LNCrawler

ตอนที่ 66

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 66

“ในกรง?” หม่าซือเจียวหันขวับไปมองผู้อาวุโสผู้ดูแลยอดเขาอสูร “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

ผู้อาวุโสผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ก่อนเปิดดินแดนลับ ข้าเคยส่งศิษย์เข้าไปวางค่ายกลจับอสูรเกราะศิลา แต่สัตว์อสูรตัวนั้นดื้อรั้นยิ่งนัก ขังอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งวันก็พังกรงหนีไป”

“แล้วอย่างไร? เกี่ยวอันใดกับศิษย์ของข้า?” ไม่รู้ทำไม พักนี้หม่าซือเจียวรู้สึกตนเองเหมือนจะเริ่มเก่งวิชาตีมึนแล้วเหมือนกัน

“ค่ายกลและกรงนั้นใช้แต้มสำนักไปไม่น้อย หากไม่มีคนเล่นแร่แปลธาตุ อสูรเกราะศิลาจะหลุดออกมาได้อย่างไร” ผู้อาวุโสสีหน้าดำคล้ำขึ้นมาอีกหลายส่วน

“เจ้าดูแลมันไม่ดี จะมาเรียกร้องกับศิษย์ของข้าหรือ?”

“ศิษย์ของเจ้าแอบขโมยสัตว์อสูรของข้าออกไปได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องมีคำตอบให้ข้า”

โจวหมิงยืนฟังคนทั้งสองโต้เถียงกัน ในใจพลันเกิดความหวังขึ้นมาเล็กน้อย

เถียงกันต่อเถอะ

ทางที่ดีควรเถียงกันจนลืมไปเลยว่าเขายังยืนอยู่ตรงนี้

น่าเสียดายที่ความหวังของเขาอยู่ได้เพียงชั่วสามลมหายใจ เจ้าสำนักก็ตบพนักเก้าอี้เบา ๆ

“พอแล้ว”

ผู้อาวุโสผู้ดูแลยอดเขาอสูรหุบปาก หม่าซือเจียวเองก็สะบัดแขนเสื้อแล้วนั่งลงตามเดิม

เจ้าสำนักมองโจวหมิง “เจ้าบอกว่าอสูรเกราะศิลาติดตามจูลี่มาเอง มีสิ่งใดพิสูจน์ได้?”

โจวหมิงนิ่งไป

จะให้เขาพิสูจน์อย่างไร?

ให้อสูรเกราะศิลากลับเข้าไปในดินแดนลับ แล้วดูว่ามันจะวิ่งตามจูลี่ออกมาอีกรอบหรือ?

“เรื่องนี้…” เขาพยายามเรียบเรียงคำพูดอย่างระมัดระวัง “อสูรเกราะศิลาอยู่ข้างกายศิษย์น้องจูตลอดทางขอรับ ทั้งยังยอมให้นางขี่หลัง หากมันไม่เต็มใจ ด้วยระดับของศิษย์น้องจู นางคงบังคับมันไม่ได้”

ทุกคนภายในตำหนักเงียบลงพร้อมกัน

เหตุผลนี้ฟังดูมีน้ำหนักมาก

เด็กอายุเจ็ดขวบซึ่งตรวจไม่พบตบะ ต่อให้อยากขโมยอสูรเกราะศิลา ก็ต้องสู้มันให้ไหวก่อน

ผู้อาวุโสผู้ดูแลยอดเขาอสูรยังไม่ยอมแพ้ “บางทีนางอาจใช้โอสถควบคุมสัตว์อสูร”

“ท่านเคยเห็นโอสถชนิดใดที่ทำให้อสูรเกราะศิลายอมเป็นพาหนะหรือ?” หม่าซือเจียวถามกลับทันที “หากมีก็เอาออกมาสักขวด ข้าจะซื้อไว้แจกศิษย์ในสำนักคนละเม็ด วันหน้าพวกเราจะได้ไม่ต้องเลี้ยงนกกระเรียน เดินทางด้วยอสูรเกราะศิลากันทั้งสำนักเลย”

ผู้อาวุโสผู้นั้นถูกสวนกลับจนหนวดกระตุก

“ข้าเพียงตั้งข้อสังเกต”

“ข้อสังเกตของท่านราคาแพงเกินไป หากมีโอสถเช่นนั้นจริง ยอดเขาอสูรของท่านคงปิดตัวได้แล้ว”

“หม่าซือเจียว!”

