราะศิลา ก่อนพูดต่ออย่างครุ่นคิด “เชือกเส้นนี้คงมัดมันไม่พอ”

“…” โจวหมิงรู้แล้วว่าตนเองโล่งอกเร็วเกินไป

อสูรเกราะศิลาที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้นค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้น เมื่อได้ยินคำว่าเชือก ดวงตาหินของมันก็เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม มันเพิ่งได้พักเหนื่อยเอง

“ศิษย์น้อง ตัวที่อยู่ใต้น้ำนั่นไม่ใช่ปลากระบี่เงิน ต่อให้ใช้เชือกสิบเส้นก็ลากไม่ขึ้นหรอก”

จูลี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นก็ใช้ยี่สิบเส้นเจ้าค่ะ”

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเชือก”

ตูม! เสียงระเบิดดังขึ้นกลางทะเลสาบ ตัดบทสนทนาของทั้งสองลงในทันที

ผิวน้ำอันสงบนิ่งพลันนูนสูงขึ้น ราวกับมีภูเขาลูกหนึ่งกำลังดันตัวขึ้นมาจากด้านล่าง น้ำจำนวนมหาศาลไหลทะลักออกไปทุกทิศทาง กลายเป็นคลื่นสูงหลายจั้งซัดเข้าหาชายฝั่ง

“ถอย” โจวหมิงพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อจูลี่ แต่เด็กหญิงกลับยื่นมือคว้าไหสุราบนโขดหินก่อนเป็นอันดับแรก

ชายหนุ่มเห็นแล้วก็โมโหจนแทบกระอักเลือด “ชีวิตเจ้ากับไหสุรา สิ่งใดสำคัญกว่ากัน”

จูลี่กอดไหแน่น “ไหใบนี้แพงนะเจ้าคะ” ไม่อยากจะบอกว่าถ้านางไม่มีสุรา นางก็ตายเหมือนกัน

โจวหมิงไม่อยากเถียงต่อ เขายกเด็กหญิงขึ้นหนีบไว้ข้างเอว ก่อนใช้วิชาเท้าวายุพุ่งออกจากริมฝั่ง

อสูรเกราะศิลาไม่ต้องรอคำสั่ง มันดีดตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งนำไปก่อนหลายสิบจั้ง

แต่โจวหมิงเพิ่งพาจูลี่หนีไปได้ไม่กี่ก้าว เชือกที่พันอยู่รอบเอวเด็กหญิงก็พลันตึงขึ้น

ร่างเล็กถูกกระชากหลุดออกจากอ้อมแขนของเขาในทันที

“ศิษย์น้อง” โจวหมิงคว้าไว้ไม่ทัน ได้แต่มองจูลี่ลอยถอยหลังผ่านหน้าตนเองไปทั้งตัว

ปลายเชือกอีกด้านยังผูกอยู่กับเขาของอสูรเกราะศิลา เมื่อมันพุ่งหนีไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง จูลี่จึงถูกลากตามหลังไปกับพื้นราวกับว่าวที่บินไม่ขึ้น

ฝุ่นฟุ้งตลบไปตลอดทาง

ถึงอย่างนั้น เด็กหญิงยังคงใช้สองมือกอดไหสุราไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่น้อย

“เจ้าหิน หยุดก่อน” เสียงเย็นชาของอสูรลึกลับในร่างกายของจูลี่ดังขึ้นในหัวของมัน

อสูรเกราะศิลาได้ยินเสียงเรียกจึงหันกลับมามอง

ทันทีที่เห็นจูลี่กลิ้งกระเด้งอยู่ปลายเชือก ดวงตาหินของมันก็เบิกกว้าง มันรีบฝังกรงเล็บทั้งสี่ลงกับพื้นเพื่อหยุดตัว

ครืด……ร่างมหึมาไถลต่อไปอีกหลายจั้ง ก่อนหยุดลงอย่างหวุดหวิด

จูลี่ถูกแรงส่งเหวี่ยงขึ้นจากพื้น ลอยผ่านศีรษะของมัน แล้วตกแหมะลงบนหลังกว้างพอดี เด็กหญิงนอนคว่ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น

เสื้อผ้ามอมแมมกว่าเดิม เส้นผมเต็มไปด้วยใบไม้ แต่ไหสุราในอ้อมแขนยังอยู่ดีไม่มีรอยร้าว จูลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เกือบไปแล้ว”

โจวหมิงรีบวิ่งตามมาถึง “เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

เด็กหญิงหมุนไหตรวจดูรอบหนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ไม่แตกเจ้าค่ะ”

“ข้าถามถึงเจ้า ไม่ใช่ไหสุรา” แต่ยังไม่ทันที่โจวหมิงจะได้ตรวจดูนาง คลื่นน้ำขนาดมหึมาก็ซัดเข้ามาจากด้านหลัง

ตูม!!!!

