ตอนที่ 57
ตอนที่ 57
“กระบี่เล่มนั้น” เต่ายักษ์เอ่ย “ดึงมันออกมา”
โจวหมิงมองกระบี่สนิมบนแท่นศิลา “ข้าหรือ?”
“ที่นี่มีผู้ใช้กระบี่กี่คน?”
โจวหมิงเหลือบมองจูลี่ มือข้างหนึ่งถือขาหมู อีกข้างถือไหสุรา ดูท่าทางพึ่งพาไม่ได้อย่างที่สุด
เด็กที่มีแต่ตบะแซงหน้าเขา แต่วิชาใช้งานจริงกลับไม่ร่ำเรียนเลยแม้แต่น้อย
“ข้าคนเดียว” โจวหมิงยอมรับอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“เช่นนั้นก็เป็นเจ้า” เต่าฟันธงเอาดื้อ ๆ
ลำคอของเต่ายักษ์ขยับเล็กน้อย พื้นส่วนหนึ่งบนกระดองลดต่ำลง กลายเป็นทางลาดทอดขึ้นไปถึงแท่นศิลา
“กระบี่วารีครามเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ประคองผนึก หากดึงมันออก เจ้าต้องรับเจตจำนงกระบี่ซึ่งสะสมอยู่ภายในให้ได้”
“ถ้ารับไม่ได้เล่า?”
“เส้นลมปราณแตก”
โจวหมิงหน้าตึงขึ้นมาทันที “มีอย่างอื่นอีกหรือไม่?”
“จิตวิญญาณกระบี่จะทำลายทะเลปราณของเจ้า”
“แล้ว?”
“อาจตาย”
โจวหมิงสูดลมหายใจลึกพูดประชดออกมาคำหนึ่ง “ขอบคุณ”
เต่ายักษ์กะพริบตาช้า ๆ ตอบอย่างเฉื่อยชา “ไม่เป็นไร”
ม่านพลังเหนือศีรษะเกิดรอยร้าวเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย ดวงตาสีทองรวบรวมพลังเตรียมโจมตีอีกครั้ง
ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้ว
โจวหมิงก้าวขึ้นไปบนกระดองเต่ายักษ์อย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ปราณกระบี่ที่ลอยอยู่รอบแท่นศิลาก็กดทับลงบนร่าง
เสื้อคลุมของเขาถูกเฉือนขาด รอยแผลบาง ๆ ปรากฏขึ้นตามแขนและใบหน้า
ยิ่งเข้าใกล้แท่นศิลา ปราณกระบี่ก็ยิ่งรุนแรง
โจวหมิงกัดฟัน โคจรพลังระดับหลอมรวมขั้นต้นไปทั่วร่าง ก่อนก้าวเดินต่อไปทีละก้าว
สิบจั้ง
ห้าจั้ง
สามจั้ง
เมื่อเหลือระยะเพียงก้าวเดียว ปราณกระบี่นับร้อยสายก็รวมตัวกันอยู่ตรงหน้าเขา
โจวหมิงชะงัก หากเดินต่อ ปราณกระบี่เหล่านี้อาจเจาะร่างเขาจนพรุนในทันที
“ศิษย์พี่”
เสียงของจูลี่ดังมาจากด้านล่าง
โจวหมิงหันกลับไปมอง หวังจะได้รับคำแนะนำอะไรดี ๆ
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมาหาเขา ก่อนยกนิ้วโป้งให้กำลังใจ “สู้ ๆ นะเจ้าคะ”
“…” มีเพียงเท่านี้? อย่างน้อยควรพูดอะไรที่ฟังดูมีประโยชน์กว่านี้มิใช่หรือ?
จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเพิ่ม “ถ้าท่านตาย โยนแหวนมาให้ข้านะเจ้าคะ ปลาเมื่อกี้อยู่ในแหวนของท่านตั้งเยอะ”
โจวหมิงหันกลับทันที ตอนนี้เขาไม่อยากตายแล้ว
อย่างน้อยก็ไม่อยากตายแล้วยกสมบัติทั้งหมดให้ยายเด็กคนนี้เก็บไป
ชายหนุ่มก้าวออกไป ปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน เขาไม่ได้ยกมือป้องกัน แต่ปล่อยพลังปราณของตนเองออกไปอย่างเต็มที่
เสียงกระบี่ดังสะท้อนขึ้นในทะเลจิต
ทันใดนั้น ภาพจำนวนมากก็ไหลเข้ามาในหัว
เขามองเห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่กลางมหาสมุทรเพียงลำพัง ชายคนนั้นถือกระบี่สีครามไว้ในมือ ก่อนฟันออกไปเพียงครั้งเดียว
ผืนน้ำกว้างใหญ่แยกออกเป็นสองฝั่ง คลื่นสูงเสียดฟ้าหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ แม้แต่เม็ดฝนยังถูกคมกระบี่ผ่าออกเป็นสองส่วน
เสียงเก่าแก่ดังขึ้นในใจของโจวหมิง “วารีอ่อนโยน จึงไหลผ่านทุกสิ่ง”
แล้วภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป ชายคนเดิมยืนอยู่ท่ามกลางซากศพนับไม่ถ้วน กระบี่ในมือเต็มไปด้วยรอยร้าว “วารีไร้รูป จึงแทรกผ่านทุกช่องว่าง”
คมกระบี่วาดออกอีกครั้ง ศัตรูทั้งหมดล้มลงโดยไม่ทันเห็นแสงกระบี่
“วารีดูอ่อนแอ” เสียงนั้นหยุดลงชั่วขณะ “แต่ไม่มีสิ่งใดขวางมันได้ตลอดกาล”
โจวหมิงลืมตาขึ้น ปราณกระบี่รอบตัวไม่ได้โจมตีเขาอีกต่อไป แต่ไหลวนรอบแขนและลำตัวอย่างอ่อนโยนราวกับกระแสน้ำ
เขายื่นมือออกไปจับด้ามกระบี่
ทันทีที่นิ้วสัมผัสสนิมสีเขียว พลังมหาศาลก็พุ่งเข้าสู่ร่าง
ทะเลปราณของโจวหมิงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
พลังซึ่งติดอยู่ตรงคอขวดของหลอมรวมขั้นต้นถูกทะลวงในพริบตา แต่กระแสพลังยังไม่หยุด มันไหลผ่านเส้นลมปราณทุกสาย ชะล้างสิ่งสกปรกและขยายทะเลปราณของเขาให้กว้างกว่าเดิม
หลอมรวมขั้นกลาง!
แรงกดดันจากการเลื่อนระดับระเบิดออกจากร่าง
เสื้อผ้าและเส้นผมของโจวหมิงปลิวสะบัด ปราณสีฟ้าครามหมุนวนรอบกาย ก่อนรวมตัวเป็นกระแสน้ำใต้ฝ่าเท้า
จูลี่เงยหน้ามอง “ศิษย์พี่เลื่อนระดับอีกแล้ว”
อสูรเกราะศิลาส่งเสียงครางในลำคอ มนุษย์สองคนนี้เลื่อนระดับง่ายเกินไปหรือไม่?
ตัวมันใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะเข้าสู่ระดับผสานแก่นได้ แต่ทั้งสองกลับเลื่อนระดับระหว่างเดินทางเหมือนแวะเก็บผลไม้ข้างทาง
โจวหมิงดึงกระบี่ออกจากแท่นศิลา
สนิมสีเขียวบนตัวกระบี่แตกกระจาย เผยให้เห็นคมกระบี่สีฟ้าใสราวกับผลึกน้ำ ลวดลายคลื่นเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ภายในเนื้อกระบี่ตลอดเวลา
ทันทีที่กระบี่วารีครามหลุดออกจากแท่น ม่านพลังเหนือศีรษะก็แตกออกพอดี
แสงสีทองสายที่สองพุ่งลงมา
โจวหมิงหมุนตัว ก่อนฟันกระบี่ออกไปตามเจตจำนงซึ่งเพิ่งได้รับมา
“คมวารีไร้รูป”
แสงกระบี่สีครามพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
มันไม่ได้ปะทะกับแสงสีทองโดยตรง แต่ไหลวนโอบล้อมพลังนั้น ก่อนเบี่ยงทิศทางออกไปด้านข้าง
ตูม!
