ตอนที่ 62
ตอนที่ 62
เหล่าศิษย์นับพันคนถูกโยนออกมาจากประตูศิลาพร้อมกัน บางคนตกลงมายืนอย่างสง่างาม บางคนกลิ้งไปกับพื้น ส่วนบางคนยังกอดต้นสมุนไพรเอาไว้แน่นทั้งรากและดิน
อสูรเกราะศิลาตกลงกลางลานเสียงดังสนั่น
ตูม!
ศิษย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบถอยหนีด้วยความตกใจ
จูลี่โผล่ศีรษะขึ้นมาจากหลังของมัน เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ไหสุราคู่ใจยังอยู่ครบสมบูรณ์
โจวหมิงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ออกมาได้เสียที”
เบื้องหลังพวกเขา ประตูศิลาขนาดใหญ่เริ่มแตกร้าว แสงภายในประตูดับลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทางเข้าสู่ดินแดนลับจะพังทลายต่อหน้าทุกคน
เหล่าผู้อาวุโสจากหลายสำนักพากันลุกขึ้นยืน สีหน้าตื่นตระหนก
“ดินแดนลับหายไปแล้ว!”
“เป็นไปได้อย่างไร?”
“ผู้ใดแตะต้องแก่นกลางของมัน?”
ท่ามกลางเสียงโกลาหล ผู้อาวุโสคนหนึ่งหันไปเห็นอสูรเกราะศิลาซึ่งเพิ่งเลื่อนระดับ แล้วเลื่อนสายตาไปยังโจวหมิงกับจูลี่บนหลังของมัน
กระจกตรวจสมบัติในมือของเขาสั่นรุนแรง ก่อนปลายเข็มทั้งหมดจะหันมาทางเด็กหญิงเพียงคนเดียว
แสงบนกระจกสว่างขึ้นจนแทบระเบิด
ผู้อาวุโสเบิกตากว้าง แล้วตะโกนลั่นไปทั่วลาน
“สมบัติทั้งหมดของดินแดนลับอยู่ที่เด็กคนนั้น”
จูลี่ก้มมองแหวนบนมือ ก่อนเงยหน้ามองผู้ฝึกตนนับพันที่หันมาพร้อมกัน
นางเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ชี้นิ้วไปทางโจวหมิง
“ศิษย์พี่เป็นคนเก็บเจ้าค่ะ”
โจวหมิงหันขวับ “เหตุใดจึงเป็นข้า?”
“ท่านมีกระบี่ใหม่”
“ข้ามีกระบี่เพียงเล่มเดียว!”
“ยังมีฝักด้วยเจ้าค่ะ”
“กระบี่หนึ่งเล่มมีฝักหนึ่งอันเป็นเรื่องปกติ!”
“เช่นนั้นก็สองชิ้นแล้ว”
โจวหมิงอ้าปาก แต่เถียงไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
หากนับแยกเช่นนั้น เขามีสมบัติสองชิ้นจริง ๆ
ผู้อาวุโสที่ถือกระจกตรวจสมบัติก้าวออกมาข้างหน้า เขาสวมอาภรณ์สีเทา บนหน้าอกปักตรารูปหม้อสามขา แสดงว่าเป็นคนของหอสมบัติกลาง
เขากวาดตามองโจวหมิงอยู่ครู่หนึ่ง ชัดเจนว่านอกจากกระบี่แล้วแทบไม่มีอะไรเลย “เอาแหวนเก็บของของเจ้ามาให้ข้าดู”
โจวหมิงส่งออกไปอย่างว่าง่าย
นอกจากโอสถและของป้องกันตัว กับชุดสำลองไม่กี่ชุด ในนั้นคือปลากระบี่เงิน
“เจ้าเก็บปลากระบี่เงินมาทำไมมากมายเพียงนี้?” ผู้อาวุโสแต่ละสำนักจ้องมองโจวหมิงเป็นตาเดียว
“เอามาย่างกินขอรับ” โจวหมิงตอบเสียงเบาหวิว จะบอกได้อย่างไรว่าเก็บมาให้เด็กสวาปามคนหนึ่ง
ผู้อาวุโสฉีมองปลากระบี่เงินซึ่งกองซ้อนกันอยู่ภายในแหวน ก่อนหันกลับมามองรูปร่างผอมสูงของโจวหมิง
“เจ้าคนเดียวกินหมดหรือ?”
