LNCrawler

ตอนที่ 65

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 65

จูลี่มองเขาเงียบ ๆ

“ไม่ได้” โจวหมิงเอากระบี่วารีครามไปซ่อนด้านหลัง

นางยังมองต่อไป

“ต่อให้มองข้าเช่นนี้ก็ไม่ได้”

จูลี่หยิบโอสถรรักษาระดับสูงออกมาหนึ่งขวด แล้ววางไว้บนกองปลา

“ตอนอยู่ในดินแดนลับ ศิษย์พี่ใช้ไปหลายเม็ดใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้ายกขวดนี้ให้”

โจวหมิงชักกระบี่วารีครามออกจากฝักทันที “จะให้หั่นหนาเพียงใด?”

โมเจียมองเขาด้วยสายตาดูถูก เมื่อครู่ยังพูดราวกับกระบี่เป็นเกียรติสูงสุดของผู้ฝึกตนอยู่เลย

ชายหนุ่มทำเป็นมองไม่เห็น เขาเดินไปยืนข้างปลา เตรียมลงมือผ่าเกล็ด

ยังไม่ทันได้ฟัน เสียงหนึ่งก็ดังมาจากทางเข้าหุบเขา

“โจวหมิง” ศิษย์ฝ่ายในคนหนึ่งยืนอยู่หน้าลาน สีหน้าจริงจัง “ผู้อาวุโสหม่าและเจ้าสำนักเรียกพบ”

กระบี่วารีครามในมือโจวหมิงหยุดค้าง “เรียกข้าหรือ?”

“ใช่ ให้ไปเดี๋ยวนี้”

โจวหมิงเหลือบมองจูลี่

จูลี่กำลังนั่งยอง ๆ ข้างกองปลาที่เพิ่งเอาออกจากแหวนเก็บของระดับสูงของโจวหมิง กำลังคิดว่าจะย่างส่วนใดก่อนอย่างตั้งใจ ราวกับเรื่องที่เจ้าสำนักเรียกเขาไปไม่เกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย

โจวหมิงเก็บกระบี่เข้าฝัก “ข้าจะรีบกลับมา”

จูลี่เงยหน้าขึ้น “ไม่ต้องรีบก็ได้”

โจวหมิงรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย อย่างน้อยศิษย์น้องก็ยังเป็นห่วงเขา

จากนั้นจูลี่ก็พูดต่อ “ศิษย์พี่โม่ก็มีมีด”

โจวหมิงเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

เมื่อมาถึงภายในตำหนักใหญ่ของสำนักชิงเฟิง บรรยากาศเคร่งเครียดกว่าที่โจวหมิงคิด

เจ้าสำนักนั่งอยู่ตรงกลาง หม่าซือเจียวนั่งด้านข้าง นอกจากทั้งสองแล้วยังมีผู้อาวุโสอีกสามคน

เมื่อโจวหมิงเดินเข้ามา ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขาพร้อมกัน

“ศิษย์โจวหมิง คารวะเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทุกท่าน”

เจ้าสำนักยกมือ “ไม่ต้องมากพิธี ข้าเรียกเจ้ามาเพราะต้องการถามเรื่องจูลี่”

หัวใจของโจวหมิงกระตุก “ขอรับ?”

เจ้าสำนักกับหม่าซือเจียวสบตากัน ก่อนเจ้าสำนักจะเอ่ยปากถามตรง ๆ  “เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่าในตัวจูลี่มีสิ่งใดผิดปกติ?”

โจวหมิงอ้าปาก

แต่ไม่มีเสียงใดออกมา

สิ่งใดผิดปกติหรือ?

ถามเขาว่าจูลี่มีอะไรปกติดูเหมือนจะตอบง่ายกว่า

หม่าซือเจียวเห็นเขาเงียบจึงถามย้ำ “คิดให้ดี นางมีตรงไหนผิดปกติหรือไม่?”

โจวหมิงพยายามคิดหาสิ่งที่ปกติอยู่ครู่หนึ่ง 

จูลี่มีสองมือ สองเท้า หนึ่งศีรษะ

นอกจากนั้น…เหมือนจะผิดปกติทั้งหมด

เจ้าสำนักขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงไม่ตอบ?”