แสงสีทองตกลงกลางป่าห่างออกไปหลายสิบลี้ แรงระเบิดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนและเมฆฝุ่นพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า
โจวหมิงมองกระบี่ในมือด้วยความตกตะลึง เขาเพิ่งใช้พลังเพียงครั้งแรก แต่กลับสามารถเบี่ยงการโจมตีของดวงตาสีทองได้
แม้จะเป็นเพราะเต่ายักษ์ต้านพลังส่วนแรกเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังมากพอให้เข้าใจว่ากระบี่เล่มนี้ล้ำค่าเพียงใด
“กระบี่วารีครามเลือกเจ้าแล้ว” เต่ายักษ์เอ่ย “นับจากนี้มันเป็นของเจ้า”
โจวหมิงกำด้ามกระบี่แน่น ก่อนประสานมือคารวะ “ขอบคุณผู้อาวุโส”
“ไม่ต้องขอบคุณข้า มันตัดสินใจเอง”
ดวงตาสีทองบนท้องฟ้าจ้องมองโจวหมิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังกระบี่วารีคราม
รูม่านตาแนวตั้งหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายมันจดจำกระบี่เล่มนี้ได้
ทันใดนั้น เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังก้องลงมาจากท้องฟ้า “ผู้ถือกระบี่คนใหม่ เจ้ายังกล้ากลับมาอีกหรือ”
โจวหมิงชะงัก เขาเพิ่งได้กระบี่มาไม่ถึงครึ่งก้านธูป แล้วก็เคยเข้าดินแดนลับครั้งแรก จะเรียกว่ากลับมาได้ไง ถ้าจะพูดให้ดีควรพูดว่า กล้ามาอีกหรือถึงจะดูสมเหตุสมผล
ดวงตาสีทองไม่ได้ให้คำตอบ เมฆดำเริ่มรวมตัวเข้าหากัน ก่อนปิดบังดวงตาขนาดมหึมาจนหายไปจากท้องฟ้า
แรงกดดันทั้งหมดสลายตัวในพริบตา
ผืนป่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
โจวหมิงก้มมองกระบี่วารีครามในมือ ความยินดีจากการเลื่อนระดับเมื่อครู่ลดลงไปกว่าครึ่ง
“ผู้อาวุโส เจ้าของเดิมของกระบี่เล่มนี้คือใคร?”
เต่ายักษ์หลับตาลง “ข้าจำไม่ได้”
โจวหมิงหรี่ตา “จริงหรือ?”
เต่ายักษ์ไม่ได้ตอบ
จูลี่เดินขึ้นมาบนกระดอง ก่อนหยุดอยู่ข้างโจวหมิง นางใช้ปลายนิ้วแตะตัวกระบี่ด้วยความสนใจ
กระบี่วารีครามสั่นเบา ๆ แต่ไม่ได้ปล่อยปราณกระบี่โจมตีนาง
“ศิษย์พี่ได้ของดีแล้ว”
โจวหมิงพยักหน้า “กระบี่เล่มนี้ดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณ” มิเช่นนั้นคงไม่โจมตีโจวหมิงตั้งแต่แรก
“ถ้าขาย” จูลี่เอ่ยเสียงเบา ทำเอาความคิดของโจวหมิงสะดุดไป
“ไม่ขาย”
จูลี่หุบปาก หุบยิ้มทันที นางเพียงถามดูเท่านั้น เหตุใดต้องทำหน้าเหมือนกลัวถูกปล้นด้วย?
โจวหมิงรีบเก็บกระบี่วารีครามเข้าฝักที่เหลือเพียงครึ่งเดียว แต่ทันทีที่กระบี่เข้าไปในฝัก ฝักเก่าก็แตกออกดังกร๊อบ
เศษไม้ร่วงกระจาย
จูลี่มองฝักกระบี่ แล้วมองโจวหมิง “ของดีจริงหรือเจ้าคะ?”
“กระบี่ดี” โจวหมิงตอบเสียงแข็ง “ฝักต่างหากที่ไม่ดี”