โจวหมิงชะงัก เขากวาดตามองปลานับร้อยตัวในแหวน แล้วเหลือบมองจูลี่ที่นั่งอยู่บนหลังอสูรเกราะศิลาด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ค่อย ๆ กินขอรับ”
“ต้องกินกี่ปี?”
“ข้า ยังไม่ได้คำนวณ”
จูลี่ช่วยตอบจากด้านข้าง “ไม่นานเจ้าค่ะ”
โจวหมิงหันไปมองนางทันที
ผู้อาวุโสฉีก็หันไปมองตาม
เด็กหญิงรีบก้มหน้า กอดไหสุราแน่นขึ้นราวกับเมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไร
ผู้อาวุโสฉีตรวจสอบแหวนของโจวหมิงอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งของอื่นซ่อนอยู่ จึงส่งคืนให้
“กระจกตรวจสมบัติไม่ได้ชี้มาที่เจ้า”
โจวหมิงรับแหวนกลับไปสวม สีหน้าโล่งใจขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นก็แสดงว่าข้าไม่เกี่ยวข้องขอรับ”
“แต่เจ้าบอกว่าศิษย์พี่เป็นคนเก็บ” ผู้อาวุโสฉีหันไปถามจูลี่
เด็กหญิงตอบอย่างไม่ลังเล “ข้าจำผิดเจ้าค่ะ”
โจวหมิงหลับตาลง โยนความผิดให้ผู้อื่นไม่สำเร็จแล้วบอกว่าจำผิดง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ?
ผู้อาวุโสฉียกกระจกตรวจสมบัติขึ้นอีกครั้ง เข็มบนหน้าปัดสั่นรุนแรง ก่อนชี้ตรงไปยังจูลี่ดังเดิม
“นำแหวนเก็บของของเจ้าออกมา” จูลี่ก้มมองแหวนหลายวงบนนิ้ว ก่อนถามอย่างสงสัย “ทุกวงหรือเจ้าคะ?”
“ทุกวง”
เด็กหญิงจึงเริ่มถอดแหวนออกทีละวง
วงแรก แหวนเก็บของระดับสูง
วงที่สอง แหวนเก็บของระดับสูง
วงที่สาม แหวนเก็บของระดับสูง
แล้วยังถอดแหวนเก็บขอระดับต่ำออกจากนิ้วกลางอีกสี่วง
กระทั่งวางเรียงลงบนพื้นครบแปดวง คนรอบข้างก็เริ่มส่งเสียงพูดคุยกัน
“เด็กคนนี้มีแหวนเก็บของมากกว่าอาวุโสในตระกูลข้าเสียอีก”
“นางเป็นเพียงศิษย์รับใช้มิใช่หรือ?” ดูจากชุดอย่างไรก็เป็นเพียงศิษย์รับใช้
“สำนักชิงเฟิงร่ำรวยถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” ศิษย์รับใช้จึงมีแหวนเก็บของระดับสูงไว้ในครอบครองมากมายเพียงนี้
หม่าซือเจียวได้ยินแล้วใบหน้ากระตุกเล็กน้อย สำนักชิงเฟิงไม่ได้ร่ำรวยถึงเพียงนั้น แหวนเหล่านี้ล้วนเป็นของคนชุดดำที่คิดลอบสังหารพวกนางต่างหาก
ผู้อาวุโสฉีหยิบแหวนวงแรกขึ้นมาตรวจสอบ ทันทีที่ส่งกระแสจิตเข้าไป สีหน้าของเขาก็แข็งค้าง
ภายในไม่มีสมุนไพร ไม่มีอาวุธวิเศษ และไม่มีหินวิญญาณ
มีเพียงปลากระบี่เงินกองซ้อนกันจนเต็มพื้นที่
เขาหยิบวงที่สองขึ้นมา
ยังคงเป็นปลากระบี่เงิน
วงที่สามก็เหมือนเดิม
วงที่สี่มีปลาตัวเล็กลงมาหน่อย แต่ก็ยังเป็นปลากระบี่เงิน
เมื่อตรวจถึงวงที่หก ผู้อาวุโสฉีก็เงยหน้ามองจูลี่อย่างอดไม่ได้ “เหตุใดแหวนของเจ้าจึงมีแต่ปลา?”