ทั้งคนทั้งอสูรถูกกระแทกจนกระเด็นเข้าไปในป่าพร้อมกัน

โจวหมิงกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนใบไม้ร่วงกราว กระบี่ในมือหลุดกระเด็นไปปักอยู่บนพื้นห่างออกไปหลายจั้ง

อสูรเกราะศิลากลิ้งไปชนโขดหินดังโครม เกราะบนหลังไม่เสียหายแม้แต่น้อย แต่โขดหินกลับแตกออกเป็นสองซีก

ส่วนจูลี่ถูกน้ำซัดลงไปในพุ่มไม้หนา

โจวหมิงหน้าถอดสี เขารีบยันตัวลุกขึ้น ตะโกนเรียกอย่างร้อนใจ “ศิษย์น้อง”

พุ่มไม้สั่นไหวอยู่สองสามครั้ง ก่อนมือเล็กข้างหนึ่งจะยกไหสุราโผล่ขึ้นมาเป็นอย่างแรก ตามด้วยศีรษะยุ่งเหยิงซึ่งเต็มไปด้วยใบไม้

“อยู่นี่เจ้าค่ะ”

โจวหมิงยังไม่ทันถอนหายใจโล่งอก พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง

ครืน—

กลางทะเลสาบเกิดคลื่นสูง ผืนน้ำแยกออกเป็นสองฝั่ง ก่อนศีรษะสีดำขนาดมหึมาจะค่อย ๆ โผล่พ้นน้ำขึ้นมา

จะงอยปากแข็ง ลำคอเต็มไปด้วยรอยย่น และดวงตาสีฟ้าขุ่นมัวปรากฏขึ้นทีละส่วน

โจวหมิงเงยหน้ามองด้วยสีหน้าตกตะลึง “เต่า?”

ขาคู่หน้าขนาดใหญ่เหยียบลงบนชายฝั่ง

ตึง!

ผืนป่าสั่นสะเทือน ต้นไม้โบราณหลายต้นหักโค่นในคราวเดียว

เต่ายักษ์ค่อย ๆ เดินขึ้นมาจากน้ำ ทุกย่างก้าวทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบลดต่ำลง จนเผยให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเคยเข้าใจว่าเป็นก้นทะเลสาบ แท้จริงแล้วคือกระดองของมัน

สาหร่าย โขดหิน และพืชน้ำปกคลุมอยู่บนกระดองหนาราวกับผืนดินอีกแห่งหนึ่ง

ร่างของมันใหญ่พอ ๆ กับทะเลสาบทั้งแห่ง

อสูรเกราะศิลาหมอบต่ำด้วยความหวาดกลัว ส่วนโจวหมิงยืนขวางหน้าจูลี่ไว้แน่น แม้รู้ดีว่าหากเต่ายักษ์คิดโจมตี กระบี่ของเขาก็คงไม่มีประโยชน์

แต่เต่ายักษ์ไม่ได้สนใจพวกเขา มันก้าวขึ้นมาบนพื้นที่ราบ ก่อนลดตัวหมอบลงช้า ๆ

โครม!

เมื่อกระดองลดต่ำลง สิ่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนจุดสูงสุดจึงปรากฏแก่สายตา

ท่ามกลางพืชน้ำและก้อนหิน มีแท่นศิลาสีขาวตั้งอยู่ บนแท่นวางกระจกทองแดงแตกร้าวบานหนึ่ง กรอบกระจกสลักอักขระโบราณ มุมทั้งสี่ประดับด้วยกระดิ่งสีดำขนาดเล็ก

ละอองแสงสีทองลอยวนอยู่รอบกระจก

โจวหมิงเพียงมองก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ของวิเศษธรรมดา

“อย่าเข้าใกล้” เขากำชับ “กระจกอาจมีค่ายกลซ่อนอยู่”

จูลี่ไม่ได้ขยับ แต่แหวนสีดำบนนิ้วโป้งของนางกลับร้อนขึ้นเอง

กริ๊ง

กระดิ่งทั้งสี่ส่งเสียงพร้อมกัน ละอองสีทองซึ่งหลงเหลืออยู่ตามเส้นผมของจูลี่ลอยขึ้น ก่อนพุ่งตรงไปยังกระจกทองแดง

พื้นผิวกระจกที่มืดมัวพลันสว่างขึ้น ภาพของป่าโบราณปรากฏขึ้นภายในนั้น

กลางป่ามีเด็กหญิงอายุสามหรือสี่ขวบยืนกอดตุ๊กตาไม้เก่า ๆ ชุดสีขาวของนางเปื้อนดิน เส้นผมยาวปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง

โจวหมิงจำได้ทันทีว่าคือเด็กที่พวกเเขาาพบก่อนหน้านี้

เด็กหญิงในกระจกค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาทั้งสองข้างของนางดำสนิท ไม่มีตาขาว และร่างกายไม่ทอดเงาลงบนพื้น

ภาพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

คราวนี้เด็กหญิงยืนอยู่กลางลานศิลา รอบตัวมีเสาหินดำแปดต้น โซ่สีทองจำนวนมากพุ่งขึ้นจากพื้น พันรอบแขน ขา และลำคอของนาง

เส้นผมซึ่งปิดบังใบหน้าถูกสายลมพัดออก ดวงตาข้างซ้ายของนางเป็นสีดำ แต่ดวงตาข้างขวากลับเป็นสีทองสว่าง

ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือลานศิลาก็แยกออกจากกัน ดวงตาสีทองขนาดมหึมาค่อย ๆ ลืมขึ้นท่ามกลางเมฆดำ

เป็นดวงตาเดียวกับที่เคยปรากฏเหนือผืนป่า

เด็กหญิงเงยหน้ามองมันด้วยความหวาดกลัว ก่อนดิ้นรนจนโซ่ทั่วร่างสั่นสะเทือน

ริมฝีปากของนางขยับราวกับกำลังตะโกนบางอย่าง

โจวหมิงเพ่งมองรู้สึกเหมือนนางกำลังพูดว่า

“อย่าให้มันหาเจอ”