ตอนที่ 5
ตอนที่ 5
ต่อให้มันกลายเป็นกากยาแล้ว แต่พิษก็ยังเป็นพิษ กินพิษเดี๋ยวได้ตายกันพอดี ที่สำคัญหากข่าวนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงสำนักจะเอาไปวางไว้ที่ไหน
ทุกคนหันหน้าไปมองเด็กหญิงตัวน้อยเป็นตาเดียว
จูลี่กลืนกากยาลงไปแล้วเลอออกมาทีหนึ่ง
“ยังมีหน้ามาเรออีก คายมันออกมา” ชายชราก้าวเข้าหาจูลี่ก่อนจะเขย่าเบา ๆ
แรงไปก็กลัวจะตายคามือ
เด็กหญิงตอนนี้หน้าตามอมแมมหัวโยกไปโยกมา
“กิน..ไปแล้ว.. กินไปแล้ว… ไม่เป็นไร ข้ายังสบายดีนะอาจารย์” จูลี่ส่งเสียงประท้วง
มือของอาจารย์ผู้ดูแลเตาหลอมหยุดชะงัก แต่ยังไม่ปล่อยเด็กน้อยไป ก่อนจะแหวกตา ดู จับชีพจร
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ด้วย”
“เป็นไปได้อย่างไร?” อาจารย์ผู้ควบคุมอาคารหลอมโอสถเหมือนจะไม่เชื่อ เดินเข้ามาแล้วจับชีพจร
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ด้วย”
เพื่อความไม่ผิดพลาด หลายคนเดินเข้ามาแล้วตรวจชีพจร แล้วก็พูดประโยคเดียวกันซ้ำ ๆ
“หม้อนี้จริง ๆ อาจจะไม่ใช่หม้อหลอมโอสถเก้าวิญญาณสลายก็ได้”
“จะไม่ใช่ได้ไง หลอมมาสี่หม้อไหม้ทั้งสี่หม้อ”
อาจารย์หลายคนเถียงกันหน้าดำหน้าแดง
จูลี่น้อยยังไม่อิ่ม จึงแอบเก็บกากยาดำปี๋ที่ตกอยู่แล้วนั้นยัดเข้าปากไปอีกคำ
กินแล้วก็เรอ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว
“เจ้ายังจะกินมันเข้าไปอีก” ผู้เฒ่าเจียชี้นิ้ว อยากจะด่าแต่ก็ด่าไม่ออก
ในบรรดาทั้งหมดมีอาจารย์คนหนึ่งลูบเครายาว ๆ มองจูลี่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด “นังหนู เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม?”
“ไม่เจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็เก็บกากยาแถวนั้นยัดเข้าปากไปอีกคำ
ผู้คนทั้งหลายก็หมดคำจะพูด หลายคนก็ไม่เชื่อแล้วว่านี่เป็นกากยาพิษจริง ๆ
“ศิษย์ว่าบางทีสูตรหลอมโอสถอาจจะผิด อาจจะไม่ใช่พิษอย่างที่พวกเราเข้าใจก็ได้นะขอรับ”
คำอธิบายนี้ดูเหมือนจะเป็นคำตอบดีที่สุดที่พวกเขาจะเข้าใจได้ ไม่เช่นนั้นเด็กคนหนึ่งจะกินเข้าไปแล้วไม่เป็นอะไรได้ยังไง
“เป็นไปไม่ได้ ข้าเทส่วนผสมลงไปกับมือ” ศิษย์สายในเจ้าของหม้อหลอมนั้นก้าวเดินออกมา “ในนั้นมีทั้งแมงป่องเจ็ดหางและตะขาบเพลิงโลกันตร์ ไม่รวมสมุนไพรพิษอื่น ๆ อีก”
ร้ายไม่ร้ายก็ตอนที่มีนกบินผ่านตรงป่องควันยังตกลงมาตาย
บรรดาศิษย์รับใช้รอบข้างต่างพากันอ้าปากค้าง บางคนถึงกับยกมือทาบอก หน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี พากันถอยหลังไปอีกสองก้าวอย่างพร้อมเพียง
“อาจจะเพราะโอสถล้มเหลว” นี่จัดเป็นคำแก้ตัวใหม่ที่ฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้น ต่อให้ล้มเหลวแต่ส่วนผสมก็ยังเป็นพิษอยู่ดี
“ใครกล้าลองกินบ้าง?” อาจารย์คนหนึ่งเสนอขึ้น
ศิษย์พี่ศิษยน้อง สายนอกสายในถอยหลังไปอีกสามก้าว
“ศิษย์กินเจ้าค่ะ มีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น” จูลี่ยกมือขึ้นคนแรก
ทั้งหมดหันมามองจูลี่เป็นตาเดียว
“นังหนู เจ้ากินยาพิษไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ?” อาจารย์เหมือนจะยังไม่แน่ใจ
“เจ้าค่ะ อะไรศิษย์ก็กินได้หมดเจ้าค่ะ” หม้อไหกระทะ แม้แต่ฝาบ้านถ้าไม่ห้ามก็กินได้หมด แต่เรื่องนี้บิดามารดาสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามบอกใคร
ทว่าในบรรดาคนทั้งหมดที่มองจูลี่เป็นตัวประหลาดกับมีผู้เฒ่าคนหนึ่งมองจูลี่ราวกับสมบัติล้ำค่า
“นังหนูเจ้าชื่ออะไร?”