“ข้าได้ยิน ไม่ต้องเรียกเสียงดัง”

เจ้าสำนักหลับตาลงชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่าเริ่มปวดศีรษะขึ้นมาจริง ๆ

รองเจ้าสำนักซึ่งเงียบมานานพลันเอ่ยถาม “โจวหมิง ตอนที่ออกจากดินแดนลับ อสูรเกราะศิลาอยู่ที่ใด?”

คำถามนี้ทำให้หัวใจของโจวหมิงกระตุกวูบ

“อยู่…ข้างกายศิษย์น้องจูขอรับ”

“ข้างกายตรงไหน?”

“ก็อยู่ใกล้ ๆ ขอรับ”

“ใกล้เพียงใด?”

“ใกล้มากขอรับ”

“แล้วเหตุใดตอนนางเข้าดินแดนลึกลับ จึงไม่มีผู้ใดเห็นมัน?”

โจวหมิงเม้มปากแน่น ใครบอกไม่เห็น เรียกเห็นทุกคนต่างหาก นางเรียกมันออกมาจากถุงเก็บของ

สิ่งที่เขากลัวที่สุดมาถึงแล้ว

เขาชำเลืองมองหม่าซือเจียวอีกครั้ง คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้กรอกตาหรือขยับหนวด เพียงนั่งนิ่งมองเขาราวกับต้องการดูว่า ศิษย์ที่ตนรับมาจะโง่ได้ถึงขั้นใด

โจวหมิงสูดหายใจลึก

“เพราะศิษย์น้องจูเก็บมันไว้ขอรับ”

“เก็บไว้ที่ใด?”

“ในถุงเก็บอสูร”

หม่าซือเจียวหลับตาลงทันที

เจ้าสำนักเลิกคิ้ว “ถุงเก็บอสูรของผู้ใด?”

“ของอาจารย์ขอรับ”

คำตอบครั้งนี้รวดเร็วจนแทบไม่ต้องคิด

หม่าซือเจียวลืมตาขึ้นมองศิษย์ของตนช้า ๆ ในที่สุดเขาก็ต้องรับบาปนั้นไว้เอง

โจวหมิงก้มหน้าต่ำกว่าเดิม

อาจารย์ขอรับ ไหน ๆ ท่านก็รับโอสถไปแล้ว รับถุงเก็บอสูรเพิ่มอีกใบคงไม่หนักเกินไปกระมัง

“ท่านมอบให้นางอีกแล้ว?” ผู้อาวุโสคนเดิมถาม

หม่าซือเจียวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ใช่”

“โอสถรักษาระดับสูงหลายขวด แล้วยังมีถุงเก็บอสูรอีกหนึ่งใบ?”

“ศิษย์สายตรงของข้า ข้าจะมอบสิ่งใดให้นางก็ได้”

“ถุงเก็บอสูรใบนั้นใส่อสูรเกราะศิลาได้จริงหรือ?” ปกติแล้วหากสัตว์อสูรไม่ยินยอม ไม่สามารถใส่ลงไปในถุงเก็บอสูรได้

หม่าซือเจียวกระตุกยิ้ม “หากใส่ไม่ได้ แล้วนางจะพามันไปได้อย่างไร?”

โจวหมิงลอบกำชายเสื้อแน่น

คำตอบนี้ฟังดูสมเหตุสมผลมาก รองเจ้าสำนักมองหม่าซือเจียวด้วยแววตาล้ำลึก แต่ไม่ได้ซักต่อ เพียงหันกลับมาหาโจวหมิง

“ก่อนดินแดนลับล่มสลาย พวกเจ้าอยู่ที่ใด?”

บรรยากาศที่เพิ่งคลายลงเล็กน้อยพลันตึงเครียดอีกครั้ง

โจวหมิงรู้ว่าคำถามเรื่องอสูรเป็นเพียงน้ำแกง ส่วนคำถามนี้ต่างหากคือเนื้อชิ้นใหญ่ที่ทุกคนกำลังรออยู่

“อยู่ใกล้ทะเลสาบแห่งหนึ่งขอรับ”

“ทำสิ่งใด?”

“ตกปลาขอรับ” เพียงแต่วิธีตกปลาอาจจะประหลาดไปหน่อย

“พบสิ่งผิดปกติหรือไม่?” 