โจวหมิงกลืนน้ำลาย ก่อนตอบอย่างลำบากใจ “เจ้าสำนักขอรับ หากจะให้ศิษย์บอกว่านางมีตรงไหนผิดปกติ เกรงว่าจะต้องใช้เวลาหลายวัน”

ผู้อาวุโสคนหนึ่งเลิกคิ้ว “มากถึงเพียงนั้น?”

โจวหมิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ขอรับ”

หม่าซือเจียวถาม “เช่นนั้นบอกเรื่องที่ผิดปกติที่สุดมาก่อน”

โจวหมิงนิ่งไปอีกครั้ง

เรื่องที่ผิดปกติที่สุด? ต่อให้เขาพยายามเลือกอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังพบว่าทุกเรื่องกำลังแย่งกันเป็นที่หนึ่ง

สุดท้ายโจวหมิงจึงตอบออกมาตามความจริง “เลือกไม่ได้ขอรับ”

ภายในตำหนักเงียบสนิท เจ้าสำนักมองหน้าเขา “หมายความว่าอย่างไร?”

“ข้าให้เจ้าติดตามนาง เพื่อดูว่านางผิดปกติตรงไหนกันแน่” หม่าซือเจียวกล่าวเสริม

“เอ่อ…คือ….ผิดปกติทุกตรงขอรับ” โจวหมิงถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มร่ายยาวถึงความผิดมนุษย์มนาของจูลี่

“นางกินตลอดเวลาแต่ว่าเหมือนไม่รู้จักอิ่ม นางดื่มเหล้าตลอดเวลาแทบจะเทใส่ปาก แต่ยังคงสติไว้ได้ หากเป็นคนทั่วไปคงเมาหลับไปแล้วขอรับ” แม้นางจะดูเมาอยู่บ้างก็เถอะ

“อันนี้ข้ารู้อยู่แล้ว” หม่าซือเจียวชำเลือง “จัดว่าเป็นเรื่องปกติของนาง”

โจวหมิงอึ้ง ถ้ากินแบบนี้ปกติ คนอื่นคือกินน้อยผิดปกติหรือ? 

“นางทำให้อสูรเกราะศิลายอมสยบทั้งที่ระดับต่ำ นางมีตบะแต่จู่ ๆ ก็เหมือนกลายเป็นคนไร้ตบะ นางถูกฟ้าผ่ายังนอนหลับได้….”

โจวหมิงหยุดไปเล็กน้อย จากนั้นกล่าวสรุปอย่างหนักแน่น

“ศิษย์คิดว่าสิ่งที่ปกติที่สุดในตัวนาง คงมีเพียงเรื่องที่นางมีสองมือ สองเท้า และหนึ่งศีรษะขอรับ”

ภายในตำหนักเงียบสนิท

เจ้าสำนักยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว “ข้าไม่ได้ให้เจ้าสรุปตั้งแต่ศีรษะลงไป”

“แต่หากไม่นับสามอย่างนี้ ศิษย์ก็นึกอย่างอื่นไม่ออกแล้วขอรับ”

ผู้อาวุโสทางซ้ายกระแอมเบา ๆ “เรื่องอสูรเกราะศิลา เจ้าบอกว่านางทำให้มันยอมสยบทั้งที่ระดับต่ำ นางทำได้อย่างไร?”

โจวหมิงคิดถึงโอสถรักษาระดับสูงที่จูลี่เทใส่มือราวกับเป็นเมล็ดถั่ว

“นางให้โอสถมันขอรับ”

“โอสถชนิดใด?”

“ศิษย์ไม่ทราบชื่อ แต่เป็นโอสถรักษาระดับสูง” โจวหมิงเชื่อหมดใจว่าได้มาจากนักฆ่าชุดดำกลุ่มนั้น ดังนั้นจึงไม่กล้าพูดถึงที่มาที่ไป

“เป็นของข้ามอบให้นางเอง” หม่าซือเจียวจำได้ว่าจูลี่ได้โอสถพวกนี้มาจากไหน เป็นเขาเองที่ยอมให้นางเก็บของพวกนั้นไว้ใช้ จำต้องออกหน้ารับแทน

ผู้อาวุโสทั้งสามหันมามองเขาพร้อมกัน 

แม้แต่โจวหมิงยังชะงักไปเล็กน้อย แต่พอคิดว่าหม่าเหล่าซือเป็นคนอนุญาตให้จูลี่เก็บของพวกนี้ไว้เลยเลือกจะเงียบ

“ท่านมอบโอสถรักษาระดับสูงให้นาง?” ผู้อาวุโสผู้ดูแลยอดเขาอสูรถาม “ทั้งขวด?”

