ตอนที่ 58
ตอนที่ 58
เต่ายักษ์ลืมตาขึ้นเล็กน้อย
“ฝักดาบที่แท้จริงอยู่กับเจ้าของดวงตาสีทอง”
โจวหมิงเงยหน้าทันที “หมายความว่า หากต้องการรู้ว่าเจ้าของเดิมของกระบี่คือใคร ข้าต้องตามหาฝักดาบให้พบ?”
“บางที”
“แล้วจะหาได้จากที่ใด?”
กระดิ่งสีดำในแหวนของจูลี่สั่นขึ้น
กริ๊ง!!!
ลูกศรสีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปลายลูกศรไม่ได้ชี้เข้าไปในป่า แต่ชี้ตรงไปยังหุบเขาซึ่งมีเมฆสีทองปกคลุมอยู่ไกลลิบ
เต่ายักษ์มองไปทางนั้น ก่อนเอ่ยช้า ๆ “เศษกระจกชิ้นที่สองอยู่ที่เดียวกับฝักกระบี่”
โจวหมิงกำกระบี่วารีครามแน่น
จูลี่ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังอสูรเกราะศิลา แล้วตบเกราะมันสองครั้ง
“ไปกันเถอะเจ้าหิน”
อสูรเกราะศิลายังไม่ทันก้าว เสียงของเต่ายักษ์ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“พวกเจ้าจะไปเช่นนั้นหรือ?”
ทั้งสามหันกลับมามอง
เต่ายักษ์ก้มศีรษะลง ดวงตาสีฟ้าขุ่นมัวจับจ้องเชือกซึ่งยังผูกจูลี่ติดอยู่กับเขาของอสูรเกราะศิลา
“หากมันวิ่งเร็ว เด็กคนนั้นจะถูกลากอีก”
โจวหมิงมองเชือก
จูลี่ก้มมองเอวตัวเอง
อสูรเกราะศิลาค่อย ๆ หันกลับมามองทั้งสองคนด้วยสายตาว่างเปล่า
ผ่านเรื่องคอขาดบาดตายมาถึงเพียงนี้ ในที่สุดก็มีผู้จำได้ว่าเชือกยังไม่ได้แก้เสียที
จูลี่ใช้มือป้อม ๆ คลำปมเชือกตรงเอว ก่อนจะพยายามดึงออก ทว่าเชือกสำหรับพันธนาการสัตว์อสูรเส้นนี้แข็งแรงเกินไป ทั้งยังถูกกระชากขึ้นลงตลอดช่วงตกปลา ปมที่ผูกไว้จึงแน่นเสียจนแทบหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว
เด็กหญิงออกแรงดึงอยู่พักใหญ่ ปมเชือกไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่ ช่วยหน่อยเจ้าค่ะ”
โจวหมิงเดินเข้ามาย่อตัวลงช่วยแกะ เขาใช้ทั้งมือ ใช้กระบี่งัด แม้กระทั่งส่งพลังปราณเข้าไปคลายปม แต่เชือกกลับรัดแน่นขึ้นทุกที
“เจ้าผูกอย่างไรของเจ้า?”
“ผูกให้แน่นเจ้าค่ะ” จูลี่ตอบสีหน้าไม่สะทกสะท้าน
“ข้ารู้ว่าแน่น” โจวหมิงกัดฟันออกแรงดึงจนใบหน้าแดงก่ำ “แต่เจ้าไม่คิดจะเหลือทางแกะไว้เลยหรือ?”
จูลี่ก้มลงมองปมเชือก แล้วส่ายหน้าอย่างซื่อตรง “ตอนนั้นคิดแต่เรื่องปลาเจ้าค่ะ”
“…” โจวหมิงไม่รู้ว่าตนเองคาดหวังคำตอบอะไรอยู่
อสูรเกราะศิลาซึ่งยังมีปลายเชือกอีกด้านพันรอบเขานั่งมองคนทั้งสองอยู่เงียบ ๆ ท่าทางของมันดูคล้ายอยากหัวเราะ แต่ไม่กล้าส่งเสียงออกมา
โจวหมิงเงยหน้าถลึงตาใส่ทันที
“เจ้ามีหน้าหัวเราะด้วยหรือ? หากเมื่อครู่เจ้ากระชากแรงกว่านั้นอีกนิด ศิษย์น้องคงถูกเชือกรัดเอวขาดไปแล้ว”
อสูรเกราะศิลาเชิดหน้าหนีอย่างไม่ยอมรับผิด แค่มนุษย์ระดับหลอมรวม กล้าหาเรื่องมันหรือ? มนุษย์เด็กเป็นคนสั่งให้ลากเอง เหตุใดสุดท้ายกลับกลายเป็นความผิดของมันได้?
