LNCrawler

ตอนที่ 59

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 59

อสูรเกราะศิลาก้าวออกจากริมทะเลสาบอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเต่ายักษ์จะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วเรียกพวกมันกลับไปอีก จะได้ไม่เสียแรงวิ่งไกล

โจวหมิงนั่งอยู่ด้านหลังจูลี่ มือหนึ่งกอดกระบี่วารีครามเอาไว้แน่น อีกมือคอยจับเกราะนูนบนแผ่นหลังของอสูร

ยิ่งห่างจากทะเลสาบมากเท่าใด เมฆสีทองเหนือหุบเขาก็ยิ่งเห็นชัดขึ้น

สิ่งที่มองจากไกล ๆ คล้ายก้อนเมฆธรรมดา พอเข้าใกล้กลับพบว่ามันไม่ได้ลอยอยู่บนท้องฟ้า แต่ปกคลุมตั้งแต่ยอดเขาลงมาจนถึงพื้นดิน ราวกับกำแพงสีทองขนาดใหญ่กั้นหุบเขาทั้งลูกเอาไว้

ต้นไม้รอบทางค่อย ๆ ลดน้อยลง

ผืนดินสีดำเปลี่ยนเป็นทรายสีทองละเอียด ทุกครั้งที่อสูรเกราะศิลาก้าวเท้าลงไป เม็ดทรายจะลอยขึ้นมาแล้วส่องประกายคล้ายเศษดาว

โจวหมิงก้มมองพื้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ทรายพวกนี้มีพลังปราณอยู่” จูลี่ก้มลงมองตาม ก่อนหยิบขาหมูออกมาจากแหวนเก็บของ

โจวหมิงรีบถาม “เจ้าจะทำอะไร?”

“ลองดูว่ากินได้หรือไม่เจ้าค่ะ” 

“ข้าหมายถึงทราย”

“ข้าก็หมายถึงขาหมู” จูลี่ตอบแล้วกัดลงไปหนึ่งคำ นางเคี้ยวช้า ๆ พลางมองเม็ดทรายใต้เท้าอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังพิสูจน์เรื่องสำคัญ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กหญิงจึงพยักหน้า “ยังกินได้เจ้าค่ะ ทรายไม่เข้า”

โจวหมิงเม้มปากแน่น เขาไม่ควรถามตั้งแต่แรก

อสูรเกราะศิลาเดินต่อไปอีกหลายลี้ กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าหมอกสีทองหนาทึบ

เส้นทางเบื้องหน้าหายเข้าไปในม่านหมอก มองไม่เห็นแม้แต่ต้นไม้หรือก้อนหินที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว

กระดิ่งสีดำในแหวนของจูลี่สั่นแรงขึ้นทันที

กริ๊ง! ลูกศรสีดำปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ ปลายลูกศรชี้เข้าไปในม่านหมอกอย่างมั่นคง

“เจ้าหิน ทางนี้” จูลี่ตบหัวอสูรเกราะศิลาเบา ๆ “เข้าไป”

อสูรเกราะศิลายืนนิ่ง

“เจ้าหิน?”

มันค่อย ๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว

จูลี่หันกลับมามอง “เจ้ากลัวหรือ?”

อสูรเกราะศิลาส่ายหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอยอีกสองก้าว

มันไม่ได้กลัว

มันเพียงคิดว่าการรักษาชีวิตเป็นคุณธรรมพื้นฐานของสัตว์อสูรเท่านั้น

โจวหมิงกระโดดลงจากหลังของมัน แล้วเดินเข้าไปตรวจดูม่านหมอก เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาจากพื้น โยนเข้าไปด้านใน

ทันทีที่ก้อนหินสัมผัสหมอกสีทอง เสียงดังฉ่าแผ่วเบาก็ดังขึ้น ก้อนหินแข็ง ๆ สลายกลายเป็นผงในพริบตา

อสูรเกราะศิลาถอยหลังอีกห้าก้าว

คราวนี้มันไม่ปิดบังแล้ว

มันกลัวอย่างเปิดเผย

โจวหมิงขมวดคิ้ว “นี่ไม่ใช่หมอกธรรมดา หากพวกเราเข้าไปโดยตรง เกรงว่าจะเหลือเพียงเถ้ากระดูก”

จูลี่ก้มมองแขนขาของตนเอง ก่อนถามอย่างจริงจัง “ไหสุราจะเหลือหรือไม่เจ้าคะ?”

“คนกำลังจะตาย เจ้ายังห่วงไหอีกหรือ?”