“ก็หลายขวด” หม่าซือเจียวตอบด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน “นางอายุเพียงเจ็ดขวบ ทั้งยังไม่มีตบะ แต่กลับต้องเข้าไปในดินแดนลับ ข้าจึงมอบโอสถให้นางเพื่อป้องกันตัว มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ?”

"ไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสม เพียงแต่” ผู้อาวุโสคนนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง “โอสถระดับสูงหนึ่งขวดมีค่าไม่น้อย”

“นางเป็นศิษย์สายตรงของข้า ต่อให้ไม่มีตบะ ก็ยังนับเป็นศิษย์สายตรง”

หม่าซือเจียวไม่เคยมีศิษย์สายตรงมาก่อน ตอนนี้ก็มีทีเดียวสองคน คนที่พอมีตบะดันไม่ให้ ให้เด็กไร้ตบะคนหนึ่ง

รองเจ้าสำนักซึ่งนั่งอยู่ด้านขวาของเจ้าสำนักชำเลืองมองหม่าซือเจียวแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดดินแดนลับถึงล่มสลายไป” เจ้าสำนักรู้ดีว่าเรื่องนี้อาจจะมีบางสิ่งที่เขาไม่รู้ จึงได้เปลี่ยนมาถามเรื่องที่พวกเขาอยากรู้ตั้งแต่แรกโดยตรง

โจวหมิงชำเลืองมองหม่าซือเจียวทีหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้า “ไม่รู้ขอรับ”

มองจากสวรรค์ยังรู้ว่าโกหก หม่าซือเจียวกรอกตามองศิษย์โง่ของตน ไม่รู้รับตัวซื้อบื้อแบบนี้เข้ามาได้อย่างไร

“ท่านเจ้าสำนัก จูลี่นางเพียงเจ็ดขวบ พูดยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลยขอรับ จะไปก่อเรื่องอะไรได้อย่างไร” พูดแล้วหม่าซือเจียวก็อยากเอามือตบปากตัวเอง

โจวหมิงเม้มปากจนแทบอยากจะร้องไห้ อยากตะโกนออกไปว่านางก่อเรื่องทุกที่ที่นางไปมากกว่า

“แต่ที่แน่ ๆ นางขโมยสัตว์อสูรไปนี่คือเรื่องจริง” ผู้อาวุโสคนหนึ่งหรี่ตา เรื่องอื่นอาจจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่เรื่องอสูรเกราะศิลามีปัญหาแน่แล้ว

หม่าซือเจียวหนวดกระตุกไปข้างหนึ่ง อุตส่าห์ลากออกมาจากเรื่องสยบสัตว์อสูรแล้วยังจะวกกลับเข้าไปอีก

“มิใช่ขอรับ อสูรเกราะศิลามันติดตามศิษย์น้องจูมาเองขอรับ” เป็นโจวหมิงที่หัวไว คอมกายให้าผู้อาวุโสทีละคนเพื่อแสดงความเสียใจกับเรื่องนี้  

ศิษย์น้องก่อเรื่อง ศิษย์พี่อย่างเขาซึ่งได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อยย่อมต้องช่วยปิดเรื่อง

“ติดตามมาเอง?” ผู้อาวุโสผู้ดูแลยอดเขาอสูรหรี่ตา “อสูรเกราะศิลาตัวนั้น ขนาดข้ามันยังไม่ยอมศิโรราบ แถมยังอยู่ในกรงคิดจะออกง่ายถึงเพียงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

โจวหมิงกับหม่าซือเจียวมีสีหน้าเครียดแค้นแทบจะพร้อมกัน ก่อนจะกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วทั้งคู่แทบจะคำรามออกมาในใจพร้อม

หม่าซือเจียวรู้สึกว่าว่า ยัง ยัง ยังจะถามไม่จบไม่สิ้นแบบนี้อีก 

ส่วนโจวหมิงใบหน้านับวันยิ่งแย่ลง หากยังถามอีก คำตอบต่อไปมันจะไม่ตรงกับคำตอบแรกแล้วนะ