เต่ายักษ์มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ดวงตาสีฟ้าขุ่นมัวซึ่งผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานฉายแววเหนื่อยใจเล็กน้อย
“ใช้กระบี่ในมือเจ้าตัดเสีย”
“ตัดเชือกหรือ?” โจวหมิงชะงัก ก่อนจะก้มมองกระบี่วารีครามในมือ
“มิฉะนั้นเจ้าคิดจะพาเด็กคนนั้นไปทั้งที่ผูกติดกับอสูรหรืออย่างไร” เต่ายักษ์อดประชดไม่ได้
โจวหมิงกระแอมแก้เก้อ ยกกระบี่ขึ้นวางตรงเชือกอย่างระมัดระวัง
เพียงออกแรงเล็กน้อย คมกระบี่วารีครามก็ตัดเชือกพันธนาการสัตว์อสูรขาดออกอย่างง่ายดาย ราวกับกำลังตัดเส้นด้ายธรรมดา
เชือกขาดออกเป็นสองท่อน
จูลี่ลูบเอวตัวเองด้วยความโล่งอก ขณะที่โจวหมิงกลับจ้องคมกระบี่ในมือด้วยดวงตาเป็นประกาย
เชือกเส้นนี้แข็งแรงถึงขนาดสัตว์อสูรระดับสูงยังดิ้นไม่หลุด แต่กระบี่วารีครามกลับตัดขาดได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังปราณมากนัก
เพียงตัวกระบี่ยังทรงพลังถึงเพียงนี้
แล้วเจ้าของเดิมของมันจะเป็นผู้ใดกันแน่?
โจวหมิงเงยหน้ามองเต่ายักษ์อีกครั้ง
“ผู้อาวุโส ท่านเคยเห็นเจ้าของดวงตาสีทองหรือไม่?”
เต่ายักษ์หลับตาลง ไม่ตอบคำถามนั้นในทันที
ผ่านไปหลายลมหายใจ มันจึงเอ่ยเสียงต่ำ
“ข้าจำได้เพียงดวงตาคู่นั้น”
“ส่วนใบหน้า…”
“เลือนรางไปนานแล้ว”
โจวหมิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีทิศทางที่จะตามหาแล้ว
กระดิ่งสีดำภายในแหวนเก็บของของจูลี่ยังคงสั่นเป็นระยะ
กริ๊ง…
กริ๊ง…
ลูกศรสีดำลอยอยู่กลางอากาศ ปลายแหลมชี้ตรงไปยังหุบเขาที่ถูกเมฆสีทองปกคลุมอย่างมั่นคง ไม่มีทีท่าว่าจะเลือนหายเหมือนครั้งก่อน
จูลี่เงยหน้ามองหุบเขาไกลลิบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปีนกลับขึ้นไปนั่งบนหลังอสูรเกราะศิลา
คราวนี้นางตรวจดูรอบเอวตัวเองอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเชือกผูกติดอยู่แล้ว จึงตบเกราะบนหัวมันเบา ๆ
“ไปกันเถอะเจ้าหิน”
อสูรเกราะศิลาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แต่ก่อนออกเดิน มันหันกลับไปมองทะเลสาบด้านหลัง
เต่ายักษ์ยังคงนอนนิ่งอยู่กลางผืนน้ำ ร่างมหึมาของมันใหญ่โตจนดูราวกับเกาะกลางทะเลสาบ
จูลี่โบกมือให้ “ปู่เต่า ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
เต่ายักษ์ลืมตาขึ้นมองนาง
“เด็กน้อย หุบเขาแห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ซึ่งผู้ใดก็สามารถเข้าไปได้”
จูลี่เอียงคอ “อันตรายหรือเจ้าคะ?”
“อันตราย” เต่ายักษ์ผงกหัวเบา ๆ
“มีของกินหรือไม่เจ้าคะ?”
เต่ายักษ์เงียบไป
โจวหมิงยกมือกุมหน้าผาก
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้กินคน ฝูงผึ้งอสูรโลหิต หรือดวงตาสีทองบนท้องฟ้า สิ่งที่ศิษย์น้องของเขาสนใจยังคงเป็นเรื่องเดียวเสมอ