“ไหใบนี้แข็งมาก”

“ต่อให้แข็งเพียงใดก็”

จูลี่ยกไหสุราขึ้น แล้วโยนเข้าไปในหมอกสีทอง

“ศิษย์น้อง”

โจวหมิงคว้าไม่ทัน ได้แต่มองไหดินเผาลอยผ่านหน้าไป

ไหสุรากระแทกเข้ากับม่านหมอก

ฟึ่บ!

หมอกสีทองซึ่งทำให้ก้อนหินสลายกลับแยกออกจากกันทันที เปิดเป็นช่องทางเล็ก ๆ ให้ไหสุราลอยผ่านเข้าไปโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

โจวหมิงยืนนิ่ง

อสูรเกราะศิลาก็ยืนนิ่ง

จูลี่หันมามองทั้งสอง “เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าแข็งมาก” กล่าวจบ นางก็เดินตรงเข้าไปในม่านหมอกโดยไม่ลังเล

“เดี๋ยวก่อน”

โจวหมิงรีบคว้าแขนนางเอาไว้ แต่ช้าไปเพียงครึ่งก้าว

มือของจูลี่สัมผัสกับแสงสีทอง

หมอกโดยรอบพลันเดือดพล่าน เส้นแสงนับพันพุ่งเข้าหานางพร้อมกัน

โจวหมิงชักกระบี่วารีครามออกจากฝักที่แตกครึ่งทันที ทว่าเขายังไม่ทันฟันออกไป กระดิ่งสีดำในแหวนของจูลี่ก็ส่งเสียงดัง

กริ๊ง!

แสงสีดำแผ่ออกจากร่างเด็กหญิง หมอกสีทองหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ ก่อนค่อย ๆ ถอยออกไป เปิดทางกว้างพอให้คนสามคนเดินผ่านได้

จูลี่ก้มมองตัวเอง เมื่อเห็นว่าแขนขายังอยู่ครบจึงพยักหน้าอย่างพอใจ “เข้าได้เจ้าค่ะ”

โจวหมิงมองนางด้วยสีหน้าซับซ้อน “เจ้ารู้หรือว่ามันจะไม่ทำร้ายเจ้า?”

“ไม่รู้เจ้าค่ะ”

“แล้วเจ้ายังเดินเข้าไป?”

“ไหสุราอยู่ข้างใน”

โจวหมิงหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

เขาต้องสงบ

การโกรธเด็กอายุเจ็ดขวบทำให้จิตใจไม่มั่นคง ไม่เป็นผลดีต่อการฝึกตน

แต่หากเด็กอายุเจ็ดขวบผู้นั้นโยนไหสุราเข้าเขตสังหารแล้วเดินตามเข้าไป การฝึกตนก็ช่วยอะไรไม่ได้เช่นกัน

อสูรเกราะศิลามองช่องทางตรงหน้า ก่อนหันหลังเตรียมวิ่งหนี

จูลี่ยื่นมือคว้าเขาของมันเอาไว้ “เจ้าหิน ไปด้วยกัน”

อสูรเกราะศิลาขุดเล็บทั้งสี่ลงในพื้นทันที

จูลี่ออกแรงดึง

มันออกแรงถอย

เด็กหญิงกับสัตว์อสูรตัวใหญ่ราวภูเขาลูกย่อมยื้อกันอยู่หน้าม่านหมอก ขณะที่โจวหมิงยืนมองด้วยความเหนื่อยใจ

สุดท้ายจูลี่ปล่อยมือ

อสูรเกราะศิลาซึ่งกำลังออกแรงเต็มที่เสียหลัก หงายหลังกลิ้งลงไปบนทรายเสียงดังโครม

จูลี่เดินเข้าไปตบเกราะหน้าท้องมันเบา ๆ

“ไม่ไปก็เฝ้าอยู่ตรงนี้นะ”

อสูรเกราะศิลารีบพลิกตัวลุกขึ้น ก่อนมองป่าด้านหลัง

เสียงคำรามของสัตว์อสูรหลายตัวดังแว่วมาจากระยะไกล

มันหันกลับไปมองม่านหมอก

ด้านหนึ่งเป็นหุบเขาที่แม้แต่ก้อนหินยังละลาย อีกด้านเป็นป่าซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่อาจตามกลิ่นเลือดของมันมา

หลังจากใคร่ครวญอย่างรอบคอบ อสูรเกราะศิลาก็ก้มตัวลง ให้จูลี่ปีนขึ้นหลังแต่โดยดี

อย่างน้อยเด็กคนนี้ยังมีโอสถรักษาระดับสูง ส่วนสัตว์อสูรในป่าคงไม่มี

“เด็กดี” จูลี่ตบหัวมันสองครั้ง ก่อนชี่เข้าไปในช่องทางสีทอง

“เดินช้า ๆ นะ ข้าต้องเก็บไหก่อน”