“จับมาได้เจ้าค่ะ”
“ข้ารู้ว่าจับมาได้ แต่เหตุใดต้องจับมากมายเพียงนี้?”
จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “เพราะพวกมันมีเยอะเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสฉีเงียบไป
เขาหมายถึงเหตุใดนางจึงต้องจับ ไม่ได้ถามว่าในทะเลสาบมีปลามากเพียงใด
ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนตรวจวงที่เหลือต่อ
ทุกวงยังคงเต็มไปด้วยปลากระบี่เงิน ยกเว้นแหวนระดับสูงวงสุดท้าย มีหมูเขี้ยวน้ำเงินย่างไม่กี่ตัวแล้วกับไหสุราว่างเปล่า
หมูพวกนี้โมเจียเป็นคนย่างให้นางก่อนเข้าดินแดนลับ หากไม่โยนทิ้งเพื่อเอาตัวรอดคงเหลือเยอะกว่านี้
ผู้อาวุโสจากสำนักอื่นก้าวเข้ามาตรวจสอบด้วยตนเอง ผลที่ได้ไม่แตกต่างกัน
แหวนทุกวงมีเพียงปลา กับหมูย่าง
บางวงมีปลามากเสียจนทันทีที่เปิดพื้นที่เก็บของ หางปลาตัวหนึ่งก็หลุดออกมาตกลงบนพื้น
แปะ!
สายตาของทุกคนเลื่อนไปยังปลากระบี่เงินบนพื้นพร้อมกัน
จูลี่รีบวิ่งไปเก็บปลาตัวนั้นขึ้นมา แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นอย่างทะนุถนอม “ตกแล้วก็ยังกินได้เจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสฉีมองนางนิ่ง ๆ ตอนนี้เขาเริ่มเชื่อแล้วว่าเด็กคนนี้จับปลามาเพื่อกินจริง ๆ
ไม่มีผู้ใดใช้สมบัติล้ำค่าเป็นฉากบังหน้า แล้วเก็บปลาแน่นเต็มแหวนถึงเจ็ดวงเพียงเพื่อหลอกกระจกตรวจสมบัติ
ต่อให้คิดจะหลอก ก็น่าจะเลือกของที่เก็บง่ายกว่านี้
ผู้อาวุโสฉีวางแหวนทั้งหมดลง ก่อนถามต่อ “ยังมีถุงเก็บของหรือสิ่งของประเภทมิติอีกหรือไม่?”
จูลี่หยิบถุงเก็บอสูรที่หม่าซือเจียวมอบให้ออกมา
ชายชรารับไปตรวจดู
ด้านในว่างเปล่า
เขาตรวจสอบถุงผ้าข้างเอว แขนเสื้อ เข็มขัด และรองเท้าของนางอย่างละเอียด แต่พบเพียงเชือกขาดครึ่งเส้น เมล็ดผลไม้สามเมล็ด กับเศษหินของอสูรเกราะศิลา
ไม่มีสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว
ทว่ากระจกตรวจสมบัติยังคงชี้มาทางจูลี่
ยิ่งค้นไม่พบ เข็มบนหน้าปัดก็ยิ่งสั่นรุนแรง ราวกับกำลังยืนยันว่าของที่ตามหาอยู่ตรงหน้านี้แน่นอน
ศิษย์ชุดม่วงจากสำนักวายุครามเดินออกมาจากกลุ่มคน
สภาพของเขาแตกต่างจากตอนเข้าสู่ดินแดนลับอย่างสิ้นเชิง เสื้อคลุมขาดไปครึ่งหนึ่ง เส้นผมไหม้เกรียม และมีรอยดำพาดอยู่กลางใบหน้า
เขาชี้มาทางจูลี่
“นางต้องซ่อนสมบัติไว้ที่อื่น ไม่เช่นนั้นกระจกจะชี้มาทางนางได้อย่างไร?”