“จูลี่เจ้าค่ะ ศิษย์ชื่อจูลี่ เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีแซ่เจ้าค่ะ” เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้จำเป็นต้องทิ้งตระกูลที่ล่มสลายไว้เบื้องหลัง รอวันไหนมีพลังค่อยกลับไปสืบค้นและแก้แค้นก็ยังไม่สบาย
“เจ้าสนใจมาเป็นศิษย์สายตรงของข้าหรือไม่?” ผู้เฒ่าระบายยิ้มเต็มใบหน้า
เด็กหญิงเอียงคอเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าศิษย์สายตรงคืออะไร แต่คนรอบข้างกลับอ้าปากกว้างขึ้นกว่าเดิม
หม่าซือเจียวเป็นอาจารย์หลอมโอสถ ปกติมักจะใช้ชีวิตเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับอะไร แต่หลายครั้งที่อาจารย์เฒ่าถูกพิษจนเดือดร้อนให้เจ้าสำนักต้องไปเสาะหายามาแก้พิษให้
ตั้งแต่อยู่ในสำนักมา หม่าเหล่าซือไม่เคยรับศิษย์เลยสักคน
วันนี้กลับเอ่ยปากรับเด็กเจ็ดขวบคนหนึ่ง
“มีของกินหรือไม่เจ้าคะ?” เรื่องอื่นสำหรับจูลี่ไม่สำคัญ นอกจากสุราท้องต้องอิ่ม
“มี มีแน่นอน” ชายชราลูบเครายิ้มอย่างใจดี
“ศิษย์คำนับอาจารย์เจ้าค่ะ” เมื่อมีคนอุปการะแล้ว นางจะไม่เกาะขาทองคำนี้ได้อย่างไร
“เดี๋ยวก่อน” เสียงของชายวัยกลางอีกคนทักท้วง จำได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนคัดเลือกคนเข้าสำนัก
“มีอะไร?” หม่าซือเจียอยากได้คนไปแล้วมีคนมาขัดคอหอยเช่นนี้ก็รู้สึกเคืองอยู่บ้าง
“เด็กคนนี้มีรากฐานปุถุชน อายุก็ยังน้อย แถมยังไร้ซึ่งระดับพลังใด ๆ คงไม่เหมาะเป็นศิษย์สายตรงของท่านผู้เฒ่ากระมัง”
ทว่าไหนเลยหม่าซือเจียวจะสนใจ หากเขาอยากได้ศิษย์ที่เก่งกาจ คงรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์มากมายในสำนักไปนานแล้ว
“แล้วอย่างไร?”
“เอ่อคือ….” ชายผู้นั้นอึกอัก ก็บอกไม่ถูกว่าควรจะพูดเช่นไร เขาแค่เตือนไว้ด้วยความหวังดี
จูลี่เห็นเช่นนี้ก็ดวงตาเป็นประกาย เดินเข้าไปเกาะขาของหม่าซือเจียวไวมาก
หม่าซือเจียวยกมุมปากขึ้น ภายใต้หนวกเครายาวเฟื้อย ก็เดินไปทั้งที่มีเด็กเกาะขาอยู่อย่างนั้น
เด็กก็ไม่คิดปล่อย ผู้เฒ่าก็ไม่คิดแกะออก
หลายคนพยักหน้าแบบงง ๆ บางทีศิษย์อาจารย์ก็คงเพี้ยนพอกัน คงเข้ากันได้ดีกระมัง
หม้อยาสี่ใบนั้น สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องสักคน
หม่าซือเจียวสาวเท้าเดินขึ้นเขาด้วยความอารมณ์ดี โดยมีร่างป้อมของจูลี่เกาะติดหนึบอยู่กับขาท่อนล่างราวกระรอกน้อย ลากถลอกปอกเปิกไปตามขั้นบันไดหินจนถึงยอดเขาเร้นลับอันเป็นที่พำนัก
“เอาละต่อไปเจ้าก็อยู่ที่นี่”
“เจ้าค่ะ” เมื่อมาถึงที่พักแล้วจูลี่จึงยอมปล่อยมือมองสำรวจที่พักใหม่ ไม่คิดว่าเพียงวันเดียวก็กลายเป็นศิษย์มีอาจารย์แล้ว
“นี่คือมันเทศเนตรอสูร หากเจ้าจับแล้วไม่เป็นไร ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี” ปกติคนทั่วแค่สัมผัสจะเกิดผืนพิษทั้งตัว
เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก นอกจากสุรานางไม่มีของกินดี ๆ ตกถึงท้องมานานแค่ไหนแล้ว
จูลี่รับมันเทศมา รับไม่รับเปล่าดันกัดเข้าไปคำหนึ่งด้วย
“อั้ยยะ เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งกิน” หม่าซือเจียวคิดจะห้ามก็ห้ามไม่ได้ทันแล้ว เด็กน้อยเคี้ยวแก้มตุ้ยไปแล้ว