ทั้งสามเคลื่อนผ่านม่านหมอกเข้าไป

ทันทีที่โจวหมิงก้าวพ้นเขตหมอก ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ภายในหุบเขาไม่มีป่า ไม่มีลำธาร และไม่มีสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียว

มีเพียงทุ่งหญ้าสีทองกว้างสุดสายตา

กลางทุ่งตั้งเสาหินสีขาวจำนวนมาก บนยอดเสาแต่ละต้นมีฝักกระบี่วางอยู่หนึ่งฝัก รูปร่างและสีสันแตกต่างกันออกไป

บางฝักสร้างจากหยก บางฝักประดับอัญมณี บางฝักแผ่ไอสังหารออกมารุนแรงจนพื้นหญ้าโดยรอบกลายเป็นสีดำ

โจวหมิงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

“ฝักกระบี่ทั้งหมดนี่…”

กระบี่วารีครามในมือของเขาสั่นขึ้น

ครืน!

เสาหินนับร้อยต้นสั่นสะเทือนพร้อมกัน

ฝักกระบี่ทุกเล่มบนยอดเสาพลันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนหมุนวนเหนือศีรษะของพวกเขาราวกับฝูงนก

จิตสังหารหลายร้อยสายกดทับลงมา

อสูรเกราะศิลาทรุดหมอบกับพื้นทันที ส่วนโจวหมิงรีบยกกระบี่ขึ้นป้องกัน

“ศิษย์น้อง ระวัง”

จูลี่ไม่ได้ตอบ

นางกำลังคลานลงจากหลังอสูรเกราะศิลา แล้วมุดหาอะไรบางอย่างอยู่ใต้ท้องของมัน

ครู่ต่อมา เด็กหญิงก็ลากไหสุราออกมาได้สำเร็จ

“เจอแล้ว”

โจวหมิงแทบกระอักเลือด “เวลานี้เจ้าห่วงไหก่อนหรือ?”

“หากมันแตกจะเสียของเจ้าค่ะ”

“หากกระบี่พวกนั้นพุ่งลงมา พวกเราจะเสียชีวิต!”

จูลี่เงยหน้ามองฝักกระบี่บนท้องฟ้า แล้วกอดไหสุราแน่นกว่าเดิม

“เช่นนั้นก็เสียทั้งสองอย่างเลยหรือเจ้าคะ?”

โจวหมิงพูดไม่ออก

ในตอนนั้นเอง กระบี่วารีครามส่งเสียงครางต่ำ ฝักกระบี่บนท้องฟ้าหยุดหมุนพร้อมกัน

จากนั้นพวกมันก็พุ่งลงมา

โจวหมิงก้าวไปยืนข้างหน้า ฟันกระบี่วารีครามออกไปเต็มแรง

ปราณกระบี่สีครามแผ่กว้างเป็นรูปครึ่งวงกลม กระแทกฝักกระบี่หลายสิบเล่มจนกระเด็นออกไป แต่ฝักที่เหลือยังคงพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง

เขาหมุนตัวฟันกระบี่อีกครั้ง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงโลหะกระทบกันดังต่อเนื่อง

ทุกครั้งที่คมกระบี่วารีครามสัมผัสกับฝักกระบี่ พลังบางส่วนจะไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างโจวหมิง แขนของเขาชาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นลมปราณซึ่งเพิ่งขยายตัวจากการเลื่อนระดับเริ่มปวดแสบปวดร้อน

“พวกมันไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้า”

เสียงลึกลับในร่างของจูลี่ดังขึ้น

เด็กหญิงกะพริบตา “แล้วพวกมันต้องการอะไร?”

“กำลังทดสอบกระบี่”

จูลี่มองโจวหมิงซึ่งถูกฝักกระบี่นับร้อยไล่ตีจนเสื้อคลุมขาดเพิ่มขึ้นทีละส่วน

“ดูเหมือนกำลังทดสอบศิษย์พี่มากกว่านะ”

“หากเขารับการโจมตีไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์พากระบี่วารีครามออกไปจากที่นี่”

“ถ้ารับไม่ได้เล่า?”

“ตาย”

จูลี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือป้องปากแล้วตะโกน

“ศิษย์พี่ สู้ ๆ นะเจ้าคะ”

โจวหมิงซึ่งกำลังรับฝักกระบี่สามเล่มพร้อมกันเกือบเสียจังหวะ “เลิกให้กำลังใจแล้วมาช่วยข้า”

จูลี่วางไหสุราลง ก่อนหยิบขาหมูชิ้นหนึ่งออกมาถือเป็นอาวุธ

โจวหมิงเห็นแล้วรีบตะโกน “ไม่ต้องช่วยแล้ว”