“เจอเต่าขอรับ แล้วเต่าก็เอากระบี่มาให้” โจวหมิงพยายามเรียบเรียงสิ่งที่ตนเองเจอมา

“กระบี่เล่มนี้ของเจ้านะหรือ?” เจ้าสำนักถาม

“ขอรับ” 

“โชคดีถึงเพียงนี้?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งขมวดคิ้ว คนอื่นล่าสมบัติแทบตาย สองคนนี้ไปนั่งตกปลาก็ได้กระบี่

“ขอรับ” โจวหมิงเม้มปาก อยากบอกว่าเกือบตายยังจะมาโชคดีอะไรอีก

“คนอื่นล่าสมบัติพวกเจ้ากลับนั่งตกปลาอย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

“ศิษย์น้องจูหิวขอรับ” หมูป่าเขี้ยวน้ำเงินย่างโยนให้ผึ้งกับต้นไม้ไปแล้ว เด็กหญิงห่วงท้องไส้ตัวเองยิ่งนัก

“แล้วเกิดอะไรขึ้นอีก”

“มีแสงสีทองขอรับ แล้วก็มีเสียงเร่งให้ออกจากพื้นที่ขอรับ” โจวหมิงจงใจตัดเรื่องที่จูลี่ปล้นดินแดนลับออกทั้งหมด เขาตั้งใจจะเล่าให้หม่าซือเจียวฟังทีหลัง

“แค่นี้?”

“ขอรับ”

“เจ้าสำนัก พวกเราควรเรียกเด็กคนนั้นมาถามด้วยขอรับ” ผู้อาวุโสเสนอ

หม่าซือเจียวรีบก้าวขึ้นมาประสานมือให้กับเจ้าสำนัก “จูลี่ยังเด็ก พูดประโยคหนึ่งสลับคำหน้าหลัง เกรงว่าจะเสียเวลามากกว่าขอรับ”

เจ้าสำนักมองหม่าซือเจียว จากนั้นมองโจวหมิงซึ่งก้มหน้าราวกับต้องการฝังศีรษะลงไปในอก ในที่สุดก็ถอนหายใจยาว

“เอาละ พอเถอะ”

โจวหมิงแทบทรุดลงด้วยความโล่งอก

“เรื่องที่เจ้าพบในดินแดนลับ ห้ามนำไปเล่าให้ผู้ใดฟัง ส่วนอสูรเกราะศิลา ให้อยู่ที่หุบเขาโอสถเป็นการชั่วคราว หากมันอาละวาดหรือทำร้ายศิษย์ในสำนัก จะต้องส่งมอบให้ยอดเขาอสูรทันที”

“ศิษย์รับคำสั่งขอรับ”

“ออกไปได้”

โจวหมิงค้อมกายอย่างรวดเร็ว ก่อนถอยออกจากตำหนักด้วยความเร็วที่ยังรักษามารยาทไว้ได้อย่างหวุดหวิด

ทันทีที่ประตูปิดลง เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสูงมาอีกครั้ง

ทว่าเดินลงบันไดได้ไม่ถึงสิบขั้น ประตูตำหนักด้านหลังก็เปิดออก

เสียงหม่าซือเจียวดังตามมา

“โจวหมิง เจ้าตามข้ามา”

จากนั้นโจวหมิงก็ถูกพาไปที่ห้องหนังสือส่วนตัวของเจ้าสำนัก มีรองเจ้าสำนักนั่งอยู่ด้วย

“เอาละ ทีนี้มีเท่าไหร่เล่ามาให้หมด” บรรยากาศรอบตัวกดดันกว่าตอนมีผู้อาวุโสสองคนอยู่ด้วยเสียอีก

ชายหนุ่มอยากจะร้องไห้โห มองหน้าหม่าซือเจียวก่อนจะเห็นผู้เป็นอาจารย์พยักหน้าให้

“อาจารย์จะให้เริ่มเล่าจากตรงไหนขอรับ ตั้งแต่รู้จักกับศิษย์น้องจูมา ศิษย์ยังไม่พบความปกติใด ๆ จากตัวนางเลยขอรับ”

 

ในขณะที่โจวหมิงกำลังถูกสอบสวนอย่างหนัก ตัวต้นเหตุกำลังนั่งชำแหละเนื้อปลาด้วยมีธรรมดาอย่างเอาเป็นเอาตา

โมเจียมองมีดทีหนึ่ง มองปลาทีหนึ่ง มองจูลี่ทีหนึ่ง นางใช้มีดกรีดเนื้อปลาแทบตายกลับไม่เข้า ทำไมจูลี่ที่ไร้ตบะถึงผ่าง่ายดายเพียงนั้น